เทคนิค การเพาะเห็ดเข็มทอง ทำง่าย สร้างรายได้ ได้ดีมาก

เห็ดเข็มทอง ถือเป็นที่นิยมในปัจจุบันเพราะเป็นส่วนผสมของอาหารได้หลากหลาย รสชาติเป็นที่ถูกปากรับประทานง่าย เกษตรกรหลายคนจึงหันมาเพาะเห็ดเข็มทองกันมากขึ้น โดยการเพาะนั้นก็ไม่ได้ยากกว่าที่หลายๆคนคิด อุปกรณ์ก็มีไม่มาก เราไปดูวิธีเพาะกันเลยค่ะ

เตรียมวัสดุเพาะ

1.ขี้เลื่อย 10-20 เปอร์เซนต์ (ขี้เลื่อยทำการรดน้ำแล้วกองไว้จนมีน้ำสีใสไหลซึมออกมา)

2. แกลบ 5-10 เปอร์เซนต์

3.เชื้อเห็ด

4.ขวดหรือโหลพลาสติกทนความร้อน

วิธีการเพาะ

1.เริ่มต้นจาการคลุกเคล้า ขี้เลื่อย แกลบ ให้เข้ากันดี จากนั้นนำใส่ลงในขวดโหลทนความร้อน

2.จากนั้นนำโหลไปอบเชื้อ โดยนึ่งในหม้อนึ่งที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ช.ม.

3.เมื่อนึ่งเสร็จแล้ว ให้รอจนโหลและขี้เลื่อยผสมเย็นตัวลง แล้วค่อยนำเชื้อเห็ดเข็มทองมาใส่ลงไป โหลละประมาณ 15 เมล็ด

4.นำโหลเพาะเห็ดไปบ่มเชื้อโดย นำไปตั้งไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิ 8-12 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญต่อเชื้อเห็ด

5.เมื่อบ่มครบ 25-30 วัน จะพบว่าเชื้อเห็ดจะเจริญเต็มขวดแล้ว ให้เปิดฝาขวดออกแล้วใช้ช้อนขูดเอาส่วนที่เป็นขี้เลื่อยออก

6.จากนั้นนำขวดโหลเพาะเห็ดไปตั้งไว้ห้องที่มีอุณภูมิ 10-15 องศาเซลเซียส เมื่อระยะเวลาผ่านไป 5-10 วัน จะเริ่มมีตุ่มดอกเห็ดเล็กๆให้เห็น แล้วจะเริ่มยืดลำต้นขึ้นจนพ้นปากขวดโหลออกมา 3-5 เซนติเมตร ก็สามารถตัดเห็ดไปรับประทานหรือจำหน่ายได้แล้วค่ะ

ขอขอบคุณ : fourfarm.com

4 ขั้นตอน วิธีปลูกผักสลัดลงดิน ทำง่าย สีสันสวยงาม 

บอกเลยว่าเป็นวิธีที่อยากจะเอามาแนะนำเป็นอย่างมากใช้เวลาเพียง 2 – 3 วันเพื่อให้เมล็ดงอก รออีก 45 วันก็ได้ผักสลัดที่ชอบมากินได้แล้ว ทั้งสีสันน่ากินและมีประโยชน์ต่อร่างกาย 4 ขั้นตอนง่ายๆ ดังต่อไปนี้

1.นำดิน ปุ๋ยคอก และขุยมะพร้าวในอัตราส่วนเท่าๆ กันคลุกเคล้าให้ทั่วรดน้ำพอชุ่ม

2.ใส่ดินลงในถาดเพาะเมล็ด

3.หยอดเมล็ดลงในหลุม แล้วใช้นิ้วค่อยๆ เกลี่ยดินกลบเมล็ด แล้วค่อยๆ รดน้ำ วางไว้ในที่ร่ม

4.ประมาณ 2-3 วันเมล็ดผักจะงอกออกมาให้เห็น เมื่อครบ 7-10 วันให้นำไปวางที่มีแดด เพราะผักสลัดชอบแดดตลอดวัน

5.ย้ายต้นกล้าลงในกระถางหรือแปลงปลูก รออีก 45 วันก็ได้ผักสลัดที่ชอบมากินได้แล้ว

ประโยชน์ของผักสลัด

กรีนโอ๊ก

– ผักสลัดใบหยัก สีเขียวอ่อน เนื้อค่อนข้างนุ่ม ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงประสาทและกล้ามเนื้อ

เรดโอ๊ก

– มีกากใยอาหารมาก ย่อยง่าย บำรุงสายตาและกล้ามเนื้อ ป้องกันโรคปากนกกระจอก ล้างผนังลำไส้ กำจัดไขมัน มีธาตุเหล็ก และวิตามิน D สูง

วิธีย้ายต้นกล้าผักสลัดลงกระถาง

หากต้องการย้ายต้นกล้าลงกระถางหรือแปลงปลูกให้ใช้ช้อนพลาสติกเล็กๆ ตักกล้ากรีนโอ๊กหรือเรดโอ๊กขึ้นมาจากถาดเพาะเมล็ด ใส่ลงไปในหลุมที่เตรียมไว้โดยให้ดินเสมอกับโคนต้น ใบ กลบดินเบาๆ แล้วใช้ฟางคลุมลำต้น เพื่อป้องกันหน้าดินแห้ง รดน้ำอย่างเบามือ ขั้นตอนนี้ควรทำในตอนเย็นเป็นการให้ผักได้พักฟื้นด้วยนะ

ขอขอบคุณ : fourfarm.com

สูตรน้ำซาวข้าว น้ำหมักชีวภาพ รดผักผลไม้ พืชผักโตไว

น้ำซาวข้าวนั้นอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อพืชผักเป็นอย่างมาก หลายคนมักจะทำการซาวข้าวและทิ้งน้ำซาวข้าวไปอย่างน่าเสียดาย แต่เราสามารถนำน้ำซาาวข้าว มาทำน้ำหมักชีวภาพ ที่จะช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น และยังเป็นการฟื้นฟูดินได้ดีอีกด้วย จะมีวิธีทำอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย

ส่วนผสม และสิ่งที่ต้องเตรียม

1. น้ำตาลทราย

2. น้ำซาวข้าว

3. ขวดพลาสติกเหลือใช้

4. กรวย

วิธีทำน้ำรดผัด สูตรน้ำซาวข้าว

1. ก่อนอื่นให้นำขวดพลาสติกเหลือใช้ ไปล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย แล้วก็ผึ่งไว้ให้แห้ง

2. จากนั้นก้นำน้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงไปในขวดพลาสติกที่เตรียมไว้

3. แล้วใส่น้ำซาวข้าวที่เตรียมไว้ตามลงไป ใส่ลงไปให้เกือบเต็มขวดได้เลย เหลือพื้นที่ไว้สักหน่อย เพื่อให้มีที่ระบายอากาศได้บ้างก็พอ

4. แล้วปิดฝาให้แน่นๆ จากนั้นก็ทำการเขย่าขวด เพื่อให้น้ำตาลทรายกับน้ำซาวขาวผสมเข้าด้วยกันจนหมด

5. เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว ก็ให้คลายฝาออกเล็กน้อย แล้ววางทิ้งไว้ หมักไว้ 30 วัน (คลายฝาเพื่อไม่ให้ขวดบวม เพราะเวลาหมักจะมีแก๊ส)

ประโยชน์ของน้ำซาวข้าวที่มีต่อพืชผัก

1. จะทำให้ต้นไม้ดูแข็งแรง และมีใบที่สวยงามมากขึ้น

2. ช่วยเร่งการเจริญเติบโตให้กับพืชผัก และต้นไม้

3. ใช้แทนน้ำหมักชีวภาพได้เป็นอย่างดี

4. ใช้ล้างพืชผัก ก่อนนำมารับประทาน จะช่วยขจัดสารพิษตกค้างออกไปได้

farmchannelthailand.com

การปลูกมะละกอฮอลแลนด์

มะละกอถือว่าเป็นวัตถุดิบหลักในการทำส้มตำและเป็นอาหารที่ใครหลายคนโปรดปราน เรียกได้ว่าคุณสามารถหาส้มตำทานที่จังหวัดไหนก็ได้ในพื้นที่ประเทศไทย นอกจากเราจะนำผลดิบมาทำส้มตำแล้ว ผลสุกก็ยังเป็นที่นิยมและมีความต้องการในตลาดค่อนข้างสูง โดยพันธุ์มะละกอที่ตลาดต้องการผลสุกก็คือมะละกอฮอนแลนด์นั่นเอง เนื่องจากขนาดผลที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป เนื้อแน่นไม่เละ รสชาติหวานอร่อย จึงทำให้มะละกอฮอนแลนด์เป็นที่นิยมในตลาดมะละกอทานผลสุก

ผมเองก็มีพื้นที่ว่างซึ่งเตรียมไว้ปลูกพืชประมาณ 1 ไร่ โดยมีโจทย์ว่าเป็นพืชที่ไม่ต้องดูแลทุกวัน เข้าสวนแค่สัปดาห์ละครั้งสองครั้งก็ดูแลได้ เป็นพืชที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปได้อีก 2-3 ปี สุดท้ายก็มาลงที่มะละกอฮอนแลนด์ตามโจทย์ที่ได้วางไว้ครับ

บทความนี้ผมจะมาแนะนำวิธีการปลูกและดูแลมะละกอฮอนแลนด์ตั้งแต่การเริ่มปลูก ดูแล จนกระทั่งเก็บเกี่ยว ซึ่งบทความนี้อาจจะกินเวลาในการอัพเดท 2-3 ปี อย่างไรก็ตามบทความนี้ถือเป็นการแนะนำจากประสบการณ์ที่ผมได้เรียนรู้มาด้วยตนเองบ้าง จากหนังสือและผู้รู้บ้าง การลงมือทำไม่จำเป็นต้องทำตามผมทุกประการก็ได้นะครับ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพพื้นที่เพาะปลูก สภาพอากาศ หรือปรับเปลี่ยนได้ตามแนวทางที่คุณได้ศึกษามาได้เลยครับ ไม่มีผิดถูกใด ๆ ขึ้นอยู่กับตัวเราครับ

ขั้นตอนวิธีการปลูกมะละกอฮอนแลนด์

        ต้นมะละกอฮอลแลนด์ที่ผมได้มาจะอยู่ในถุงเพาะ โดยในถุงจะมี 2-3 ต้นสำหรับการแยกกเพศเมื่อมะละกอโตเต็มที่ ส่วนขั้นตอนวิธีการปลูกมีดังนี้

  1. ไถพรวนดินและยกร่องเพื่อป้องกันน้ำขังในพื้นที่
  2. ระยะปลูกระหว่างต้น 2 เมตร ระหว่างร่อง 3 เมตร
  3. นำกล้ามะละกอที่ได้มาปลูกบนร่อง ขุดหลุมลึกเท่าฝ่ามือ นำกล้ามะละกอลงแล้วกลบดินให้เท่ากับโคนต้นที่อยู่ในถุง เพื่อป้องกันดินร้อนจนลวกต้นมะละกอ
  4. ฉีดพ่นปุ๋ยน้ำ 7 วันต่อครั้ง และให้ปุ๋ยคอกทางดินเดือนละครั้ง

ขอขอบคุณ : organicfarmthailand.com

6 เหตุผลที่คุณควรกินกระเทียมให้มากขึ้น

หลาย ๆ คนชอบกระเทียม เพราะไม่เพียงแค่เพิ่มความอร่อยให้กับอาหารเกือบทุกมื้อแค่นั้น แต่มันยังดีต่อสุขภาพของคุณอีกด้วย! แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่ากระเทียมอาจเป็นของแสลงของใครหลาย ๆ คน เพราะกลิ่นที่ค่อนข้างแรงและฉุน จึงอาจทำให้หลาย ๆ คนไม่ชอบกระเทียมเอาได้

1. สุขภาพฟันแข็งแรง

การวิจัยพบว่ากระเทียมอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีในการรักษาโรคเหงือกอักเสบ นอกจากนี้โดยธรรมชาติแล้ว กระเทียมยังมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และต้านเชื้อรา และนั่นยังส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในช่องปากของคุณ และอาจมีผลต่อสุขภาพโดยรวมของคุณอีกด้วย

2. ความรู้สึกพอดี

เพิ่มกระเทียมลงในอาหารของคุณ การวิจัยแสดงให้เห็นว่าน้ำมันกระเทียมจะช่วยแบ่งเบาภาระในหัวใจของคุณในระหว่างการออกกำลังกาย ช่วยให้หัวใจแข็งแรง ทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ชาวกรีกโบราณจะสั่งกระเทียมให้กับนักกีฬาโอลิมปิกและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายอย่างหนัก เพราะชาวกรีกโบราณเหล่านี้รู้กันดีอยู่แล้วว่ากระเทียมหรือเป็นยาชูกำลังชั้นดี

3. คุณสมบัติต่อต้านริ้วรอย

ดูเหมือนว่าจะมีข้อพิสูจน์ที่ดีว่ากระเทียมสามารถต่อต้าน “ความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น” ได้ และด้วยเหตุนี้กระบวนการของการก่อความชราในตัวของมันเองยิ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาออกซิไดเซชั่นให้เกิดขึ้นได้อีก พูดง่าย ๆ คือ เราดูแก่ขึ้นเพราะร่างกายของเราเปลี่ยนอาหารและออกซิเจนเป็นพลังงาน ซึ่งจะทำให้ผิวหนังของเราจะหย่อนคล้อยลงและสมองของเราก็ทำงานช้าลง นั่นคือผลที่ตามมาของ “ความเครียดจากการเกิดออกซิเดชัน”

ในกรณีเหล่านี้ กระเทียมอาจเป็นประโยชน์ต่อการรับประทานอาหารของคุณ สมุนไพรที่มีกลิ่นเหม็นนี้ทำให้ร่างกายของคุณเพิ่มการผลิตสารในเลือดที่ต่อต้านการเกิดออกซิเดชั่นของเซลล์ในร่างกาย สารเหล่านี้รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ กระเทียยังะช่วยชะลอสัญญาณแห่งวัยได้อีกด้วยดู!

4. กระเทียมทำให้คุณมีเสน่ห์มากขึ้น

สิ่งนี้อาจขัดแย้งกับสัญชาตญาณของคุณ แต่มันก็เป็นเรื่องจริง แน่นอนว่าเราทุกคนคุ้นเคยกับผลลัพธ์ของการกินกระเทียมที่มีต่อกลิ่นลมหายใจของคุณ แต่คุณรู้ไหมว่ากลิ่นตัวของคุณก็ได้รับผลกระทบจากการกินกระเทียมนี้ด้วย? การวิจัยในปี 2559 แสดงให้เห็นว่า อิทธิพลของกระเทียมที่มีต่อกลิ่นกายของคุณนั้นส่วนใหญ่เป็นผลบวก ผู้เข้าร่วมการทดสอบการดมกลิ่นอธิบายว่า กลิ่นของผู้ที่รับประทานกระเทียมมีความ “เข้มข้นน้อยกว่า” และ “น่าดึงดูดกว่า” อาจเป็นเพราะคุณสมบัติในการต่อต้านจุลินทรีย์ของกระเทียม แบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นของเหงื่อจะลดลงโดยกระเทียมในร่างกายของคุณ

ข้อควรระวัง: วิธีนี้จะได้ผลดีที่สุดเมื่อรับประทานกระเทียมก่อนวันออกเดท แน่นอนว่าเราไม่แนะนำให้กินกระเทียมในวันที่คุณออกเดท เพราะคุณอาจจะมีกลิ่นกระเทียมติดตัวคุณไปทุกที่

5. กระเทียมสดสำหรับระบบภูมิคุ้มกันของคุณ

กระเทียมสามารถช่วยในเรื่องสุขภาพได้ เป็นที่รู้กันในบรรดาคุณยายและคนเฒ่าคนแก่ของพวกเรา พืชชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันมานานหลายศตวรรษแล้วว่ามีคุณสมบัติในการต่อต้านแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา สามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรเพื่อเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของคุณให้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม คุณต้องกินกระเทียมแบบดิบๆ เมื่อตัดหรือบดกระเทียมจะปล่อยสาร “อัลลิซิน” ออกมา สารนี้มีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพของคุณ แต่เมื่อกระเทียมถูกนำไปปรุงผ่านความร้อน คุณจะสูญเสียสารอัลลิซินส่วนใหญ่ไป

6. กระเทียมต้านความดันโลหิตสูง

เราทุกคนคุ้นเคยกับอันตรายของความดันโลหิตสูง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมในปัจจุบันคุณมักจะได้ยินเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าช่วยลดคอเลสเตอรอลของคุณ กระเทียมก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สด ๆ จากไร่ ที่มีประสิทธิภาพไม่น้อยไปกว่าผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดเหล่านั้น การศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการบริโภคกระเทียมทุกวัน มีผลในการลดคอเลสเตอรอลของคุณในระยะยาว แน่นอนว่าหากคุณกำลังเผชิญกับโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือระดับคอเลสเตอรอลที่เพิ่มขึ้น คุณควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เสมอ กระเทียมอาจส่งผลต่อผลลัพธ์โดยรวมของสุขภาพของคุณ แต่ไม่ใช่วิธีรักษาทั้งหมด!

ขอขอบคุณ : womensmethod.com

วิธีการปลูกตะไคร้ อินทรีย์

ตะไคร้ถือว่าเป็นพืชอีกชนิดหนึงที่นิยมนำไปทำเครื่องแกง เป็นพืชที่มีลักษณะเป็นน้ำมันหอมระเหย ใบสามารถนำไปทำชาพร้อมดื่มหรือนำไปสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยไปใช้ในงานสปาหรือไล่ยุงได้ ส่วนหัวตะไคร้เป็นส่วนสำคัญและเป็นที่ต้องการในท้องตลาด การขายปลีกจะเห็นได้จากการขายเป็นมัด ๆ ละ 2-3 หัว หรือแม้กระทั่งการขายเหมาสวนก็จะขายทีละหลายร้อยกิโลกรัมก็มี

        ตะไคร้ถือเป็นพืชนอกกระแสที่กำลังจะเข้ามาอยู่ในกระแส สังเกตได้จากข่าวคราวการปลูกตะไคร้ส่งออกต่างประเทศอยู่เนือง ๆ ในไทยเองก็ไม่แพ้กันที่มีการส่งเข้าห้างโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่ ส่งเข้าโรงงานเครื่องแกงและตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ แม้แต่ตลาดสดแถวบ้านเราก็จะได้เห็นตะไคร้ถูกมัดติดกับข่าใบมะกรูดสำหรับทำเป็นเครื่องต้มยำ ถึงแม้เราจะไม่สามารถรับประทานตะไคร้เพียว ๆ ได้ (คงไม่มีใครยืนกัดตะไคร้ทานเล่นนะครับ ฮา..) แต่ก็มีความจำเป็นไม่ใช่น้อยกับอาหารไทยที่ต้องการกลิ่นและรสชาติของตะไคร้เพื่อมาดับกลิ่นคาวพร้อมกับเพิ่มรสชาติให้กับอาหาร

        ในวันนี้ผมจะมาแนะนำวิธีการปลูกตะไคร้ ปลูกง่ายขนาดที่ว่าคนที่ไม่เคยปลูกนำหัวตะไคร้ไปปักไว้ข้างบ้าน รอไม่นานเราก็จะมีตะไคร้ไว้ทานโดยไม่ต้องไปซื้อที่ตลาดแล้วล่ะครับ โดยพันธุ์ที่นิยมปลูกคือพันธุ์เกษตร พันธุ์หยวกหรืออาจจะเป็นพันธุ์พื้นบ้านการสามารถหามาปลูกได้ตามสะดวกครับ

        สิ่งที่เราต้องเตรียมคือพันธุ์ตะไคร้ เมื่อได้มาแล้วก็นำมาเด็ดหัวตะไคร้ออกจากกันโดยให้ส่วนของรากติดมาด้วย เพราะเราจะมีการปลูกหลุ่มละ 1-2 หัวเท่านั้น ก่อนปลูกอาจนำหัวตะไคร้ที่เด็ดออกไปแช่น้ำผสมกับหัวเชื้อไตรโครเดอร์มาเพื่อป้องกันเชื้อราที่ติดมากับแปลงเดิม อาจใช้กรรไกรหนีบส่วนรากขึ้นมาให้เหลือเฉพาะแก่นเพื่อเป็นการตัดวงจรโรค

วิธีปลูกวิธีปลูกตะไคร้ อินทรีย์

  1. ผมจะยกร่องแล้วปลูกในร่องเพื่อสะดวกในการให้น้ำ โดยสามารถปล่อยน้ำเข้าสู่ร่องได้เลย
  2. ปลูกระยะห่าง 80*80 ซม. ขุดหลุมลึกขนาดฝ่ามือรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก การใส่ไม่ต้องเยอะ
  3. เหน็บหัวตะไคร้ลง 1-2 หัว เอาดินถมและใช้มือกดไม่ต้องแน่นเพื่อให้น้ำสามารถซึมลงได้โดยง่าย เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี

ขอขอบคุณ : www.organicfarmthailand.com

พบสองวิธีใหม่ในการรับมือโรคใบหงิกเหลืองในมะเขือเทศ!

โรคใบหงิกเหลืองของมะเขือเทศ (TYLCD) ที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่ส่งผลให้ใบมะเขือเทศกลายเป็นสีเหลืองนั้นถือเป็นโรคอันตรายที่สร้างความเสียหายให้กับมะเขือเทศมากที่สุด นอกจากนั้นยังสามารถขยายปัญหากระจายออกต่อไปในกว้างได้ซึ่งก่อนหน้านี้เกษตรกรหาวิธแก้หลากหลายไล่ตั้งแต่การใช้ยารวมไปถึงเลือกที่จะปลูกมะเขือเทศพันธุ์ที่สามารถต้านทานโรคใบหงิกเหลือง อย่างไรก็ตามผลที่ได้ก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกันเพราะทำให้มะเขือเทศที่ออกมามีรสจืดและไม่อาจเทียบได้กับรสชาติที่เป็นธรรมชาติของมะเขือเทศ หลังจากนั้นก็มีการหาทางแก้ไขปัญหาโรคใบเงิกเหลืองตลอดมาและดูเหมือนว่ากำลังจะได้วิธีที่มีศักยภาพจริงๆแล้ว

ทีมนักนักวิทยาศาสตร์ของสภาวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งสเปน (IHSM UMA-CSIC) ได้ทำการทดลองทดสอบภาคสนามเกี่ยวกับเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปีจนได้สองวิธิที่สามารถควบคุมโรคใบหงิกเหลืองได้อย่างเห็นผล

ทางแรกนั้นพวกเค้าชี้ว่าการปกคลุมพืชมะเขือเทศด้วยพลาสติกที่ป้องกันรังสียูวีสามารถป้องกันและลดความเสียหายของโรคใบหงิกเหลืองได้ ส่วนอีกทางนั้นพบว่าการใช้กรดซาลิไซลิกในมะเขือเทศสามารถลดผลกระทบและการสูญเสียของโรคใบหงิกเหลืองลงได้

เหล่านักวิทย์ยังได้ชี้แนะเพิ่มเติมว่าทั้งสองวิธีจะได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้กับมะเขือเทศที่ปลูกในพื้นที่โล่งโปร่งซึ่งจะเป็นวิถีทางเลือกที่ดีในการแก้ไขปัญหาโรคใบหงิกเหลืองของมะเขือเทศ

ขอขอบคุณ : www.gurukaset.com

วิธีปลูกผักชีฝรั่งให้งามไว…มีติดบ้านไว้เก็บทานได้ตลอดทั้งปี

วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆมาฝากอีกแล้วค่ะ สำหรับการปลูก ผักชีฝรั่ง  สามารถที่จะทำเองที่บ้านได้เลย จะมีวิธีการทำอย่างไรนั้นเราไปชมกันเลยดีกว่า

ขั้นตอนการปลูกผักชีฝรั่ง

– เตรียมดิน ปรับปรุงพื้นที่ให้สม่ำเสมอกัน พยายามอย่าให้มีน้ำท่วมขัง

-ถ้าจะให้ดี ควรตากดินอย่างน้อย 2 สัปดาห์

– ปลูกโดยการแยกหน่อจากต้นที่สมบูรณ์มาปลูกใหม่ แยกแขนงจากต้นแม่ โดยแบ่งต้นแม่ออกเป็น 3 ส่วน
คือ พ่อ แม่ ลูก โดยเลือกเอาต้นพ่อ หรือ ต้นแม่ที่มีความสมบูรณ์ที่สุดออกมาปลูกใหม่ ต่อไปเรื่อยๆ เช่น ต้นแม่มี 10 แขนง ก็แยกออกมา 3 แขนง เพื่อปลูกใหม่

-เตรียมแปลงปลูก รดน้ำให้ชุ่มเป็นโคลน แล้วจึงย้ายแขนงผักชีฝรั่งที่ต้องการมาปลูก ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 10 เซนติเมตร ระหว่างแถวประมาณ 10 เซนติเมตร

การดูแลรักษา

-หลังปลูก 15 วัน ใส่ปุ๋ยคอก โดยการหว่าน แล้วรดน้ำตามจนเป็นโคลน

-นับต่อไปอีกเมื่อต้นผักชีฝรั่งอายุ 30 วัน ใส่ปุ๋ยคอกรดน้ำตามจนเป็นโคลนเช่นเดิม

-หลังจากนั้นก็ใส่ ปุ๋ยคอก อาทิตย์ละ 1 ครั้ง และรดน้ำตาม

-ผักชีฝรั่งอายุ 65 วัน ก็เริ่มตัดขายได้เรื่อยๆ โดยแบ่ง ตัดจากต้นแม่

-หลังตัด ขายครั้งแรก ต้องพ่นบำรุงด้วย ปุ๋ย คอก ไว้ประมาณ 15 วัน จึงจะสามารถ ตัด ได้ใหม่อีกครั้ง

-ปลูกเพียงครั้งเดียว สามารถเก็บผลผลิตขายได้ต่อเนื่อง 5-6 ปี จึงรื้อแปลงปลูกใหม่

ขอบคุณแหล่งที่มา : www.fourfarm.com

ประโยชน์ของ “กล้วยน้ำว้า”

“ กล้วยน้ำว้า เป็นผลไม้ที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด หาซื้อง่าย มีรสชาติที่ดีนำมาทำเป็นอาหารเมนูต่างๆได้มากมาย และยังนำมาบำรุงร่างกายหรือลดน้ำหนักได้ ที่สำคัญมีประโยชน์และสรรพคุณทางยามากมาย

ประโยชน์ของกล้วยน้ำว้า

  • แก้อาการนอนไม่หลับ
  • บรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร และป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้
  • รักษาโรคโลหิตจาง
  • บรรเทาโรคกระเพาะอาหาร 
  • แก้อาการท้องเสีย
  • ช่วยชะลอความแก่
  • ช่วยลดน้ำหนัก

ประโยชน์ทางยาของกล้วยน้ำว้า

รักษาอาการโรคกระเพาะ วิธีการรับประทานคือ เลือกกล้วยที่กำลังอยู่ในช่วงห่าม (เปลือกยังมีสีเขียวอยู่บ้าง) ในกล้วยจะมีสารเซโรโทนินทำให้กระเพาะหลั่งเมือกออกมาคลุมผนัง ทำหน้าที่เป็นยาเคลือบกระเพาะ จึงช่วยให้อาการทุเลาลงได้

ช่วยลดกลิ่นปาก รับประทานกล้วยน้ำว้า 1 ผลในตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน จะช่วยลดกลิ่นปากลงได้

รักษาอาการท้องเสีย ท้องร่วง ผู้ที่มีอาการท้องเสีย และท้องร่วง ควรรับประทานกล้วยน้ำว้าดิบ หรืออยู่ในช่วงห่าม เพื่อให้สารแทนนิน และสารเพคตินในกล้วยทำหน้าที่บรรเทาอาการ ควรทานเพียง 1/2 – 1 ผล ก็เพียงพอ ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

รักษาอาการเจ็บคอ ไอแห้ง ผู้ที่มีปัญหาไอ เจ็บคออย่างหนัก ให้ลองรับประทานกล้วยน้ำว้าวันละ 4-6 ผล โดยที่จะแบ่งรับประทานกี่ครั้งก็ได้ แต่ไม่แนะนำให้รับประทานครั้งเดียวเพราะอาจส่งผลให้เกิดอาการจุกเสียดและอาเจียนได้

ลดความหยาบกร้านของผิวหนัง อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยบรรเทาผิวหยาบกร้านให้กลับมานุ่มและชุ่มชื่นคือ การมาส์กผิวด้วยกล้วยน้ำว้า โดยนำกล้วยสุกมาบดให้ละเอียด เติมน้ำผึ้งประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน นำไปพอกบริเวณผิวที่หยาบกร้าน ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวนุ่มเนียนขึ้น

แก้ผื่นคันจากยุงกัด ใช้ด้านในของเปลือกมาทาบริเวณที่ถูกยุงกัด จะทำให้อาการคันลดลง

ขอบคุณข้อมูล : www.fourfarm.com/ประโยชน์ของกล้วยน้ำว้า/

ปลูกผักบุ้งโอ่ง โตไว เก็บขายสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

ผักบุ้ง เป็นผักท้องถิ่นของบ้านเรา นิยมนำมารับประทานกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเมนู ผัดผักบุ้งไฟแดง ผักบุ้งมีคุณค่าทางโภชนาการ และมีประโยชน์มาก อีกทั้งยังมีราคาที่ไม่แพง หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไป วันนี้เราจึงได้นำเคล็ดลับการปลูกผักบุ้งโอ่งมาฝากกันค่ะ เป็นการปลูกผักบุ้งที่ง่าย ใช้เวลาไม่นาน และยังสามารถสร้างรายได้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. ดินปลูก สำหรับปลูกผักทั่วไป

2. โอ่ง ขนาดใดก็ได้ (โดยที่ไม่ต้องเจาะก้นโอ่ง)

3. กระสอบเก่า หรือตาข่าย ไว้สำหรับคลุมปากโอ่ง

4. ตะกร้า (ให้มีขนาดที่เล็กกว่าก้นโอ่งเล็กน้อย)

ขั้นตอนในการทำ

1. เริ่มจากนำดินปลูกที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปในก้นโอ่ง โดยที่ให้ดินมีความสูงจากก้นโอ่ง 3-5 นิ้ว เพราะเราไม่ได้เจาะก้นโอ่งระบายน้ำ จึงต้องให้ระดับดินสูง ป้องกันดินกับน้ำผสมกันจนต้นผักบุ้งล้ม

2. เมื่อใส่ดินเรียบร้อยแล้ว ให้หยอดเมล็ดผักบุ้งลงไป (นิยมใช้เมล็ดผักบุ้งแก้ว เพราะเป็นที่นิยมของตลาด) ใส่ลงไปให้พอดี อย่าแน่นจนเกินไป

3. จากนั้นรดน้ำให้ดินชุ่ม แต่ไม่ต้องถึงกับแฉะ แล้วรอให้ผักบุ้งออกยอดอ่อน แล้วค่อยเริ่มใช้กระสอบเก่าหรือตาข่ายปิดบังแสง แต่ยังให้อากาศสามารถเข้าได้อยู่

4. ปล่อยทิ้งไว้อีกสักระยะ จนยอดผักบุ้งสูงเกือบถึงปากโอ่ง จึงสามารถตัดยอดไปรับประทานได้

คำแนะนำ : หากใครไม่มีเมล็ด สามารถใช้กิ่งปักชำได้ แต่ต้องรดน้ำให้ดินปลูกแฉะ หรือน้ำท่วมดินเล็กน้อย แล้วค่อยเริ่มปักชำ

วิธีการเก็บเกี่ยว : ให้ตัดลำต้นผักบุ้งให้ต่ำเกือบติดโคน จะทำให้ผักบุ้ง แตกยอดใหม่อย่างต่อเนื่องและยังได้ลำต้นที่เป็นยอดที่ยาว ไม่แข็งเหมือนกับการปลูกในแปลงทั่วไป

ข้อดีของการปลูกผักบุ้งโอ่ง

– มีการแตกยอดอยู่เรื่อยๆ หากยังได้รับสารอาหารที่เพียงพอ

– ได้ผักบุ้งที่มีลำต้นยอดสูงและอวบอิ่ม ยอดยาวแต่ไม่แข็ง แต่ใบน้อยและเล็ก

– เหมาะกับคนที่ชอบรับประทานยอดผักบุ้งมากกว่ารับประทานใบ

– มีอายุเก็บเกี่ยวนาน สามารถเก็บขายได้ตลอดทั้งปี

– ดูแลง่ายโตไว

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศูนย์รวมความรู้เกษตร