เปลือกมะนาวมีค่าอย่าทิ้ง

หลายคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่าแท้ที่จริงแล้วเปลือกของผลไม้อย่างมะนาว มีประโยชน์มากมายกว่าที่เราคิด วันนี้เราจึงพามาดูประโยชน์ของเปลือกมะนาว เปลือกส้ม และเปลือกเลมอน ถ้าเผลอทิ้งลงไปในถังขยะคงน่าเสียดายแย่

– เปลือกเหล่านี้สามารถช่วยกำจัด ในเรื่องของกลิ่นของน้ำส้มสายชูได้ หลายๆบ้านมักใช้น้ำส้มสายชูในการทำความสะอาดบ้ า น แต่หากต้องทนอยู่กับกลิ่นของน้ำส้มสายชูที่ติดทนนาน เราสามารถแก้ด้วยวิธีง่ายๆเพียงเราใส่เปลือกมะนาวหรือเปลือกส้ม เปลือกเลม่อนลงไปเท่านั้น กลิ่นของน้ำส้มสายชูจะหมดไปอย่างง่ายได้

– ในหลายๆบ้านคงเคยเจอปัญหา ท่อระบายของเสียส่งกลิ่น วิธีกำจัดก ลิ่นง่ายๆ เพียงนำเปลือกไปวางไว้บริเวณปากท่อ เท่านี้กลิ่นของท่อระบายของเสียนั้นจะลดลงไปได้เยอะ

– ดับกลิ่นเหม็นในถังขยะ เมื่อไหร่ก็ตามที่ถังขยะของคุณนั้นเริ่มส่งกลิ่นโชยออกมา แค่คุณนำเปลือกมะนาว ส้ม หรือเลมอนลงไปในถังที่ส่งกลิ่น เพียงเท่านี้จะช่วยดับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้ดี

– ด้วยเปลือกทั้งหลายเหล่านี้มีความเป็นกรด จึงสามารถใช้ประโยชน์โดยการขัดเงาสแตนเลส ข้าวของเครื่องใช้หรือเครื่องครัวที่เป็นสเตนเลสได้ ใช้ได้ดีพอๆกับน้ำยาขัดเงาเลยทีเดียว นำของที่ต้องการขัดเงามาโรยเกลือนิดหน่อยจากนั้นใช้เปลือกขัดไปที่บริเวณที่โรยเกลือ เพียงเท่านี้สแตนเลสของคุณก็จะเงาอย่างเห็นได้ชัด

– ประโยชน์หลักของไมโครเวฟที่เราอุ่นอาหารให้ร้อน จึงทำให้มีคราบส ก ป ร ก ติดอยู่ตามบริเวณด้านในของไมโครเวฟ และส่งกลิ่นอาหารอบอวล เราจึงมีวิธีทำความสะอาดไมโครเวฟแบบนี้ง่าย ให้นำน้ำใส่ถ้วยจากนั้นหั่ นมะนาวครึ่งลูกบีบน้ำใส่ลงไปและตามด้วยเปลือกมะนาว และนำใส่ไปในไมโครเวฟให้ไมโครเวฟหมุนทำงานประมาณ 2-3 นาที หลังจากนั้นเมื่อครบเวลาแล้วให้นำผ้าสะอาดมาเช็ดทำความสะอาดไมโครเวฟด้านในได้เลย

– คราบชากาแฟต่างๆ เป็นคราบเหลืองๆที่ล้างไม่ออก ล้างออกไม่หมด วิธีการทำความสะอาด ก็ง่ายๆ ใส่เปลือกมะนาวลงไป กดน้ำร้อนเติมลงไปในแก้ว แช่ทิ้งเอาไว้นานประมาณ 60 นาที จากนั้นนำไปล้างได้ตามปกติ จะเห็นได้เลยว่าคราบที่มีจะหายไป เผยแก้วที่น่าใช้ยิ่งกว่าเดิม

– เครื่องหอมประดับในบ้าน ให้เรานำปลือกส้ม เปลือกมะนาวและเปลือกเลมอน เมื่อนำมารวมกับสมุนไพรกลิ่นหอม เช่น กานพลู ไพลหรือเครื่องสมุนไพรอื่นๆ ทับกันในภาชนะปิดฝาปล่อยให้แห้งและนำไปวางตามจุดต่างๆ ส่งกลิ่นหอมชื่นใจ

ขอบคุณ home.kapook.com

? ช่องยูทูปเกษตรเขียวขจี ?
กดเลย ? https://bit.ly/เขียวขจีนาโน
——————–
☎️ สนใจโทร : 085-687-6060
? ไลน์ : @KasetGreen หรือ http://line.me/ti/p/%40kasetgreen

#เขียวขจีนาโนตัวท็อป #เขียวขจีเม็ดฟู่ #เขียวขจีซุปเปอร์ฮิวมิค #เขียวขจีนาโนฉีดอะไรก็งาม

น้ำไม่เข้าเขื่อน‼️ 4 เขื่อนหลักเข้าขั้นวิกฤตหนัก ปริมาณน้ำลดลงกว่าคาด สวนทางชาวนาแห่ปลูกข้าวทะลุ 4 ล้านไร่

น้ำไม่เข้าเขื่อน‼️ 4 เขื่อนหลักเข้าขั้นวิกฤตหนัก ปริมาณน้ำลดลงกว่าคาด สวนทางชาวนาแห่ปลูกข้าวทะลุ 4 ล้านไร่
—————————
แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลจากพายุซินลากูในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ปริมาณน้ำฝนที่ไหลลงเขื่อนหลักของทุกภูมิภาคก็ยังอยู่ในเกณฑ์น้อยถึงน้อยมาก โดยมีปริมาณน้ำเข้าเขื่อนรวมกันเพียง 900 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือเพียง 10% ของปริมาณฝนที่ตกลงมาเท่านั้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศขณะนี้ยังตกอยู่ในภาวะวิกฤต ท่ามกลางความกังวลที่ว่า ปริมาณน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคจะมีไม่เพียงพอตลอดฤดูแล้งในปี 2564
.
รายงานจากฝ่ายวิเคราะห์และสถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน แจ้งถึงสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำหลัก 4 แห่ง (ภูมิพล-สิริกิติ์-แควน้อยบำรุงแดน-ป่าสักชลสิทธิ์) ซึ่งจะมีผลต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยา และกรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2563 ปรากฏมีปริมาตรน้ำใช้การได้รวมกันแค่ 1,792 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ในจำนวนนี้มีเพียงเขื่อนสิริกิติ์เท่านั้นที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเฉลี่ยวันละ 75 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่เหลือน้ำใช้การได้อยู่เพียง 68 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 7 นั้น “ไม่มีน้ำไหลลงอ่างเลย”
.
สำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปี ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2563 ขณะนี้มีการปลูกข้าวในลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปแล้วเป็นจำนวน 4.20 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 51.81% จากแผนการปลูกข้าวนาปีที่กำหนดไว้ไม่เกิน 8.10 ล้านไร่ แต่เนื่องจากสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลัก มีปริมาตรน้ำใช้การได้เหลือแค่ 1,792 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น และน้ำจำนวนนี้จะต้องถูกกันไว้สำหรับการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ ทำให้การทำนาปีในเขตชลประทานจะต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลักเท่านั้น
.
ส่วนการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ (ค่าความเค็ม) ในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณปากคลองสำแล จ.ปทุมธานี แหล่งน้ำดิบของการประปา ปรากฏมีค่าความเค็มเกินกว่ามาตรฐานมาหลายวันแล้ว โดยล่าสุดอยู่ที่ 0.27 กรัม/ลิตร (มาตรฐานไม่เกิน 0.25 กรัม/ลิตร) เนื่องจากปริมาณน้ำไหลผ่าน อ.บางไทร อยู่ที่ 60 ลบ.ม./วินาที ไม่เพียงพอที่จะดันน้ำเค็มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
นายบุญเลิศ บุบผากอง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานตาก กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพลว่า “ค่อนข้างแย่” ต้องรออีก 2 เดือนข้างหน้าคือ เดือนกันยายน-ตุลาคม ตามสถิติปริมาณฝนในช่วงเดือนกันยายนจะมีปริมาณน้ำลงในเขื่อนมากที่สุด ตอนนี้เกษตรกรที่มีการปลูกข้าวให้ใช้ฝนในการทำการเกษตรแทน ส่วนน้ำในเขื่อนภูมิพลที่ใช้การได้จะเก็บกักไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภค และควบคุมให้ถึงฤดูแล้งปีหน้าเท่านั้น “เหลืออีก 2 เดือนฤดูฝนก็จะหมดไป ต้องภาวนาขอให้ฝนตก มีน้ำเต็มเขื่อน เกษตรกรจะได้ไม่เดือดร้อน”
.
รายงานจากจังหวัดกาญจนบุรีเข้ามาว่า ได้เกิดปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วงมานานกว่า 3 เดือนแล้ว ส่งผลให้ไม่มีน้ำฝนไหลมาเติมในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ จนทำให้พื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำ อ.สังขละบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เหนือเขื่อน มีสภาพที่น้ำลดจนปรากฏภาพเรือนแพพักอาศัยของประชาชน และแพท่องเที่ยวเกยตื้นอยู่บนบก ขณะที่แม่น้ำซองกาเลียที่ไหลผ่านบริเวณสะพานไม้อุตตมานุสรณ์ หรือสะพานมอญ สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง
ปีนี้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเพียงแค่ 600 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น ซึ่งจะเห็นว่าสถานการณ์ค่อนข้างน่าเป็นห่วง จากปกติในทุก ๆ ปีจะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างตลอดทั้งปี เฉลี่ยอยู่ที่ 5,500 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าในปีนี้จะมีน้ำไหลเข้าอ่างอยู่ที่ประมาณ 3,800 ล้าน ลบ.ม. หรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 1,700 ล้าน ลบ.ม.

ขอบคุณข้อมูล
https://www.prachachat.net/economy/news-509376
—————————
?กด Like ? และ ติดตามเพจ ?
เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่
#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI ? หมายเลข 72

#เกษตรนิวส์ #ข่าวเกษตร

กำจัดเชื้อราในดิน

หลายท่านที่ปลูกพืชมักจะพบเจอปัญหาเชื้อราในดินอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งสร้างความรำคาญใจให้แก่เกษตรเป็นอย่างมากเพราะจะทำให้พืชไม่เจริญงอกงามที่สำคัญอาจทำลายต้นพืชได้ ดังนั้นวันนี้จึงขอเสนอวิธีการกำจัดเชื้ อราในดินให้หมดไปด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

วิธีที่ 1 ใบมะรุม
——————
วิธีแรกนี้เป็นวิธีของรุ่นปู่ย่าตามภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมาช้านานนั่นคือ การใช้ใบมะรุมนั่นเอง โดยทำการเปลี่ยนดินในกระถางใหม่ซึ่งวิธีจะเหมาะกับพืชที่ปลูกในกระถางนั้นยังไม่โตมากนัก ให้นำดินปลูกผสมปุ๋ยหมักและใบมะรุมคลุกส่วนผสมให้เข้ากันแล้วนำลงใส่ในกระถางแล้วนำพืชมาลงปลูกได้เลยค่ะ ใบมะรุมอุดมไปด้วยไนโตรเจนสูงจะช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดีและมีฤทธิ์ช่วยกำจัดและยับยั้งเชื้อราในพืชอีกด้วย

วิธีที่ 2 ปูนขาว
—————–
อีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลดีและนิยมทำกันอย่างแพร่หลายนั่นคือการใช้ ปูนขาวนั่นเองค่ะ ให้ทำการพรวนดินเสียก่อนและในระหว่างพรวนให้โรยปูนขาวมาผสมลงไป ปูนขาวจะช่วยปรับสมดุลในดินและลดปริมาณเชื้อราที่จะเกิดในดินได้เป็นอย่างดี

วิธีที่ 3 น้ำส้มควันไม้
————————
น้ำส้มควันไม้เป็นน้ำที่ได้จากการเผาถ่านซึ่งถือเป็นวัตุดิบที่ดีแก่การปลูกพืชเป็นอย่างมาก โดยให้ผสมน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อ น้ำสะอาด 200 ส่วน แล้วนำไปฉีดพ่นบริเวณโคนต้นพืชก็สามารถช่วยกำจัดเชื้อราได้ดีอีกวิธีหนึ่งค่ะ

ถือเป็นวิธีง่ายๆและไม่ต้องใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายเลย รับรองว่าปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคค่ะ

ง่ายกว่านั้น..’เพียวกู๊ดพลัส’ สารอินทรีย์ปรับปรุงดิน ฟื้นฟูดินให้มีสารอาหารที่เพิ่มขึ้นและช่วยบำรุงเติมสารอาหารให้พืชเจริญงอกงาม

☎️ปรึกษาปัญหาเกษตรโทร.02-104-9999
?ช่องเกษตรอินทรีย์? https://bit.ly/เกษตรเพียวเพียว

Cr. postnoname
—————————
?กด Like ? และ ติดตามเพจ ?
เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่
#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI ? หมายเลข 72

#เกษตรนิวส์ #ข่าวเกษตร #ดินเสีย

“หมากเหลือง” ?พืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ สร้างรายได้ ตลาดโลกต้องการสูง

“หมากเหลือง” ไม้ประดับนอกกระแสความนิยม แต่ด้วยผลผลิตที่มีคุณภาพและความต้องการของตลาดยังมีอยู่สูง หมากเหลือง จึงเป็นทางเลือกอาชีพเสริมของคนที่นี่ สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ที่ปลูกอย่างงดงาม อีกทั้งยังเป็นอาชีพเสริม และอาจเป็นอาชีพหลักของบางคน ให้สามารถยังชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มากว่าอาชีพการทำนาปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว
.
นายสมเดช คงกระพันธุ์ เกษตรจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธนี เดิมทีเกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่นี้มีอาชีพทำนาปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เหมาะสมแก่การปลูกข้าว แต่ด้วยราคาผลผลิตข้าวที่ตกต่ำมาโดยตลอด
.
เกษตรกรจำนวนหนึ่งจึงมารวมกลุ่มกัน เพื่อความอยู่รอด และมองหาช่องทางการปลูกพืชชนิดอื่นๆเพื่อเป็นรายได้เสริมทดแทนการทำนาปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว หมากเหลืองเป็นไม้ประดับนอกกระแสความนิยมแต่ความต้องการของตลาดยังคงสูงอยู่จึงเป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกรเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดไม้ดอกไม้ประดับซึ่งมีทั้งภายในและนอกประเทศ
.
หมากเหลือง เป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ในดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูง แม้จะเป็นพืชที่ใช้เวลากว่า 8 เดือนจึงจะขุดจำหน่ายได้ แต่ก็คุ้มค่าเพราะราคาต้นหมากเหลืองขนาดความสูงไม่เกินหนึ่งเมตรขั้นต่ำต้นละ 40 บาท ถ้าต้นขนาดความสูงเกินกว่าเมตรขึ้นไปราคาก็สูงมากขึ้น ข้อดีของหมากเหลืองยิ่งโตยิ่งได้ราคา จึงเป็นพืชที่ควรส่งเสริมให้เกษตรกร ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจเพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพ
.
นายสมคิด เงาภู่ทอง เกษตรกรผู้ปลูกหมากเหลือง ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรลำลูกกา เปิดเผยว่า จากที่ราคาผลผลิตข้าวตกต่ำมาโดยตลอดได้หันมาปลูกหมากเหลืองเป็นอาชีพเสริม โดยได้ใช้พื้นที่ปลูกข้าวส่วนหนึ่ง แบ่งมาปลูกหมากเหลือง
.
ช่วงแรกที่ปลูกหมากเหลือง ยังไม่ประสบความสำเร็จและต้องประสบปัญหา คือหมากเหลืองไม่เจริญเติบโตอย่างที่ควรจะเป็น บ้างก็ยืนต้นตาย จากปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก จึงได้ค้นหาสาเหตุและได้พบว่า รากของหมากเหลืองไม่สามารถทนน้ำขังได้ เพราะปลูกในพื้นที่นาจึงยืนต้นตายในที่สุด จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หันมาสนใจการปลูกหมากเหลือง คือ การได้มีโอกาสได้เข้ารับการอบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับจากเกษตรจังหวัดและเกษตรตำบล
.
ผลผลิตหมากเหลืองที่สวนจะออกผลผลิตประมาณ ปลายเดือนกรกฎาคม- กันยายน หรือหลังจากปลูกไปแล้ว 8 เดือน ก็สามารถขุดจำหน่ายได้ สำหรับพ่อค้ามาที่มาขุดเองที่สวนต้นขนาดสูงไม่เกิน 1 เมตร จำหน่ายราคา 40 บาทต่อต้นขนาดสูงเกิน 1 เมตร ราคา 50 บาทต่อต้น ส่วนที่ชาวสวนขุดให้ต้นขนาดสูงไม่เกิน 1 เมตร จำหน่ายราคา 70 บาท และขนาดสูงเกิน 1 เมตร
.
โดยจำหน่ายราคา 100 บาทขึ้นไป ราคาซื้อขายอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับขนาดและกลไกของตลาด นอกจากนี้ที่สวนยังมีเมล็ดพันธ์จำหน่ายอีกด้วย ซึ่งแต่ละปีทำให้มีรายได้รวมหลายแสนบาท และการยังชีพก็มีความมั่นคง ยั่งยืน

กาวยางพาราไล่มด

ม.สงขลานครินทร์ คิดค้น ‘กาวยางพารา’ กลิ่นสมุนไพรไล่มดเร่งผลักดันสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์
—————————
ผศ.นริศ ท้าวจันทร์ ภาควิชาการจัดการศัตรูพืช คณะทรัพยากรธรรมชาติ วิทยาเขตหาดใหญ่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ม.อ. ได้คิดค้นกาวยางพารากลิ่นสมุนไพรเพื่อไล่มด ที่ใช้แนวคิดพัฒนาวิธีป้องกันมดตอมอาหาร
.
โดยใช้หลักการเดียวกับวัสดุของ 3M ที่เป็นกาวกระดาษสามารถใช้งานได้หลายครั้ง และเมื่อมาพิจารณายางพาราที่สามารถนำมาพัฒนาได้ เนื่องจากมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าสามารถใส่สารลงไปแล้วค่อยๆ ปลดปล่อยสารได้ยาวนาน หากนำมาประยุกต์กับการป้องกันแมลงน่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดี
.
การพัฒนาสูตรยางพาราเพื่อการใช้ประโยชน์นั้นต้องใช้เวลานานกว่า 1 ปี เพื่อให้ได้สูตรที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการยึดติดวัสดุได้ดี ไม่ว่าจะเป็นพื้น ผนังหรือโต๊ะ โดยต้องกักเก็บและปลดปล่อยสารได้อย่างยาวนาน ที่สำคัญต้องมีความปลอดภัยต่อคนและได้นำน้ำมันหอมระเหยจากพืชที่เติมในยางแล้วกันมดได้ดีกว่า
.
ซึ่งมีการทดลองนำน้ำมันกะเพรา พริกไทยดำ ตะไคร้หอม กานพลูและโหระพา พบว่า น้ำมันหอมระเหยบางชนิดมีฤทธิ์แค่เดือนเดียวเพราะน้ำมันหอมระเหยแต่ละอย่างมีโมเลกุลไม่เหมือนกัน การสลายตัวแตกต่างกัน แล้วก็พบสูตรที่ดีมากๆ คือ มีประสิทธิภาพกันมดได้ดีและอยู่ได้นานถึง 3 เดือน
.
จากการทดลองกับมดน้ำตาลซึ่งเป็นมดที่เจอบ่อยในบ้านถ้ามีเศษอาหารร่วงพื้นก็จะมากินเร็วมาก ทดสอบโดยเอาอาหารวางไว้สองจุด จุดหนึ่งล้อมด้วยยางที่เราเติมสมุนไพร ส่วนอีกจุดล้อมด้วยยางที่ไม่ผสมอะไร ประมาณ 5-10 นาที ในล้อมยางที่ไม่ใส่สารจะมีมดมารุมกินอาหาร ส่วนที่ล้อมด้วยยางที่ผสมน้ำมันหอมระเหย ไม่มีมดเข้ามากินอาหารแม้แต่น้อย ซึ่งได้ทำการทดสอบเดือนละครั้ง ทิ้งไว้นาน 3 เดือนก็ยังคงมีประสิทธิภาพ
.
ทั้งนี้ หลังจากได้ต้นแบบและคิดว่ากระบวนการทั้งหมดสมบูรณ์แล้ว จากนั้นจะนำไปสู่การพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ง่ายต่อการจัดเก็บในที่แห้งและเย็นเพื่อรักษาสภาพ รวมถึงสร้างการรับรู้ในการใช้งานให้แก่ผู้บริโภค ขณะเดียวกันปัจจุบันอยู่ระหว่างการต่อยอดพัฒนาเป็นแบบเหลวแล้วใส่กระบอกฉีดเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

เปลือกมังคุดอย่าทิ้ง!!

เปลือกมังคุดดีอย่างไร⁉️
—————————–
ในเปลือกของมังคุดอุดมไปด้วย “สารแซนโธไนท์” ซึ่งเป็นสารคลือบใบ จะเป็นตัวช่วยป้องกันและจัดการกับเชื้อราต่างๆที่มากับน้ำฝน
.
ประโยชน์ของน้ำหมักเปลือกมังคุด คือ สามารถนำมาใช้แช่เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนนำไปปลูก 1 คืน ก็สามารถช่วยในการจัดการกับเ ชื้ อ ร า ที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ข้าวได้
.
วัตถุดิบที่ต้องเตรียม
————————
เปลือกมังคุด 3 กิโล , น้ำตาลทรายแดง 1 กิโล , จุลินทรีย์หน่อกล้วย /หรือจุลินทรีย์ที่มี 1 ลิตร , น้ำเปล่าน้ำฝน 5 ลิตร , ถังหมักขนาดประมาณ 10 ลิตร

ขั้นตอนในการทำ
———————
1. ในขั้นตอนแรกให้เราเริ่มด้วยการนำเปลือกมังคุดมาตากแห้ง 1-2 แดด จากนั้นนำมาเทใส่ในถังหมัก แล้วตามด้วยน้ำตาลทรายแดง
2. ขั้นตอนถัดมาให้เราเทจุลินทรีย์หน่อกล้วยตามลงไป แล้วตามด้วยน้ำสะอาดเป็นส่วนผสมในขั้นสุดท้าย
3. เมื่อใส่เป็นที่เรียบร้อยแล้วให้เราทำการคนให้ส่วนผสมเข้ากัน จนน้ำตาลละลายให้หมด แล้วทำการปิดฝาถังหมักให้แน่นเป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือน โดยเราจะวางเก็บไว้ในที่ร่ม เมื่อครบระยะเวลา 1 เดือน เราสามารถนำน้ำหมักมาใช้ได้เลย

อัตราส่วนและวิธีในการใช้
——————————-
การใช้งานนั้นเราจะใช้น้ำหมักของเปลือกมังคุดที่เราทำการหมักไว้ 5 ช้อนโต๊ะต่อด้วยน้ำประมาณ 20 ลิต รส่วนระยะเวลาของการฉีดพ่นคือ 3 วันต่อ 1 ครั้ง เราสามารถนำน้ำหมักนี้ไปฉีดพ่นได้ในทุกส่วนของพืชผักที่เราปลูก
.
น้ำหมักปุ๋ยที่เราสามารถทำเองได้ง่ายๆ เพื่อนๆที่สนใจหรือกำลังมองหาอยู่ ลองนำสูตรนี้ไปทำกันดู รับรองว่าจะได้ผลผลิตป้องกันต่างๆได้เป็นอย่างดี

แต่สำหรับใครอยากได้แบบรวดเร็วทันใจขอแนะนำ ‘เพียวเอ็กส์’ สารป้องกันโรคและแมลงแบบอินทรีย์ ใช้ง่ายแค่ผสมน้ำแล้วฉีดได้ทันทีไม่ต้องรอนาน

เห็นแวว‼️ชาวสวนภาคเหนือลุยโค่นลำไย ลงทุนปลูกทุเรียน นักวิชาการชี้อนาคตอาจล้นตลาด

สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานสถานการณ์ลำไยในประเทศปี 2563 ว่า ไทยเป็นผู้ส่งออกลำไยรายใหญ่ของโลกช่วงปี 2558–2562 ส่งออกและผลิตภัณฑ์แปรรูปลำไยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่น ปี 2558 มูลค่าส่งออก 15,813 ล้านบาท ปี 2562 ส่งออก 743,024 ตัน มูลค่า 28,904 ล้านบาท คาดว่าปีนี้ มูลค่าไม่น้อยกว่า 31,004 ล้านบาท จากเนื้อที่ให้ผลผลิต 1,178,000 ไร่
.
เพิ่มขึ้นจากเดิม เพราะมีเกษตรกรรายใหม่ ๆ ในแหล่งปลูกนอกแหล่งภาคเหนือตอนบน เช่น ลำพูน, เชียงใหม่ และพะเยา สนใจหันมาปลูกเพิ่มมากขึ้น เช่น จ.จันทบุรีและสระแก้ว รวมถึงอีกหลายแหล่ง แต่ชาวสวนเดิม ๆ จะโค่นต้น หันไปปลูกทุเรียน ซึ่งพบว่า ในเชียงใหม่มีกระจายปลูกบริเวณ อ.แม่แตง, เชียงดาว, ไชยปราการ, ฝาง และจอมทอง จังหวัดอื่นก็มีปลูกมาก เช่น อุตรดิตถ์ ที่มีชื่อเสียงก็คือ หลิน หลงลับแล ในพื้นที่ภาคเหนือทั่ว ๆ ไปปลูกทั้งหมอนทอง, ชะนี, กระดุม, พันธุ์มณี และก้านยาว บางแหล่งให้ผลผลิตแล้ว
.
อย่าลืมว่า ทุเรียน ส่วนใหญ่จะเน้นขายผลสด เพื่อการบริโภค ในขณะที่ลำไยเป็นผลไม้มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ จึงมีผลิตภัณฑ์จากลำไยที่หลากหลายทั้งเครื่องดื่ม, เวชภัณฑ์, สมุนไพร, ลำไยแปรรูป เครื่องสำอางค์ ตลาดส่งออกลำไยของไทยมีคู่ค้าสำคัญ ๆ ที่จีน ซึ่งเป็นประเทศหลัก และตลาดเพื่อนบ้านอาเซียนที่ต้องการบริโภคลำไยสดเพิ่มขึ้น พร้อม ๆ กับตลาดใหม่ เช่น กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง, อินเดีย, สหภาพยุโรป, สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย
.
ชาวสวนลำไย ใน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ในพื้นที่ 10 กว่าไร่ ทำการเกษตรผสมผสาน ปลูกทุกอย่างที่ชอบรับประทาน เดิมเน้นลำไย ต่อมานำรูปแบบท่องเที่ยวเชิงเกษตรเข้ามาจึงทำสวนแบบผสมผสาน ปลูกเงาะ, ทุเรียน, พืชผัก และสมุนไพร เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มชิมรส
ทุเรียนหมอนทอง
.
เคยทดลองปลูกทั้งจากต้นพันธุ์ที่ซื้อมาจากสวนพรรคพวกแถวเมืองจันท์ และทดลองเพาะเมล็ดปลูก การดูแลไม่ยาก แต่ผลผลิตที่ได้ในปีแรก ๆ รสชาติ แตกต่างจากทุเรียนภาคตะวันออก เข้าใจว่าน่าจะเกี่ยวกับสภาพดิน ภูมิประเทศด้วย ซึ่งในอนาคตมั่นใจว่า หลาย ๆ แหล่งที่ปลูกทุเรียนกันมากขึ้น รวมถึงลำไย หากไม่เน้นเกษตรปราณีต เน้นคุณภาพ วงจรปัญหา ด้านราคาจะวนเวียนแบบเก่า ๆ จริง ๆ แล้ว เกรดเอเอ หรือลำไยจัมโบ้ นำมามัดปุ๊กขายราคาเฉลี่ย 38-45 บาท/กก. ถือว่าสูง เทคนิคดูแลไม่ยุ่งยากเหมือนทุเรียน ที่ต้องใส่ใจจึงจะได้ผลดี มีราคา
.
สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่อยากได้ตัวช่วยบำรุงทุเรียนขั้นตอนง่ายๆ ไม่ยุ่งยากด้วย ‘เพียวเวิร์ค’ อาหารพืชชนิดน้ำสูตรเข้มข้นจากสารสกัดธรรมชาติ บำรุงให้ออกลูกดก ต่อยอดความสำเร็จให้ดียิ่งขึ้นไม่ง้อสารเคมี

ผักไฮโดรโปนิกส์ ไม่ใช่ ผักออแกนิค

ผักไฮโดรโปนิกส์ คือ ผักที่ได้จากระบบการปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ ไฮโดรโปนิกส์มาจากภาษาอังกฤษคือ Hydroponics คำว่า Hydroponics มาจากการรวมคำในภาษากรีกสองคำ คือคำว่า Hydro หมายถึงน้ำ และคำว่า Ponos หมายถึง งาน
.
เมื่อรวมสองคำเข้าด้วยกันแล้วความหมายคือ Water Working หรือหมายถึงการทำงานของน้ำที่มีสารละลายธาตุอาหารผ่านรากพืช
.
ผักที่ปลูกด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์จะใช้ปุ๋ยเคมีเป็นสารละลายธาตุอาหารในสัดส่วนที่พืชต้องการ และควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืช จึงทำให้พืชโตไว
.
ผักที่นิยมปลูกด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์คือผักสลัด รวมถึงผักไทยบางชนิด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วระบบไฮโดรโปนิกส์สามารถปลูกพืชได้ทุกชนิด
.
ฉะนั้นผักไฮโดรโปนิกส์ ❌ ผักออร์แกนิค ❌
.
..แต่หากต้องการทำเกษตรอินทรีย์กับผักไฮโดรโปนิกส์โดยไม่ใช้ปุ๋ยเราขอแนะนำ ‘กรีนนาโน’ สารอินทรีย์บำรุงพืชชนิดแคปซูล รวมทุกอาหารที่พืชต้องการใช้ได้กับพืชทุกชนิด ปราศจากสารตกค้าง 10O%

เตรียมตัวไว้‼️แนะนำเกษตรกรชาวไร่สับปะรด ระวังโรคยอดเน่ารากเน่า หลังช่วงนี้ที่มีฝนตกต่อเนื่องหลายพื้นที่

ในช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวไร่สับปะรดเฝ้าระวังโรคยอดเน่ารากเน่า ที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของสับปะรด อาการที่ต้น ใบยอดมีสีซีด โคนใบหรือฐานใบเน่าช้ำมีสีขาวอมเหลืองขอบแผลสีน้ำตาล และส่งกลิ่นเหม็นเฉพาะตัว เมื่อดึงส่วนยอดจะหลุดได้โดยง่าย
.
ถ้าอาการรุนแรงกลุ่มใบตรงกลางต้นจะหักล้มพับลงมา อาการที่ราก เริ่มแรกมีอาการใบสีซีดคล้ายอาการที่ต้น ใบด้านล่างจะนิ่มกว่าปกติ และแห้งตายลามเข้ามาจากปลายใบ ต้นชะงักการเจริญเติบโต รากมีแผลสีน้ำตาล เปื่อย และเน่า หากดึงจะหลุดออกมาจากดินได้โดยง่าย อาการที่ผล ผลมีขนาดเล็ก ผลจะเน่าเป็นจุดสีเขียวเข้ม เมื่อผ่าดูภายในเนื้อเยื่อจะเน่าเป็นสีน้ำตาล
.
เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่เริ่มแสดงอาการของโรคยอดเน่ารากเน่า ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล อัตรา 50-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 1 เดือน จำนวน 2 ครั้ง
.
หรือให้ขุดต้นที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุโรค จากนั้นให้โรยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด เพื่อป้องกันการระบาดของโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง
.
หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้นำส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายทันที หากเกษตรกรจะปลูกสับปะรดในฤดูถัดไป ควรเลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และควรทำแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี ไม่ควรมีน้ำท่วมขัง กรณีเกิดน้ำท่วมขังควรรีบระบายน้ำออกจากแปลงโดยเร็ว และให้เลือกใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค
.
ก่อนปลูก เกษตรกรควรแช่จุกหน่อพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล อัตรา 50-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15-20 นาที
.
ถ้าใครต้องการตัวป้องกันโรคและแมลงแบบเกษตรอินทรีย์ขอแนะนำ ‘เพียวเอ็กซ์’ เพิ่มภูมิต้านทานป้องกันจบในตัวเดียวไม่ต้องใช้เคมีเพิ่ม‼️