เตือนภัย!! โรคราน้ำค้างในข้าวโพด


เตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดฝักสด อาทิ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน และข้าวโพดข้าวเหนียว ให้หมั่นสังเกตอาการของโรคราน้ำค้าง มักพบแสดงอาการในระยะที่เริ่มเพาะปลูกถึงระยะที่ต้นข้าวโพดมีอายุประมาณ 30 วัน

เตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดฝักสด อาทิ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน และข้าวโพดข้าวเหนียว ให้หมั่นสังเกตอาการของโรคราน้ำค้าง มักพบแสดงอาการในระยะที่เริ่มเพาะปลูกถึงระยะที่ต้นข้าวโพดมีอายุประมาณ 30 วัน ซึ่งในระยะนี้ต้นข้าวโพดจะอ่อนแอต่อโรคนี้มาก โดยอาการของโรคจะพบได้ตั้งแต่ข้าวโพดเริ่มงอก เริ่มแรกจะพบจุดเล็กๆ สีเขียวฉ่ำน้ำ บนใบอ่อน ต่อมาใบข้าวโพดบริเวณยอดมีสีเหลืองซีด หรือใบลายเป็นทางสีเขียวอ่อนสลับเขียวแก่ ในเวลาเช้าที่มีอากาศค่อนข้างเย็นและความชื้นสูง ด้านใต้ใบมักพบส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราเป็นผงสีขาวจำนวนมาก บางครั้งพบยอดข้าวโพดแตกเป็นพุ่ม ต้นแคระแกร็น เตี้ย ข้อถี่ ไม่มีฝักหรือมีฝักขนาดเล็ก ก้านฝักมีความยาวมากหรือมีจำนวนฝักมากกว่าปกติ แต่ฝักจะไม่สมบูรณ์ เช่น มีจำนวนเมล็ดน้อย หรือไม่มีเมล็ดเลย

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ loonapix_16430749671219114870.png

สำหรับแหล่งที่เคยมีการระบาดของโรค หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม คือ มีอุณหภูมิต่ำ และมีความชื้นในอากาศสูง นอกจากนี้ ในฤดูเพาะปลูกข้าวโพดฝักสดถัดไป เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานโรค หลีกเลี่ยงการเพาะปลูกข้าวโพดในฤดูฝนที่มีสภาพอากาศเหมาะสมต่อการระบาดของโรครุนแรง กรณีพบเริ่มระบาด ให้ถอนต้นกล้าข้าวโพดที่แสดงลักษณะอาการของโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เนื่องจากเชื้อสาเหตุโรค สามารถเข้าทำลายต้นข้าวโพดได้ตั้งแต่ในระยะที่ข้าวโพดเริ่มงอก ซึ่งการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชหลังจากต้นข้าวโพดอายุ 20 วันขึ้นไป จะไม่สามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้

แหล่งข้อมูล : https://www.opsmoac.go.th/

Yoast SEO

อันตราย! โรคใบจุดในคะน้า

อาการ เกิดโรคกับพืชตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ คะน้า กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี ผักกาดขาว และผักกวางตุ้ง เป็นต้น อาการส่วนมากสังเกตได้ชัดเจนบนใบซึ่งจะเกิดเป็นแผลจุดเล็ก ๆ สีเหลือง ต่อมาแผลขยายใหญ่ขึ้นเป็นสีน้ำตาลเข้มถึงดำ แผลมีลักษณะเป็นวงค่อนข้างกลมเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ

การจัดการโรคเบื้องต้น 

  • ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปลอดเชื้อ หรือฆ่าเชื้อที่อาจติดมากับเมล็ดโดยแช่ในน้ำอุ่น 49-50 องศาเซลเซียส นาน 20-25 นาที
  • กำจัดวัชพืชในแปลงปลูกไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเชื้อโรค
  • ป้องกันด้วยการใช้สารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส

แหล่งข้อมูล : https://www.baanlaesuan.com/

11 วิธีการปลูกมะนาว…ให้ลูกดกและได้ผลดี

วิธีปลูกมะนาว อยากรู้ว่าปลูกมะนาวอย่างไรให้ได้ผลดี มาดูวิธีปลูกมะนาวเหล่านี้ ไว้ปลูกมะนาวกินเองที่บ้านหรือจะปลูกมะนาวไว้สร้างรายได้ให้กับครอบครัวก็ไม่ว่ากัน

        สำหรับคนที่ต้องซื้อมะนาวในราคาแพง แถมยังไม่มั่นใจอีกว่ามะนาวที่ได้มาจะเป็นมะนาวไม่มีน้ำหรือไม่ ฉะนั้นกระปุกดอทคอมเลยอาสารวบรวมวิธีปลูกมะนาวมาให้ลองไปเลือกปลูกมะนาวที่บ้านกันค่ะ จะปลูกมะนาวเอาไว้กินเองที่บ้านหรือปลูกมะนาวในสวนเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวก็ได้ ใครสนใจวิธีปลูกมะนาวแบบไหนก็ลองนำไปใช้กันดูนะคะ 

1. ปลูกมะนาวลงดิน
        การปลูกมะนาวลงดินจำเป็นที่จะต้องใช้กิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์และไม่มีโรคมาทำการปักชำ จากนั้นให้นำมาปักชำลงในถุงดำที่มีดินผสมแกลบและขุยมะพร้าว เมื่อรากเริ่มงอกและแข็งแรงแล้วก็จัดการย้ายต้นมะนาวจากถุงลงไปปลูกในหลุมที่ดินร่วนซุยขนาด 50×50 เซนติเมตร ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก หาไม้หลักมาปักไว้และผูกเข้ากับต้นมะนาวเพื่อให้ต้นแข็งแรง ที่สำคัญตำแหน่งหลุมปลูกจะต้องอยู่สูงกว่าทางเดินเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขัง

2. ปลูกมะนาวให้เก็บขายได้ตลอดทั้งปี
        หากจะปลูกมะนาวให้สามารถเก็บขายและมีรายได้ตลอดทั้งปีนั้น จะต้องหันมาใช้วิธีปลูกมะนาวต้นคู่ ก่อนอื่นจะต้องคัดสรรกิ่งพันธุ์ที่แข็งแรงและไม่มีโรคมาปลูก ซึ่งอาจจะเป็นสายพันธุ์แป้นพิจิตร แป้นวโรชา หรือแป้นดกศรีนวล ที่มีลักษณะเปลือกบางน้ำเยอะมาปลูกก็ได้ค่ะ จากนั้นก็เตรียมขุดหลุมดินให้มีความกว้าง 50×50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก ต่อไปให้นำกิ่งพันธุ์จำนวน 2 กิ่ง ลงไปปลูกในหลุมเดียวกัน วางทั้ง 2 กิ่งให้ไขว้กัน จากนั้นกลบดินให้แน่น และปักไม้หลักให้ต้นมะนาวยึด วิธีนี้จะทำให้มะนาวทั้ง 2 ต้นแย่งกันโตและออกลูกให้เก็บขายได้ตลอดทั้งปี

3. ปลูกมะนาวในน้ำ
        ข้อดีของการปลูกมะนาวในน้ำนั่นก็คือ ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะแถมยังได้ผลผลิตตลอดทั้งปี ก่อนอื่นจะต้องนำกระถางพลาสติกมาเจาะรูขนาดเล็กไว้โดยรอบ นำต้นมะนาวลงไปปลูกในกระถางเจาะรูที่มีขุยมะพร้าวรองก้นสูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร ตามด้วยดินที่ผสมปุ๋ยคอก และกลบชั้นบนด้วยขุยมะพร้าวให้แน่น จากนั้นก็เตรียมเจาะรูฝาถังน้ำขนาด 100 ลิตร ให้มีขนาดเท่ากับกระถางที่เจาะรูเพื่อให้ใส่กระถางลงไปได้พอดี ผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร กับน้ำหมักชีวภาพ 10 ลิตร แล้วรดลงไปที่ต้น และย้ายต้นไปไว้ในที่ร่ม เปลี่ยนถ่ายน้ำในถังและปุ๋ยในกระถางทุก 3 เดือน หลัง 3 เดือนแรก ให้นำผ้ายางดำมาคลุมต้นทิ้งไว้ 20 วัน แล้วค่อยเอาออก ก็จะทำให้ได้ผลผลิตมากตลอดทั้งปี

4. ปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์
        การปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ หรือการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ สามารถปลูกได้ทั้งปี แม้จะเป็นช่วงนอกฤดูก็ให้ผลดี โดยไม่ต้องพึ่งวิทยาการให้ยุ่งยาก เริ่มจากการเตรียมกิ่งพันธุ์สมบูรณ์มาชำลงในถุงดำที่มีดินผสมแกลบและรอให้รากแข็งแรง ในระหว่างนั้นก็มาเตรียมส่วนของพื้นที่ปลูก โดยการเลือกใช้บ่อซีเมนต์ขนาด 80×40 เซนติเมตร มาวาง ซึ่งต้องรองก้นบ่อด้วยฝาบ่อซีเมนต์ขนาด 100 เซนติเมตร จากนั้นนำหน้าดินที่มีแร่ธาตุและสารอาหารมาผสมปุ๋ยคอกในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน เติมแกลบเพื่อให้ดินร่วนซุย เมื่อรากต้นมะนาวในถุงดำแข็งแรงแล้วก็ย้ายลงมาปลูกในบ่อซีเมนต์ กลบดินบริเวณโคนต้นให้แน่น และปักไม้หลักเพื่อยึดต้นให้ทนทานไม่หักเอน


5. ปลูกมะนาวในเข่ง
        การปลูกมะนาวลงในเข่งเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยประหยัดพื้นที่และดูแลรักษาง่าย เริ่มจากการชำกิ่งพันธุ์ที่ต้องการลงในถุงดำหรือกระถางเพื่อรอให้รากแข็งแรง จากนั้นก็ออกตามหาเข่งพลาสติกขนาด 14 นิ้ว มาเจาะรูระบายน้ำไว้ที่ก้นเข่งซะก่อน แล้วย้ายต้นมะนาวที่มีรากแข็งแรงลงในเข่งที่รองดิน แกลบ และปุ๋ยคอก กลบดินที่โคนต้นให้แน่น ปักไม้ให้ต้นยึด

6. ปลูกมะนาวในยางรถยนต์
        จริง ๆ แล้วยางรถยนต์ก็สามารถแปรสภาพกลายเป็นกระถางปลูกต้นมะนาวได้ เริ่มจากตัดขอบยางออกทั้ง 2 ด้าน จากนั้นก็เทปูนซีเมนต์เติมช่องว่างในขอบยางให้กลายเป็นแผ่นรองก้นกระถาง ต่อมาก็จัดการนำยางที่ตัดขอบจำนวน 2 เส้นมาวางซ้อนกัน ทำการผสมดิน 4 ส่วน แกลบดิน 2 ส่วน ปุ๋ยคอก 2 ส่วน และขุยมะพร้าวอีก 2 ส่วน ผสมให้เข้ากันดีแล้วเทลงในกระถางยางรถยนต์ ย้ายต้นมะนาวที่เตรียมไว้มาปลูก ปักไม้หลักเพื่อยึดต้น และวางไว้ในที่แดดรำไร

7. ปลูกมะนาวไม่ใช้ดิน
        เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยป้องกันโรคเชื้อราในพืชได้ แถมยังดูแลง่ายอีกด้วย โดยเริ่มจากการนำขุยมะพร้าว มูลสัตว์ ขี้เถ้าแกลบ แกลบเก่า มาผสมในอัตราส่วนที่เท่า ๆ กัน แล้วเทโดโลไมท์ขนาด 1 กำมือ ตามลงไป รดน้ำหมักลงไปให้ชุ่มฉ่ำ แล้วนำเศษใบไม้แห้ง ใบหญ้าแห้ง ผักตบชวา ผสมเตรียมไว้ เข้าสู่ขั้นลงมือปลูกให้นำส่วนผสมที่สองมารองก้อนบ่อซีเมนต์เอาไว้ประมาณ ¾ ของบ่อ ตามด้วยส่วนผสมแรก นำกิ่งพันธุ์มะนาวมาปักลงตรงกลาง กลบส่วนผสมที่โคนต้นให้แน่น ปักไม้หลักให้ต้นยึด และรดน้ำปานกลาง

8. ปลูกมะนาวด้วยใบ
        มะนาวที่ขยายพันธุ์ด้วยใบ เริ่มจากการนำกิ่งมะนาวติดใบเพียง 1 ใบ ที่อยู่ในระยะกึ่งอ่อนและกึ่งแก่มากรีดที่กิ่งประมาณ 3-4 แผล เพื่อเปิดทางให้รากงอกออกมา จากนั้นทำการตัดใบมะนาวออกครึ่งหนึ่งตามแนวขวาง จุ่มกิ่งที่กรีดแผลลงในน้ำยาเร่งรากและตากลมให้แห้ง เมื่อกิ่งแห้งสนิทแล้วก็นำมาปักลงในกาบมะพร้าวที่มัดเป็นกำ ย้ายไปวางไว้ในโรงเรือนที่มีระบบละอองน้ำ รากใหม่จะงอกขึ้นภายใน 1 เดือน จากนั้นก็นำไปปลูกต่อได้เลย

9. ปลูกมะนาวลงกระถาง
        ก่อนอื่นจะต้องนำผลมะนาวที่สมบูรณ์มาปอกเปลือกออกให้หมด แล้วค่อย ๆ แยกเมล็ดออกจากเนื้อมะนาวอย่างระมัดระวัง นำเมล็ดไปล้างน้ำให้สะอาดแล้วตากแดดให้แห้งสนิท จากนั้นแช่เมล็ดลงในน้ำเย็นต่ออีก 1 คืน แล้วนำกระดาษทิชชูมาห่อเมล็ดไว้ ใส่กล่องที่มีฝาปิด หมั่นพรมน้ำอย่าปล่อยให้กระดาษทิชชูแห้ง รากจะงอกออกมาภายใน 2-3 วัน จากนั้นให้นำเมล็ดมาปลูกลงในกระถางที่มีดินร่วนผสมกับปุ๋ยคอกในอัตราส่วนที่เท่ากัน รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะ และตั้งให้โดนแสงแดดรำไร

10. ปลูกมะนาวแบบตอนกิ่ง
        วิธีการตอนกิ่งมะนาว ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีปลูกมะนาวที่ทำได้ง่าย เริ่มจากการเลือกกิ่งตอนที่สมบูรณ์ ตั้งตรง ไม่อ่อน ไม่แก่ ไม่แคระแกร็น ใบสีเขียว กิ่งสีเขียวอมน้ำตาลนิด ๆ ยาวประมาณ 40 เซนติเมตร เสร็จแล้วตัดใบและหนามบริเวณที่จะทำการตอนออก พร้อมทั้งควั่นกิ่งให้ห่างกันประมาณ 2 เซนติเมตร แล้วใช้มีดเฉือนตามแนวยาวระหว่างรอยควั่น หลังจากนั้นก็แกะเปลือกลำต้นออก พร้อมขูดเนื้อเยื่อทิ้งให้หมด โดยให้ขูดจากฝั่งปลายกิ่งเข้าหาลำต้น ทาน้ำยาเร่งราก เสร็จแล้วก็นำตุ้มตอน (ขุยมะพร้าวแช่น้ำ 1 คืน บีบหมาด ๆ แล้วใส่ถุงร้อน พร้อมมัดให้แน่น) มาผ่าครึ่ง และหุ้มครอบบริเวณที่ตอนกิ่งเอาไว้ นำเชือกมามัดให้แน่น เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ รอประมาณ 25 วัน รากก็จะงอกออก คราวนี้ก็ตัดกิ่งตอนจากลำต้น แกะถุงตุ้มตอน แล้วนำไปชำลงในถุงดำได้เลย

11. การปลูกมะนาวในกระสอบ 

        การปลูกมะนาวด้วยกระสอบ ถือว่าเป็นวิธีการปลูกที่ต้นทุนต่ำและเหมาะกับพื้นที่น้อย ซึ่งมีข้อดีก็คือสามารถควบคุมปริมาณน้ำและธาตุอาหารได้ดีกว่าปลูกลงดิน แต่จะให้เป็นช่วง ๆ ไม่มีฤดูกาลที่แน่นอน ทั้งนี้ สามารถปลูกได้โดยผสมกาบมะพร้าวสับ ดิน และกิ่งไม้สับ หมักทิ้งไว้ 2 เดือน (วัสดุที่ใช้ในการปลูกไม่จำเป็นจะต้องเป็น 3 ชนิดนี้เท่านั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามของที่หาได้ในท้องถิ่น) แล้วนำไปคลุกกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-5-20 ส่วนการดูแลให้บำรุงด้วยปุ๋ยเคมีในช่วงปีแรกถึงปีครึ่ง หลังจากนั้นก็คอยเติมวัสดุปลูกตามสูตรเดิมลงไปเมื่อเห็นว่าดินเริ่มยุบตัว

        วิธีปลูกมะนาวมีหลากหลายวิธี สามารถเลือกเพื่อนำไปปลูกมะนาวเองได้ตามใจชอบเลย นอกจากจะปลูกไว้กินเองที่บ้านได้แล้ว ยังสามารถนำวิธีปลูกมะนาวเหล่านี้ไปสร้างรายได้ได้อีกด้วยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://home.kapook.com/

เตือนภัย!! โรคใบด่างมันสำปะหลัง

สาเหตุ : เกิดจากเชื้อไวรัส Cassava mosaic virus ; CMV

อาการ : ใบด่างเหลือง ผิดรูป ยอดเเตกใหม่ แสดงอาการด่างเหลืองชัดเจน ลำต้นเเคระเเกร็น ไม่เจริญเติบโต

การเเพร่ระบาด
1. ท่อนพันธุ์ จากต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค

2. เเมลงหวี่ขาวยาสูบ นำเชื้อไวรัสจากต้นเป็นโรคไปสู่ต้นปกติ

ความเสียหาย : มันสำปะหลังไม่สร้างหัว หัวลีบเล็ก หรือหัวไม่มีเเป้ง ผลผลิตลดลงหากเป็นโรคตั้งเเต่ระยะเล็ก จะเสียหายถึง 80-100%

การปฏิบัติเพื่อกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง

1. สำรวจเเปลงมันสำปะหลังของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการใบด่างให้รีบเเจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านทันที

2. กำจัดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคและเเมลงหวี่ขาวยาสูบ

  ⇒ ถอนทำลายต้นที่เป็นโรค

  ⇒ พ่นสารเคมีกำจัดเเมลงหวี่ขาวยาสูบ ดังนี้

       ♦ อิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ

       ♦ ไดโนทีฟูเเรน 10% SL อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ

       ♦ ไทอะมีโทเเซม 25% WG อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ

3. คัดเลือกท่อนพันธุ์สะอาด ใช้ท่อนพันธุ์จากเเปลงที่ไม่เคยเป็นโรคหรือใช้ท่อนพันธุ์ที่ทราบเเหล่งที่มา

  ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร

รดน้ำต้นไม้เวลาไหน…เหมาะสมที่สุด

เลือกเวลารดน้ำที่เหมาะสม

1.ถ้าเป็นไปได้ให้รดน้ำตอนเช้า. รดน้ำตอนเช้าจะดีที่สุด เพราะเป็นไปตามวงจรการเจริญเติบโตตามธรรมชาติของพืช ต้นไม้ดอกไม้นั้นจะพร้อมรับน้ำตั้งแต่เช้าตรู่ คือพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แต่ยังไม่ขึ้นสูงกลางท้องฟ้า คุณรดน้ำตั้งแต่ช่วงนี้ไปได้เรื่อยๆ จนกว่าแสงแดดจะร้อนจัดเกินไป ยิ่งถ้าอากาศร้อนจัดแล้วหมั่นรดน้ำเป็นประจำ จะทำให้ต้นไม้แข็งแรงทนความร้อนได้ดี

  • ถ้ารอจนเที่ยงหรือบ่าย แดดจะร้อนจัดเกินไป การรดน้ำจะกลายเป็นลวกต้นไม้แทน แสงแดดทำให้น้ำร้อนเกินไปสำหรับลำต้นและใบที่บอบบาง ถ้าไหม้ขึ้นมาจะเสียหายไปอีกนาน
  • พยายามรดน้ำให้ได้ก่อน 10 โมงเช้า แบบนี้แน่ใจได้ว่ามีเวลาถมเถที่น้ำจะซึมลงดินและแห้งขึ้นเล็กน้อยก่อนแดดจ้าเกินไป ถ้ารดน้ำตอนบ่ายจะเปลืองน้ำเปล่าๆ เพราะส่วนใหญ่จะระเหยไปก่อนซึมลงดิน

2.ถ้าตอนเช้าไม่สะดวก ให้รดน้ำตอนเย็นๆ แทน. หลายคนก็มีภารกิจรัดตัว เป็นไปไม่ได้ที่จะมานั่งรดน้ำต้นไม้แต่เช้าตรู่ ถ้าพลาดนาทีทองไปแล้ว ก็ต้องรอจนเข้าช่วงเย็น หรือก็คือช่วงที่แดดร่มลมตก ต้นไม้จะได้ไม่ไหม้ และมีเวลาให้แห้งทันก่อนค่ำดึก

  • ถ้าจะรอรดรอบบ่าย ให้รดน้ำตอนประมาณ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป เพราะก่อนหน้านั้นจะเป็นบ่ายแก่ แดดกำลังร้อนจัด ต้นไม้ไหม้แน่นอน
  • ถ้าจำเป็นต้องรดน้ำตอนแดดจัดจริงๆ ก็อย่าทำประจำ ขอแค่เฉพาะวันที่เลี่ยงไม่ได้

3.ห้ามรดน้ำตอนกลางคืน. เวลารดน้ำตอนกลางคืน น้ำจะค้างอยู่ตามต้นตามใบ ไม่ระเหยไปตามปกติ ดินก็อาจจะอุ้มน้ำไว้ แทนที่จะดูดซึมแล้วระบายน้ำไปเหมือนเวลามีแดด ทำให้ต้นไม้เน่าได้ง่ายๆ เพราะมีราโตอยู่ตามราก รวมถึงใบและลำต้น

  • กรณีเดียวที่รดน้ำกลางคืนได้ คือวันนั้นรดช่วงอื่นของวันไม่ได้จริงๆ ต้นไม้แห้งมากจนไม่รดวันนั้นไม่ได้ หรือรอจนเช้าไม่ได้
  • ถ้าจำเป็นต้องรดน้ำตอนกลางคืนจริงๆ ให้รดน้ำที่ดิน ต้นไม้จะได้ไม่เปียก และรดไม่ต้องมาก ดินจะได้ไม่อุ้มน้ำ ถ้าใช้เทปน้ำหยดหรือสายยางน้ำซึมได้จะดีที่สุด

เลือกวิธีรดน้ำที่เหมาะสม

1.รดน้ำในความถี่ที่เหมาะสม. กฎการรดน้ำโดยทั่วไปมีอยู่ว่า ต้นไม้ต้องได้น้ำประมาณ 1 นิ้ว (2.5 ซม.) ต่ออาทิตย์ แต่ต้นไม้บางประเภทก็ต้องรดน้ำมาก-น้อยกว่านั้น ง่ายที่สุดคือต้องรู้จักศึกษาค้นคว้าพืชที่ตัวเองปลูก ว่าต้องการน้ำมากแค่ไหน แล้วคอยติดตามสุขภาพของต้นไม้นั้นให้ดี ถ้าเริ่มร่วงโรย แสดงว่าต้องรดน้ำมากกว่านั้น

  • อีกวิธีที่ใช้ทดสอบได้ดี คือเอานิ้วจิ้มลงไปในดินสัก 2 – 3 นิ้ว (5 – 10 ซม.) ถ้ารู้สึกว่าดินแห้ง แสดงว่าถึงเวลารดน้ำแล้ว แต่ถ้าแฉะๆ เกือบจะถึงผิวดิน ให้รอไปก่อน
  • จะรดน้ำต้นไม้บ่อยแค่ไหน บางทีก็ต้องพิจารณาแล้วกะเกณฑ์เอาเอง เช่น ถ้าฝนตกมาตลอดอาทิตย์ ก็แสดงว่าไม่ต้องรดเยอะเหมือนปกติ แต่ถ้าช่วงนี้แดดจัด ไม่มีฝน ก็ต้องรดน้ำมากกว่าเดิม

2.ให้รดน้ำต้นไม้แถวราก อย่ารดที่ใบ. เพราะรากจะดูดซึมน้ำไปเลี้ยงต้นไม้ ถ้ารดน้ำที่ใบ ก็จะหยดหรือระเหยออกไป เพราะงั้นเวลารดน้ำให้จ่อสายยาง บัวรดน้ำ หรือสปริงเกอร์ต่ำๆ ที่โคนต้น แบบนั้นต้นไม้ได้รับน้ำเพียงพอแน่นอน

  • ราดน้ำลงตรงๆ จนใบเปียกโชกทั้งหมด ก็ทำต้นไม้ตายได้. ถ้าน้ำที่รดค้างอยู่ตามใบ นอกจากราขึ้นง่ายแล้ว ยังทำต้นไม้ร้อนจัดเกินไปได้ด้วย
  • ถ้าใช้สายยางแล้วรดน้ำแถวโคนต้นยากเหลือเกิน ให้ติดตั้งระบบรดน้ำแบบติดอยู่ที่พื้นดิน เช่น เทปน้ำหยด หรือสายยางน้ำซึม

3.รดน้ำลึกๆ แต่นานๆ ที. ต้นไม้ส่วนใหญ่จะแข็งแรงเมื่อสามารถหยั่งรากลึกลงไปในดิน ไม่ใช่โตออกข้างๆ ทางกว้าง หรือแถวผิวดิน เพราะงั้นให้รดน้ำลึกๆ ดินจะได้ชุ่ม ให้น้ำซึมถึงปลายราก ช่วยให้รากยิ่งดิ่งลงไปในดินด้วย

  • วิธีการรดน้ำที่ถูกต้อง และดีต่อสุขภาพของต้นไม้ เลยเป็นการรดน้ำลงไปชุ่มๆ ลึกๆ แต่ไม่ต้องบ่อย แทนที่จะรดน้อยๆ แต่รดทุกวัน ให้เลือกมาสัก 1 – 2 วันประจำอาทิตย์ แล้วรดน้ำที่โคนต้นให้ชุ่มๆ จะดีกว่า
  • แปลว่าคุณต้องรดน้ำแต่ละจุดค้างไว้ 30 วินาทีเต็มๆ ขึ้นไป ไม่ใช่รดให้ทั่วๆ เร็วๆ

4.สัญญาณที่บอกว่าคุณรดน้ำเยอะเกินไป. ถึงจะบอกว่าให้รดนานๆ แต่ถ้าต้นไม้ได้น้ำมากเกินไป ก็ตายได้พอๆ กับขาดน้ำเลย เพราะงั้นต้องรดน้ำทิ้งระยะให้เหมาะสม แต่ก็อย่ารดเยอะเกินไป สัญญาณที่บอกว่าคุณอาจจะรดน้ำเยอะเกินไปแล้วก็เช่น

  • ปลายใบเริ่มเหลืองหรือออกน้ำตาล
  • ใบเหี่ยว ทิ้งตัว
  • ทำท่าว่าจะเน่า

แหล่งข้อมูล : https://th.wikihow.com/

วิธีการปลูกฟักทองง่ายๆ…ได้ผลงาม

วิธีการปลูกที่นิยมมีอยู่ 2 แบบ ได้แก่

1. การปลูกฟักทองแบบหยอดเมล็ด

  • ขุดหลุมเล็ก ๆ ลงไปในดินประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว
  • หยอดเมล็ดฟักทองลงไปหลุมละ 3-5 เมล็ด
  • กลบด้วยดินผสมละเอียด หรือขี้เถ้าแกลบดำ
  • รดน้ำให้ชุ่ม คลุมด้วยฟางเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวหน้าดิน
  • ภายใน 3-4 วัน ต้นกล้าจะงอกพ้นพื้นดิน มีใบจริง 2-3 ใบ ให้ถอนต้นกล้าที่อ่อนแอทิ้งไป ให้เหลือหลุมละ 1 ต้นเท่านั้น

2. การปลูกฟักทองแบบเพาะกล้า

  • นำเมล็ดฟักทองล้างน้ำ 1-2 รอบ แช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที และห่อด้วยผ้าขาวบาง
  • นำเมล็ดไปบ่มไว้ในกล่องพลาสติกใส 3-5 วัน
  • เมื่อเมล็ดแตกรากออกมา จึงค่อยย้ายไปเพาะในถาดเพาะกล้า
  • รดน้ำเป็นประจำ จนต้นกล้ามีใบจริง 1-2 ใบ จึงย้ายไปปลูกในแปลง

การดูแลรักษาฟักทอง

 เมื่อต้นฟักทองเริ่มเจริญเติบโต ควรมีการดูแลรักษา ใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน และกำจัดโรคหรือแมลงศัตรูที่อาจจะสร้างความเสียหาย ดังนี้

1. การให้ปุ๋ย

          ในระยะแรกของการปลูกฟักทอง เมื่อมีอายุได้ 10-14 วัน ควรให้ปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ปุ๋ยยูเรีย ในอัตรา 10-15 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นให้ใส่ปุ๋ยสูตร 14-14-21 ตอนต้นฟักทองมีอายุได้ 21-25 วัน โดยให้โรยข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม

2. การให้น้ำ

           ฟักทองเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขังแฉะ ควรให้น้ำในปริมาณที่พอเหมาะ ในช่วงที่ต้นฟักทองกำลังออกดอกและติดผล ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรปล่อยให้ขาดน้ำ ระบบการให้น้ำที่ดี คือ ให้น้ำเข้าร่อง เพื่อให้น้ำซึมเข้าสู่ดินโดยตรง ไม่ควรพ่นน้ำผ่านใบของฟักทอง เพราะอาจจะทำให้ใบเปียกน้ำจนเป็นโรคเน่าได้

3. การพรวนดินและการกำจัดวัชพืช

           ควรทำอย่างสม่ำเสมอตอนที่ต้นฟักทองยังเล็ก และเมื่อต้นฟักทองเริ่มโตตอนเลื้อยคลุมดินแล้ว ก็จะไม่มีวัชพืชขึ้นอีก ซึ่งก็ไม่ต้องพรวนดินอีกเช่นกัน

4. การกำจัดโรคหรือแมลงศัตรูที่อาจจะสร้างความเสียหาย

          โรคที่มักเกิดกับฟักทองคือ โรคราน้ำค้าง เป็นโรคที่เกิดทางใบ มักระบาดในช่วงฤดูฝน หรือการให้น้ำแบบพ่นฝอย สามารถป้องกันได้ด้วยการไม่ให้น้ำแบบพ่นฝอย นอกจากนี้ ปัญหาแมลงศัตรูฟักทองนั้นมีไม่มากนัก เพราะใบและก้านที่มีขนช่วยในการป้องกันภัยจากแมลงได้ดี

แหล่งข้อมูล : home.kapook.com

วิธีปลูกผักบุ้ง…ประโยชน์หลากหลาย

วิธีการปลูก

          ผักบุ้งที่คนรับประทานส่วนใหญ่ คือ ผักบุ้งจีน ซึ่งปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว การดูแลรักษาง่าย สามารถปลูกได้ตลอดปี และขึ้นได้ในดินทุกชนิด เริ่มจากการหว่านเมล็ด ต้นกล้าจะเริ่มงอก 2-3 วันหลังหยอดเมล็ด ผักบุ้งชอบดินที่มีความชื้นสูง ดั้งนั้น ควรให้น้ำบ่อย ๆ อย่าให้ขาดน้ำ เพราะผักบุ้งอาจจะชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น และไม่จำเป็นต้องกำจัดศัตรูพืชเพราะเป็นผักที่มีอายุสั้นและเจริญเติบโตเร็วมาก สามารถขึ้นคลุมพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว หลังจากหว่านเมล็ดประมาณ 25-30 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้โดยใช้มือถอนทั้งราก  แล้วนำมาล้างให้สะอาด หรือหากไม่ถอน  สามารถใช้มือเด็ดหรือมีดตัดยอดไปบริโภคและปล่อยโคนไว้

สรรพคุณ

          สำหรับผักบุ้งที่ทานกันอยู่มี 2 ประเภท คือ ผักบุ้งไทย และ ผักบุ้งจีน ผักบุ้งไทยจะมีสรรพคุณทางยามากกว่าผักบุ้งอื่น แต่สำหรับผักบุ้งจีนจะมีแคลเซียม และเบต้า-แคโรทีน มากกว่า ส่วนที่ใช้ประโยชน์ของผักบุ้งไทยต้นขาวคือ ดอก ใบ ต้น และราก ซึ่งแต่ละส่วนจะให้สรรพคุณแตกต่างกัน
        – ดอก ใช้เป็นยาแก้กลากเกลื้อน
        – ต้นสด ใช้ดับพิษ รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ลดอาการแพ้ อักเสบ บำรุงสายตา บำรุงเลือด บำรุงกระดูกและฟัน ช่วยรักษาโรคเบาหวาน เป็นยาดับร้อน แก้ปัสสาวะเหลือง 

        – ทั้งต้น ใช้แก้โรคประสาท ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย แก้กลาก เกลื้อน แก้เบาหวาน แก้ตาอักเสบ บำรุงสายตา แก้เหงือกบวม แก้ฟกช้ำ ถอนพิษ
        – ใบ ใช้ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย นำใบสดมาตำ แล้วคั้นเอาน้ำมาดื่ม จะทำให้อาเจียน ถอนพิษยาเบื่อเมา แก้พิษของฝิ่นและสารหนู มีวิตามินเอสูง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
        – ราก ใช้แก้ไอเรื้อรังและแก้โรคหืด ถอนพิษผิดสำแดง ใช้แก้สตรีมีตกขาวมาก เบาขัด เหงื่อออกมาก ลดอาการบวม

แหล่งข้อมูล : home.kapook.com

ปัญหาหน้าหนาว…ที่พบในสตรอว์เบอร์รี

ปัญหาหน้าหนาว…ที่พบในสตรอว์เบอร์รี

1. โรคใบจุด (Leaf Spot) เกิดจากเชื้อรา Ramuoaria sp. (Impetfect stage) หรือ Mycosphacrella sp. (Perfect stage) อาการทั่วไปจะเห็น เป็นจุดโปร่งแสงสีน้ำตาล ขอบแผลสีม่วง ถ้ารุนแรงใบจะแห้งและตายในที่สุด โรคนี้พบมากในช่วงฤดูฝน เมื่อพบโรคนี้ควรเด็ดใบทิ้ง โดยใช้มือโยกก้านใบไปมาด้านข้างแล้วดึงออก การทำลายโดยการเผาทิ้ง ถ้ารุนแรงใช้ยาแคบแทน หรือเบนเลท พ่นทุก 7 วัน

2. โรค Leaf scorch เกิดจากเชื้อรา Massonia frabvariae อาการในระยะแรกพบจุดสีม่วงหรือสีน้ำตาลแดงบนใบและจุดจะกระจายเป็นแผลมีลักษณะไม่แน่นอน เนื้อเยื่อของใบถูกทำลายไม่แห้งเหมือนโรคอื่น เมื่อแผลกระจายติดกับใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วงในที่สุด การป้องกันรักษาใช้ยาแคบแทนหรือเบนเลท พ่นทุก 7 วัน


3. โรคเหี่ยว เกิดจากเชื้อรา Fusarium sp. ซึ่งเข้าทำลายทางรากและแขน (Stolon) ของไหล เชื้อโรคชนิดนี้อาศัยอยู่ในดิน ต้นเหี่ยวใบลู่ลง โรคจะระบาดในขณะที่อากาศอบอ้าว ถ้าอากาศชื้นจะทำให้โรคหยุดระบาด แต่ถ้าเป็นมากต้นจะตาย เพราะระบบรากถูกทำลาย Crown มีวงสีน้ำตาลล้อมรอบ อุดท่อน้ำซึ่งส่งไปเลี้ยงใบและลำต้น การป้องกันรักษาต้องทำลายแหล่งเชื้อโรคในดินสำหรับไหลที่นำมาปลูกควรตัดข้อของแขนใบติดไปด้วย เพราะส่วนที่เป็นข้อสามารถป้องกันการเข้าทำลายของโรคได้ดี
จากการสังเกตที่โครงการหลวงพัฒนาต้นน้ำหน่วยที่ 8 พบโรคสตรอเบอรี่บ้าง แต่โรคไม่ระบาดและไม่ทำให้ต้นสตรอเบอรี่ตาย จึงทำให้ไม่ต้องกังวลต่อการฉีดยาป้องกันโรคสตรอเบอรี่ซึ่งทำเกิดผลต้องค้างของสารเคมีภายหลัง
จากการศึกษาพบว่าโรคของสตรอเบอรี่จะไม่ระบาดในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 20 C – 25 C

4.แมลง  หนอนกัดกินราก เป็นหนอนของด้วงปีกแข็งตัวสีขาวปากกัดสีน้ำตาลอ่อนเจริญเติบโตจากไข่ที่อยู่ใต้ดิน และในปลายฤดูฝนก็จะเริ่มกัดกินราก ทำให้รากไม่สามารถดูดน้ำได้เมื่อใบคายน้ำ จึงทำให้ใบเหี่ยว เซลล์คุมรูใบจะสูญเสียความเต่งตึง รูใบจะปิด CO2 ไม้สามารถฟุ้งกระจายเข้าสู่ใบได้อย่างรวดเร็ว เมื่อพบอาการดังกล่าวควรขุดเอาหนอนมาทำลาย หรือก่อนปลูกควรโรยพื้นหลุมด้วยยาประเภทดูดซึม

การปลูกพืชอื่นหมุนเวียน
เมื่อเก็บผลสตรอว์เบอร์รีหมดในเดือนเมษายนเพื่อเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีประสิทธิภาพและป้องกันการสะสมของโรคสตรอเบอรี่ ควรปลูกพืชอื่นหมุนเวียน พืชที่ควรปลูกควรเป็นพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง หรือการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีประสิทธิภาพและป้องกันการสะสมของโรคสตรอเบอรี่ ควรปลูกพืชอื่นหมุนเวียน พืชที่ควรปลูกควรเป็นพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง หรือถั่วเขียว เพราะจะเป็นการเพิ่มธาตุไนโตรเจนแก่ดินด้วย
หรือจะปลูกผัก ซึ่งทำรายได้ให้แก่ชาวสวนสตรอว์เบอร์รีโดยเฉพาะชาวสวนที่มีพื้นที่ใกล้ตลาด เพราะสามารถขนส่งได้สะดวก


ซุปเปอร์เพียว (วัคซีนพืช+วิตามิน) “ขวดเดียว…จบทุกปัญหาพืช”

-โตช้า ต้นโทรม

-ใบเหลืองเป็นโรค

-เพลี้ย แมลงกวน

-ผลผลิตน้อย

*ให้ ซุปเปอร์เพียว เป็นหนึ่งตัวช่วย!!

✓พืชแข็งแรง โตเร็ว ต้านแมลง โรคพืช ลูกใหญ่ได้น้ำหนัก

✓เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน

#เกษตรเพียว #ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต #ปลูกข้าว #ป้องกันแมลง #ปลูกพืช #ปลูกผัก #ปลูกมะนาว #ปลูกผลไม้ #ป้องกันโรคเชื้อรา

แหล่งข้อมูล : http://bumaromdee555.blogspot.com/

วิธีปลูก “บอนสี” ให้งาม…ที่มือใหม่ควรรู้

1.เปลี่ยนกระถางหรือเปลี่ยนดินปลูก ต้องนำกระถางบอนสีต้นเดิมมาแช่น้ำให้ปริ่มขอบกรถางนาน 5-10 นาที เพื่อให้ดินปลูกชุ่มน้ำและร่อนออกจากหัว เวลาแกะออกจากกระถาง รากจะไม่ขาดหรือบอบช้ำ

2.อย่าปลูกให้หัวหรือรากลอย ควรกลบดินให้มิดหัวหรือลึกประมาณ 3 เซนติเมตร

3.อาจหาไม้ค้ำใบบอนและเช็ดใบให้สะอาด จะช่วยให้ทรงพุ่มสวยงาม ต้นบอนสีสดใสขึ้น

4.ถ้าต้องการส่งไม้เข้าประกวด สามารถตกแต่งต้นบอนสีให้สวยตามกติกาการประกวด เช่น การค้ำใบให้สวย การเช็ดใบให้สะอาด แต่ห้ามฉีดสารที่ช่วยให้ใบมัน หรือนำกระดาษสีไปติดบนตำหนิที่ใบ เป็นต้น

5.บอนสีพักตัวในช่วยฤดูหนาว ใบจะค่อยๆเหี่ยวแห้งจนไม่มีใบ ผู้ปลูกควรงดให้น้ำ ปล่อยให้หัวแห้งในกระถาง หรือขุดหัวขึ้นมาผึ่งให้แห้งในที่ร่ม 2-3 วัน แล้วใส่ถุงกระดาษเก็บไว้ในที่ร่ม พอถึงฤดูฝนก็นำมาปลูก โดยฝังหัวลงดินในกระถางที่จะปลูก แล้วรดน้ำให้ชุ่ม บอนสีก็จะค่อยๆแทงรากแทงปลีเป็นใบต่อไป

แหล่งที่ข้อมูล : https://www.baanlaesuan.com/

การดูแลรักษาสตรอว์เบอร์รี่…ให้แข็งแรง สมบูรณ์

วิธีการดูแลรักษาสตรอว์เบอร์รี่

-หมั่นสำรวจแปลงสตรอว์เบอร์รี่โดยสำรวจชนิดและปริมาณศัตรูเข้าทำลายสตรอว์เบอร์รี่ทุก7-10วัน

ตั้งแต่หลังปลูกจนสิ้นสุดฤดูกาล

-กำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอเนื่องจากเป็นแหล่งสะสมโรคและแมลงที่ทำความเสียหายแก่สตรอว์เบอร์รี่

-ตัดแต่งใบและลำต้นที่ไม่สมบูรณ์ออก ซึ่งแต่ละกอควรมีจำนวน 3-5 ต้น

-ในช่วงออกดอกควรเด็ดดอกที่ไม่สมบูรณ์ออกเพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสูง อย่าทิ้งเศษพืชไว้ในแปลง

ปลูกเพราะจะเป็นแหล่งสะสมโรค ควรเก็บเศษพืช

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ strawberry-g05774f241_1920-1024x768.jpg

⭕️ ให้เพียวได้มาเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลพืชของคุณ

✅สกัดจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารเคมี

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ ซุปเปอร์เพียว-01.jpg
รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ ซุปเปอร์เพียว-02.jpg

แหล่งข้อมูล : blogspot.com/