ผักบุ้งโอ่ง ปลูกง่ายโตไว เก็บขายสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

ผักบุ้ง เป็นผักท้องถิ่นของบ้านเรา นิยมนำมารับประทานกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเมนู ผัดผักบุ้งไฟแดง ผักบุ้งมีคุณค่าทางโภชนาการ และมีประโยชน์มาก อีกทั้งยังมีราคาที่ไม่แพง หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไป วันนี้เราจึงได้นำเคล็ดลับการปลูกผักบุ้งโอ่งมาฝากกันค่ะ เป็นการปลูกผักบุ้งที่ง่าย ใช้เวลาไม่นาน และยังสามารถสร้างรายได้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. ดินปลูก สำหรับปลูกผักทั่วไป

2. โอ่ง ขนาดใดก็ได้ (โดยที่ไม่ต้องเจาะก้นโอ่ง)

3. กระสอบเก่า หรือตาข่าย ไว้สำหรับคลุมปากโอ่ง

4. ตะกร้า (ให้มีขนาดที่เล็กกว่าก้นโอ่งเล็กน้อย)

ขั้นตอนในการทำ

1. เริ่มจากนำดินปลูกที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปในก้นโอ่ง โดยที่ให้ดินมีความสูงจากก้นโอ่ง 3-5 นิ้ว เพราะเราไม่ได้เจาะก้นโอ่งระบายน้ำ จึงต้องให้ระดับดินสูง ป้องกันดินกับน้ำผสมกันจนต้นผักบุ้งล้ม

2. เมื่อใส่ดินเรียบร้อยแล้ว ให้หยอดเมล็ดผักบุ้งลงไป (นิยมใช้เมล็ดผักบุ้งแก้ว เพราะเป็นที่นิยมของตลาด) ใส่ลงไปให้พอดี อย่าแน่นจนเกินไป

3. จากนั้นรดน้ำให้ดินชุ่ม แต่ไม่ต้องถึงกับแฉะ แล้วรอให้ผักบุ้งออกยอดอ่อน แล้วค่อยเริ่มใช้กระสอบเก่าหรือตาข่ายปิดบังแสง แต่ยังให้อากาศสามารถเข้าได้อยู่

4. ปล่อยทิ้งไว้อีกสักระยะ จนยอดผักบุ้งสูงเกือบถึงปากโอ่ง จึงสามารถตัดยอดไปรับประทานได้

คำแนะนำ : หากใครไม่มีเมล็ด สามารถใช้กิ่งปักชำได้ แต่ต้องรดน้ำให้ดินปลูกแฉะ หรือน้ำท่วมดินเล็กน้อย แล้วค่อยเริ่มปักชำ

วิธีการเก็บเกี่ยว : ให้ตัดลำต้นผักบุ้งให้ต่ำเกือบติดโคน จะทำให้ผักบุ้ง แ ต ก ยอดใหม่อย่างต่อเนื่องและยังได้ลำต้นที่เป็นยอดที่ยาว ไม่แข็งเหมือนกับการปลูกในแปลงทั่วไป

ข้อดีของการปลูกผักบุ้งโอ่ง

– มีการ แ ต ก ยอดอยู่เรื่อยๆ หากยังได้รับสารอาหารที่เพียงพอ

– ได้ผักบุ้งที่มีลำต้นยอดสูงและอวบอิ่ม ยอดยาวแต่ไม่แข็ง แต่ใบน้อยและเล็ก

– เหมาะกับคนที่ชอบรับประทานยอดผักบุ้งมากกว่ารับประทานใบ

– มีอายุเก็บเกี่ยวนาน สามารถเก็บขายได้ตลอดทั้งปี

– ดูแลง่ายโตไว

ขอขอบคุณ : fourfarm.com

เผยวิธีปลูกตะไคร้หยวกให้งามไวกอหนาใหญ่หน่ออวบขาว 

วิธีปลูกตะไคร้หยวกให้งามไวกอหนาใหญ่หน่ออวบขาวเตรียมแปลงโดยการไถพรวนดิน ตากแดด 7-10 วันขุดหลุมปลูกขนาด 25x25x25 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ ย ค อ กเก่ารองก้นหลุมไปพร้อมๆ กับการพรวนดิใช้ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 1×1 เมตร จะได้ตะไคร้ที่ลำต้นและหั ว อวบใหญ่ แต่ถ้าหากปลูกชิดกว่านี้ต้นตะไคร้จะไม่อวบ ลำต้นจะผอมสูงปักต้นพั น ธุ์ตะไคร้ลงดินให้มีลักษณะเอียง 45 องศา ลึก 5 เซนติเมตร จำนวนหลุมละ 2 ต้น

การดูแลรักษา

การให้น้ำ : ให้น้ำแบบปริงเกอร์ 2-3 วันต่อครั้ง เช้าและเย็น จนตะไคร้สามารถตั้งตัวได้ จากนั้นรดน้ำ 5-7 วันต่อครั้ง

การให้ปุ๋ ย : หลังจากปลูกได้ 3 เดือน ต้นตะไคร้จะเริ่มแตกกอ โรยปุ๋ ย (46-0-0) ที่บริเวณโคนกอตะไคร้ กอละ 1 กำมือ ตามด้วยการรดน้ำ

การเก็บเกี่ยว

ตะไคร้จะเริ่มตัดขายได้ตั้งแต่อายุ 8 เดือนขึ้นไป จนถึง 1 ปีครึ่ง ถ้าหากอายุเกินกว่านี้ลำต้นจะเริ่มฝ่อไม่เป็นที่ต้องการของตลาดการเก็บเกี่ยวผลผลิตจะขุดขึ้นมาทั้งกอ โดยตะไคร้ 1 กอ จะมีน้ำหนักประมาณ 6-10 กิโลกรัม จากนั้นให้นำมาตัดรากและใบออก ให้ต้นตะไคร้มีความ ย า วประมาณ 30 เซนติเมตร น้ำหนักจะเหลือเพียง 3-5 กิโลกรัมต่อกอ มัดรวมเป็นกำๆ ใส่ถุงพลาสติกน้ำหนัก 5 หรือ 10 กิโลกรัมต่อถุง เพื่อรอจำหน่ายต่อไป

ขอขอบคุณ : fourfarm.com

เคล็ดลับ เร่งรากโหระพา ด้วยสูตรง่ายๆ แค่ 3 วัน ให้ รากงอกไวรากงอก เต็ม


เคล็ดลับ เร่งรากโหระพา ด้วยสูตรง่ายๆ แค่ 3 วัน ให้ รากงอกไวรากงอก เต็ม  มีวิธีดังต่อไปนี้

ส่วนผสม

– ขวดพลาสติก 1 ใบ

– กระดาษปิดทึบ

– กิ่งโหระพา

– น้ำเปล่า

– กรรไกร

– เครื่องดื่มชูกำลัง

วิธีทำ

– ตัด ปากขวดนับจากด้านบนมาประมาณ 10 ซม.

– ใช้กระดาษพันรอบขวด จากนั้นใช้ยางรัดให้แน่น

– เอาขวดส่วนที่ตัด สวมกลับด้านลงไปในขวดเดิม

– นำน้ำ 1 แก้วผสมเครื่องดื่มชูกำลัง 1 ฝา แล้วเทใส่ขวดที่เราเตรียมไว้ให้กะว่ากิ่ง โห ระ พา ถึงกะน้ำพอดี

– นำกิ่ง โห ระ พา เอาใบล่างออกให้หมด แล้วจับกิ่งให้เสมอกัน เอาใส่ในขวดที่เตรียมไว้แล้วนำไปไว้ในที่ร่ม แค่นี้ประมาณ 3 วัน โห ระ พา ก็จะเริ่มรากออกมา ปล่อยไว้อีก 4-5 วันแล้วนำไปปลูกลงแปลงได้ปกติ

วิธีปลูก

– ทำการ พรวนดินที่แปลงที่จะปลูกให้ดินร่วนซุม ผสมดินปุ๋ยคอก ทำการผสมให้เข้ากัน

– นำกิ่ง โห ระ พา มาปักชำลงโดยใช้นุ่มกดดินทำเป็นหลุมก่อน นำกิ่งลงไปปลูกแล้วกลบดินอย่าแน่นมาก

– นำน้ำมารดให้ชุ่มพอ อย่าให้แฉะ ถ้ามีฟางก็เอาฟังคลุมต้นโหระพาที่ปลูกก่อนแล้วค่อยรดน้ำ

– หลังจากนั้นประมาณ 2-3 อาทิตย์ ค่อยทำการใส่ปุ๋ยคอกโรยลงไปบาง และจากนั้น 3 อาทิตย์ใส่ครั้งนึง รดน้ำพอชุ่มวันละ 1 เวลา เช้าหรือเย็นก็ได้

– และเมื่อ ต้น โห ระ พา โตเต็มให้เก็บเป็นประจำ เพราะจะทำให้ต้นมีใบใหม่ และอยู่ได้นานขึ้นกว่าปกติ

ขอขอบคุณ : fourfarm.com

เทคนิคเพาะเมล็ดปวยเล้งให้งอกเร็ว


ปวยเล้ง เป็นพืชที่หลายคนคิดว่าเพาะได้ยาก แต่จริงๆแล้วการเพาะปวยเล้งไม่ยากอย่างที่คิดแต่อาจจะใช้เวลา และเทคนิคยุ่งยากกว่าเมล็ดพืชชนิดอื่น โดยมีขั้นตอนดังนี้

– นำเมล็ดปวยเล้งไปแช่ในน้ำเย็นประมาณ 1 คืน แต่อย่านานกว่านั้นเพราะเมล็ดจะเน่าได้

– นำกล่องพลาสติกถนอมอาหารที่มีฝาปิดมิดชิด รองด้านในด้วยกระดาษชำระประมาณ 2 – 3 ชั้น แล้วพรมน้ำให้พอชุ่มทั่วกระดาษแต่อย่าให้ท่วมกระดาษมากเกินไป ให้เทน้ำที่ค้างออกด้วย

– นำเมล็ดปวยเล้งที่แช่น้ำมาแล้วประมาณ 3 – 5 ชั่วโมงมาล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วนำเมล็ดไปโรยลงบนกระดาษชำระในกล่องพลาสติกถนอมอาหารปิดฝาให้สนิทแล้วนำไปแช่ในตู้เย็น (ช่องแช่ปกติ) อุณหภูมิของตู้เย็นปกติจะอยู่ที่ประมาณ 4 – 7 องศา C ซึ่งเป็นอุณหภูมิทีเหมาะต่อการงอกของเมล็ดปวยเล้งอยู่แล้ว

– ประมาณ 7 – 14 วัน ปลายเมล็ดปวยเล้งจะเริ่มแตกออก และมีปลายรากโผล่ออกมาจากเมล็ด จึงสามารถนำเมล็ดที่มีรากงอกออกมานั้นไปเพาะลงวัสดุปลูกได้

อายุเก็บเกี่ยวปวยเล้งประมาณ 35 – 45 วัน (นับจากวันปลูก)

ขอขอบคุณ : farmchannelthailand.com

ห่มดิน…เลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช

ดิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิต เพราะคนเราใช้ทรัพยากรดินเป็นทั้งที่อยู่อาศัย เป็นแหล่งสร้างอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค แถมยังใช้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค จึงกล่าวได้ว่า ดินเป็นทรัพยากรขั้นมูลฐาน เป็นตัวการให้มนุษย์เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากทรัพยากรอื่น ๆ ได้เพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล

การเกษตรที่ไม่ทำลายธรรมชาติ ไม่ทำลายดิน ไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อดิน และให้ความสำคัญกับการปรับปรุงดิน เป็นหัวใจสำคัญที่จะรักษาดินเอาไว้ได้ 

การ ห่มดิน” หรือ “คลุมดิน” โดยใช้ฟาง เศษหญ้า หรือใบไม้ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และใส่อาหารให้แก่ดิน ด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพลงไป เพื่อให้อาหารแก่ดิน แล้วดินจะปล่อยธาตุอาหารให้พืช โดยกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์เรียกหลักการนี้ว่า เลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช”  

การปฏิบัติเช่นนี้ จะทำให้ดินกลับมามีชีวิต เป็นการ คืนชีวิตให้แผ่นดิน”

ประโยชน์ของการห่มดิน

  • เป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์
  • เป็นอาหารให้สัตว์หน้าดิน เช่น ไส้เดือน กิ้งกือ ฯลฯ ซึ่งช่วยพรวนดิน และถ่ายมูลเป็นปุ๋ยให้พืช
  • เก็บรักษาความชื้น
  • เมื่อย่อยสลายจะกลายเป็นฮิวมัส ซึ่งเป็นปุ๋ยให้กับพืช 

ประโยชน์ของจุลินทรีย์

  • ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ซึ่งในอากาศมีก๊าชไนโตรเจนอยู่ถึง 78%
  • ช่วยย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์
  • ช่วยย่อยแร่ธาตุที่อยู่ในหิน ลูกรัง ทราย เช่น ธาตุอาหาร กลุ่ม เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ฟอสฟอรัส เป็นต้น
  • ช่วยผลิตฮอร์โมนให้พืช
  • ช่วยผลิตสารป้องกันโรคพืช

วิธีการห่มดิน

  • ห่มดินด้วยฟาง เศษหญ้า หรือใบไม้ รอบโคนต้นไม้ประเภทไม้ยืนต้น โดยเว้นให้ห่างจากโคนต้นไม้ 1 คืบ ห่มหนา 1 คืบ–1 ฟุต ทำเป็นวงเหมือนโดนัท โรยด้วยปุ๋ยคอก (มูลสัตว์) บาง ๆ  และรดด้วยน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำเจือจาง อัตราส่วน 1 : 50-100
  • ห่มดินในที่ดินผืนใหม่ที่เพิ่งขุดปรับพื้นที่ หรือดินที่เสื่อมสภาพ เพื่อปรับปรุงคุณภาพของดินก่อนเริ่มการเพาะปลูก ด้วยการห่มฟาง เศษหญ้า หรือใบไม้ ให้หนาอย่างน้อย 1 ฟุต ทั้งแปลง โรยด้วยปุ๋ยคอก แล้วราดรดด้วยน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำเข้มข้น อัตราส่วน 1 : 10

โดยวิธีนี้ เป็นการระเบิดดินที่แห้งแข็ง ให้มีความชุ่มชื้น (ฟางห่มคลุมดินเพื่อลดการระเหยของน้ำในดิน ปุ๋ยคอกที่ใส่เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ น้ำหมักทำหน้าที่ย่อยสลายทั้งปุ๋ยและฟาง ให้กลายเป็นอินทรียวัตถุได้เร็วขึ้น) ซึ่งวิธีนี้อาจต้องใช้เวลา 3 เดือนขึ้นไป โดยยังไม่ควรปลูกพืชใด ๆ เพราะน้ำหมักที่เข้มข้นอาจทำให้ต้นไม้ตายได้

ขอขอบคุณ : farmchannelthailand.com

ผักสวนครัว 6 ชนิด ปลูกในน้ำ โตง่าย ไม่ต้องง้อดิน

หลายคนมีความคิดที่อยากจะปลูกผักสวนครัวที่เลี้ยงง่าย โตไว ปลูกไว้เก็บกินเองที่บ้าน แต่ก็ติดปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่จำกัด ไม่มีแปลงดิน หรือไม่มีเวลาดูแลรดน้ำ วันนี้เราจึงได้นำ ผักสวนครัว 6 ชนิด ที่สามารถปลูกในน้ำได้ ปลูกแบบไร้ดินง่ายๆ ไว้เก็บกินเองที่บ้าน

1. สะระแหน่

สะระแหน่ เป็นผักที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และสามารถนำมาประกอบกับอาหาร หรือรับประทานแบบสดๆได้หลากหลายเมนู และเราไม่ต้องไปหาซื้อให้ยุ่งยากอีกต่อไป แค่นำยอดสะระแหน่มาแช่ไว้ในโหลแก้วที่มีน้ำอยู่ รอไม่กี่วันก็จะสังเกตเห็นว่ามีรากงอก แล้วใบอ่อนจะงอกตามมา จากนั้นเราก็เด็ดมาไว้ประกอบอาหารได้เลย

2. ต้นกระเทียม

สำหรับกระเทียม เรียกว่าเป็นเครื่องเทศที่มีความสำคัญในการประกอบอาหารอย่างมาก เนื่องจากกลิ่นฉุนๆของกระเทียมใช้ในการดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ต่างๆได้เป็นอย่างดี เพียงแค่ตัดต้นกระเทียมส่วนล่างให้ได้ขนาด 2-3 นิ้ว จากนั้นก็นำไปแช่น้ำทิ้งไว้ ไม่กี่วันก็จะเห็นต้นกระเทียมเจริญเติบโต สามารถนำมาประกอบอาหารได้ โดยต้นกระเทียมจะนิยมนำมาทำเมนูต้นกระเทียมผัดน้ำมันหอย

3. ต้นหอม

ต้นหอมเป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิด ที่ควรมีติดบ้านไว้ และเราสามารถปลูกไว้เองได้ง่ายๆ ด้วยการนำส่วนล่างของต้นที่มีรากติดอยู่ด้วยนั้นมาแช่ในแก้วน้ำ จากนั้นก็นำไปวางให้โดนแดดเล็กน้อย รอให้มียอดอ่อนๆงอกออกมา ก็สามารถตัดไปทำอาหารได้แล้ว

4. ขึ้นฉ่าย

เป็นผักอีกหนึ่งชนิดที่มีกลิ่นเฉพาะตัว นิยมนำไปเมนูอาหารประเภทยำ เพิ่มรสชาติและความหอมให้กับจานอาหาร สามารถนำขึ้นฉ่ายมาปลูกใหม่ได้ด้วยการตัดก้านด้านล่างมาแช่ในน้ำประมาณ 3-4 วัน แล้วต้นอ่อนจะค่อยๆงอกออกให้เราได้เก็บเกี่ยว

5. ผักชี

สำหรับผักชี มักจะเป็นผักที่ใช้แต่ละครั้งเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะนำมาโรยหน้าเพียงไม่กี่ใบเพื่อให้อาหารดูน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีการนำผักชีกลับมาปลูกใหม่ ให้ตัดลำต้นส่วนล่างที่มีรากติดอยู่ด้วยไปล้างคราบดินออกก่อน จากนั้นก็นำไปแช่ในแก้วที่มีน้ำ ตั้งไว้ในที่มีแสงแดดปานกลาง แล้วยอดผักชีจะค่อยๆงอกออกมาให้ได้เก็บเกี่ยว

6. ผักชีฝรั่ง

สำหรับผักชีฝรั่ง ก็เป็นที่นิยมอยู่ไม่น้อย นำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ซึ่งวิธีการปลูกผักชีฝรั่งไว้เก็บกินเองก็ง่ายๆ เพียงแค่ตัดต้นผักชีฝรั่งตรงส่วนโคนต้นที่ติดกับรากไปล้าง จากนั้นก็นำไปแช่ในน้ำให้พอท่วมราก ใช้เวลา 3 วัน จะเริ่มเห็นมีใบงอกออกมา รอให้เจริญเติบโตก็สามารถเก็บเกี่ยวมารับประทาน ประกอบอาหารได้ตามใจชอบเลย

ยังมีผักสวนครัวอีกหลายชนิด ที่สามารถปลูกด้วยการแช่น้ำแบบนี้ และดูแลได้ง่าย ไม่ต้องง้อดิน เช่น แครอท ตะไคร้ ผักกาด กะหล่ำปลี เป็นต้น ใครสนใจก็ลองนำวิธีปลูกผักแบบนี้ไปใช้ปลูกผักไว้ที่บ้านกันนะคะ ช่วยให้ประหยัดและยังสะดวกไม่ต้องออกไปจ่ายตลาดให้เสียเวลา

ขอขอบคุณ : farmchannelthailand.com

วิธีปลูกมะเขือพวง ให้พวงใหญ่ดกเป็นก้อน

ถ้าจะพูดถึง  “มะเขือพวง” หลายท่านคงรู้จักกันเป็นอย่างดีเนื่องจากเป็นพืชผักที่นิยมรับประทานและนิยมปลูกเป็นผักสวนครัวในสวนหลังบ้าน วันนี้จึงขอนำเสนอเคล็ดลับการปลูกมะเขือพวงให้ดกเป็นก้อนแบบง่ายๆมาฝากกันค่ะ

เตรียมการปลูก

การปลูกมะเขือพวงสามารถทำการปลูกได้ทั้ง แบบยกร่อง แบบห ลุ ม แบบแปลง และแบบกระถาง สามารถเลือกได้ตามสะดวก

ส่วนระยะห่างหรือระยะการปลูกระหว่างต้นต้องปลูกให้ห่างกันประมาณ 2-3 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตเต็มที่ของมะเขือพวง

การขยายพันธุ์มะเขือพวง

สามารถทำได้หลายวิธีตามสะดวกไม่ว่าจะเป็น การเพาะเมล็ด การปักชำลำต้น การปักชำยอด การปักชำราก

วิธีการปลูกมะเขือพวงให้ได้ผล

1.เริ่มขั้นตอนแรกโดยการการย้ายต้นกล้าที่เพาะไว้ โดยให้เลือกต้นสมบูรณ์และมีใบ 3-4 ใบ และมีความสูงประมาณ 7–10 เซนติเมตร

2.จากนั้นให้ย้ายกล้าไปปลูกในแปลงหรือในกระถาง ในช่วงนี้ให้รดน้ำสม่ำเสมอทุกวันระมัดระวังอย่าให้แฉะจนเกินไป ทุกๆเช้า-เย็น

4.เมื่อทำการปลูกในกระถางหรือในแปลงครบ 7 วันแล้ว ให้ใส่ปุ๋ยบำรุงด้วยปุ๋ยสูตร 15 – 15 -15 ใส่ปริมาณ1/4 ช้อนชา ในทุกๆ 15 วัน

5.และเมื่อปลูกเป็นเวลาครบ 60 วัน มะเขือพวงจะเริ่มมีรออกผลผลิตมาให้เห็น ก็สามารถเก็บผลผลิตไปขายหรือบริโภคได้เลยค่ะ

6.หลังจากเก็บผลผลิตไปแล้วประมาณ 60 วัน ให้เริ่มแต่งกิ่งบริเวณที่เคยเก็บผลผลิต เพื่อให้มียอดใหม่มาแทนที่จะให้ผลผลิตรุ่นใหม่ได้อีกต่อไป

ปลูกตามนี้รับรองมะเขือพวงที่ได้จะดกและเป็นก้อนสวยงาม ขายก็ได้กำไร ทานเองก้ได้ของดีมีคุณภาพค่ะ

ขอขอบคุณ : fourfarm.com

เทคนิค การปลูกอะโวคาโด ให้ได้ผลผลิตดี

1. การเตรียมดิน

ต้องจัดเตรียมต้นกล้าอะโวคาโดไว้ก่อนล่วงหน้า โดยคัดเลือกต้นกล้าที่แข็งแรงสมบูรณ์และได้ขนาด เมื่อปลูกให้นำต้น อะโวคาโดลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ให้รอยต่อกิ่งหรือรอยแผลติดตาอยู่เหนือระดับดิน กลบดินรอบๆโคนต้นให้แน่นและรดน้ำให้ชุ่ม แล้วทำการคลุมผิวหน้าดินด้วยวัตถุคลุมดินที่เตรียมไว้เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้น

ป้องกันเมล็ดวัชพืชงอก เเละป้องกันความร้อนจากแสงแดด ปักไม้หลักผูกเชือกยึดติดแน่นป้องกันลม รดน้ำให้สม่ำเสมอจนกว่าต้นจะตั้งตัวได้ ทั้งนี้อาจจะให้น้ำครั้งละ 20-40 ลิตรต่อต้น ทุก 3-4 วันในระยะ 1 เดือนแรก ถ้าฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานก็ควรให้น้ำแก่ต้นอะโวคาโดเรื่อยๆเพื่อป้องกันต้นแห้งตาย สำหรับในช่วงฤดูร้อนของปีแรกหลังจากหมดฤดูฝนแล้วควรให้น้ำแก่ต้นอะโวคาโดทุกสัปดาห์ๆละ 40-60 ลิตรต่อต้น จนกว่าต้นอะโวคาโดจะมีอายุ 1 ปีหลังจากปลูก

2. การใส่ปุ๋ย

หลังจากปลูกอะโวคาโดได้ 1 เดือน โดยใส่ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแตสเซียมอัตราส่วน 3:1:1 ทั้งนี้อาจให้โดยใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ผสมกับยูเรีย (46-0-0) อัตราส่วน 1:1 คลุกเคล้ากันให้เข้ากันแล้วใส่ต้นละ 200 กรัม แบ่งใส่ประมาณ 3 ครั้งต่อปี ทุก 3 เดือน ปีที่ 2 จะใส่ปุ๋ยผสมดังกล่าวข้างต้นในอัตรา 300 กรัม แบ่งใส่ประมาณ 4 ครั้งต่อปี เมื่อต้นอะโวคาโดอายุได้ 3 ปี จะเริ่มให้ผลผลิต ปริมาณการใส่ปุ๋ยต่อต้นจะเพิ่มขึ้นตามการให้ผลและปุ๋ยที่ใช้ควรเปลี่ยนไปใช้ปุ๋ยดังนี้

ในระยะต้นปีที่ 3 จะใส่ปุ๋ยเหมือนปีที่ 2 แต่ปริมาณปุ๋ยเพิ่มขึ้นเป็นต้นละ 400 กรัม ใส่ 2 ครั้งในช่วงต้นฤดูฝนและกลางฤดูฝน พอถึงปลายฤดูฝนราวๆเดือนตุลาคม จะเปลี่ยนเป็นปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสหรือโพแตสเซียมสูง เช่น 8-24-24 หรือ 9-24-24 ในดินร่วนปนทรายหรือดินทราย ส่วนดินร่วนเหนียวควรใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 500 กรัมต่อต้น เพื่อให้ต้นอะโวคาโดออกดอกดีและเมื่อติดผลแล้วจึงใส่ปุ๋ยอัตราส่วน 3:1:1 ใหม่

เพื่อให้ผลเจริญเติบโตดีและติดผลได้มากขึ้นโดยอาจใส่ปุ๋ยยูเรียผสมปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตราส่วน 1:1 เพิ่มขึ้นอีกต้นละ 500 กรัม ในปีต่อๆไปอาจใช้วิธีวัดระยะจากโคนต้นไปยังรอบทรงพุ่มเป็นว่ากว้างกี่เมตรซึ่งจะสามารถคำนวณปริมาณการให้ปุ๋ยเท่ากับจำนวนกี่กิโลกรัมของการให้ปุ๋ยในต้นอะโวคาโดที่ใส่ให้ในแต่ละปีก็ได้ ควรมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้กับต้นอะโวคาโดทุกปี โดยใช้วิธีหว่านคลุมต้นและปล่อยให้ย่อยสลายตัวเอง

3. การให้น้ำ

ในระยะที่ปลูกอะโวคาโดใหม่ๆ ควรให้น้ำแก่ต้นอะโวคาโดเพื่อให้ต้นเจริญเติบโตและมีรากแผ่กระจายโดยควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ดินชุ่มแต่อย่าให้น้ำขัง เพราะจะทำให้รากเน่าต้นตายได้ สำหรับแปลงปลูกที่มีระบบการให้น้ำจากชลประทานไม่จำเป็นต้องให้ทุกวัน โดยต้นอะโวคาโดปลูกใหม่ต้องการน้ำวันละประมาณ 15 ลิตรต่อต้น

ถ้าให้เว้นวันอาจให้ครั้งละ 30 ลิตรต่อต้น เมื่อต้นโตขึ้นปริมาณความต้องการน้ำจะมากขึ้น อาจเลือกวิธีการให้น้ำเป็นระบบน้ำหยดหรือมินิสปริงเกอร์บริเวณโคนต้นก็ได้ แล้วแต่ละพื้นที่ปลูกและเงินลงทุน เมื่อต้นอะโวคาโดถึงระยะที่จะออกดอกควรงดให้น้ำแก่อะโวคาโด แต่โดยปกติแล้วเป็นช่วงที่สิ้นสุดฤดูฝนและเข้าฤดูหนาว โดยสังเกตได้จากการเกิดตาดอกที่ยอด ซึ่งจะมีลักษณะตุ่มตาป้านกลมและช่อดอกจะเริ่มเจริญออกมา จึงเริ่มให้น้ำใหม่

4. การจัดทรงต้นเเละตัดเเต่งกิ่งอะโวคาโด

ไม่มีระบบการจัดทรงต้นและตัดแต่งกิ่งที่แน่นอน ต้นอะโวคาโดที่ปลูกใหม่จนถึงระยะก่อนออกดอกและติดผลจะตัดแต่งกิ่งเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่ต้องตัดแต่งกิ่งเลย ยกเว้นตัดแต่งกิ่งเพื่อเปลี่ยนแปลงลักษณะพุ่มต้น เช่น อะโวคาโดพันธุ์ที่มีพุ่มสูงมักจะตัดยอดลงเพื่อให้แตกกิ่งใหม่เป็นพุ่มแผ่กว้างออก

5. การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวก่อนการเก็บเกี่ยวอะโวคาโดต้องตรวจสอบว่าผลแก่เก็บเกี่ยวได้หรือไม่โดยพิจารณาถึงระยะเวลาที่เก็บเกี่ยวของอะโวกาโดแต่ละพันธุ์นั้นๆ จากนั้นทดลองเก็บผลบนต้นในระดับต่างๆประมาณ 6-8 ผลเพื่อผ่าดูเยื่อหุ้มเมล็ด หากเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นสีน้ำตาลทั้งหมดก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ นอกจากนี้ควรพิจารณาลักษณะภายนอกของผลเพื่อให้มั่นใจว่าผลแก่แล้ว

เนื่องจากบางครั้งในต้นเดียวกันอาจมีการออกดอก 2 ชุด ทำให้อายุของผลไม่เท่ากัน ในการเก็บเกี่ยวต้องให้มีขั้วผลติดอยู่กับผล หากขั้วผลหลุดออกจากผลจะทำให้ผลเสียหายได้ง่ายขณะบ่มให้สุก วิธีการเก็บเกี่ยวทำได้โดยเด็ดหรือใช้กรรไกรตัดขั้วผลหลุดออกจากกิ่ง อาจใช้บันไดปีนขึ้นไปเก็บหรือใช้ตะกร้อที่มีใบมีดตัดขั้ว สอยให้ติดขั้วหรือใช้กรรไกรด้ามยาวที่มีที่หนีบขั้วผลไว้ ไม่ให้ผลตกเสียหาย ควรระมัดระวังไม่ให้ผิวผลเสียหาย เมื่อเก็บแล้วให้ใส่ลงในภาชนะที่รองด้วยกระดาษหรือฟองน้ำที่ป้องกันความเสียหายได้ นำไปคัดแยกเอาผลที่ไม่ได้คุณภาพตามที่กำหนดออก ตัดขั้วผลให้สั้นลงเหลือเฉพาะส่วนฐานของขั้วที่ติดกับผล

ขอขอบคุณ : fourfarm.com

เคล็ดลับ เร่งรากโหระพา ด้วยสูตรง่ายๆ แค่ 3 วัน ให้ รากงอกไวรากงอก เต็ม

เคล็ดลับ เร่งรากโหระพา ด้วยสูตรง่ายๆ แค่ 3 วัน ให้ รากงอกไวรากงอก เต็ม  มีวิธีดังต่อไปนี้

ส่วนผสม

– ขวดพลาสติก 1 ใบ

– กระดาษปิดทึบ

– กิ่งโหระพา

– น้ำเปล่า

– กรรไกร

– เครื่องดื่มชูกำลัง

วิธีทำ

– ตัด ปากขวดนับจากด้านบนมาประมาณ 10 ซม.

– ใช้กระดาษพันรอบขวด จากนั้นใช้ยางรัดให้แน่น

– เอาขวดส่วนที่ตัด สวมกลับด้านลงไปในขวดเดิม

– นำน้ำ 1 แก้วผสมเครื่องดื่มชูกำลัง 1 ฝา แล้วเทใส่ขวดที่เราเตรียมไว้ให้กะว่ากิ่ง โห ระ พา ถึงกะน้ำพอดี

โห ระ พา

– นำกิ่ง โห ระ พา เอาใบล่างออกให้หมด แล้วจับกิ่งให้เสมอกัน เอาใส่ในขวดที่เตรียมไว้แล้วนำไปไว้ในที่ร่ม แค่นี้ประมาณ 3 วัน โห ระ พา ก็จะเริ่มรากออกมา ปล่อยไว้อีก 4-5 วันแล้วนำไปปลูกลงแปลงได้ปกติ

วิธีปลูก

– ทำการ พรวนดินที่แปลงที่จะปลูกให้ดินร่วนซุม ผสมดินปุ๋ยคอก ทำการผสมให้เข้ากัน

– นำกิ่ง โห ระ พา มาปักชำลงโดยใช้นุ่มกดดินทำเป็นหลุมก่อน นำกิ่งลงไปปลูกแล้วกลบดินอย่าแน่นมาก

– นำน้ำมารดให้ชุ่มพอ อย่าให้แฉะ ถ้ามีฟางก็เอาฟังคลุมต้นโหระพาที่ปลูกก่อนแล้วค่อยรดน้ำ

– หลังจากนั้นประมาณ 2-3 อาทิตย์ ค่อยทำการใส่ปุ๋ยคอกโรยลงไปบาง และจากนั้น 3 อาทิตย์ใส่ครั้งนึง รดน้ำพอชุ่มวันละ 1 เวลา เช้าหรือเย็นก็ได้

– และเมื่อ ต้น โห ระ พา โตเต็มให้เก็บเป็นประจำ เพราะจะทำให้ต้นมีใบใหม่ และอยู่ได้นานขึ้นกว่าปกติ

ขอขอบคุณ : fourfarm.com

เทคนิคปลูกแตงโมให้ได้ผลิตผลสวยงาม          

ประกิต เกิดขุมทอง เจ้าของไร่กิตรุ่งเรือง จ.สงขลา กูรูแตงโมภาคใต้ เป็นทั้งผู้ปลูกและผู้ขายแตงโม ที่ประสบการณ์ปลูกแตงโมมืออาชีพมากว่า 20 ปี เผยถึงสาเหตุที่เลือกปลูกแตงโมสายพันธุ์เมญ่า เพราะมีรูปทรงเป็นทรงหมอนยาว ผิวสีเขียวเข้มสลับลายตาข่าย ถือเป็นสายพันธุ์ดีพิมพ์นิยมของภาคใต้ ให้ลูกใหญ่ น้ำหนักเฉลี่ยมากถึง 4-7 กก. มีจุดเด่นคือสามารถไว้ลูกข้อใกล้ได้ เบ่งผลใหญ่ไส้ไม่แตก จึงถูกใจคนปลูกและคนขาย เนื้อแน่นละเอียด สีแดงสวย รสหวานชื่นใจถูกใจผู้บริโภค

ที่สำคัญสามารถปลูกได้ผลดีในทุกพื้นที่ แม้แตงโมเป็นพืชที่ไม่ชอบฝน แต่สายพันธุ์เมญ่าแกร่งมาก ทนทุกสถานการณ์ โตไว ทนฝนดี ไม่ว่าจะปลูกในหรือนอกฤดูกาลยังให้ผลิตผลเกรดเอสูงถึงกว่า 80% อยู่เสมอ”

ส่วนเคล็ดลับการปลูกแตงโมให้ได้ผลิตผลสวยงาม โดนใจตลาดนั้น ประกิต แนะนำให้รู้จักการแต่งแขนงและจัดเถา โดยเลือกแขนงที่สมบูรณ์ที่สุดไว้ต้นละ 3 แขนงเพื่อให้การออกดอกและติดผลดีขึ้น จากนั้นจัดเถาให้เป็นระเบียบไปในทิศทางเดียวกัน ง่ายต่อการจัดการแปลง ทั้งการดูแลกำจัดวัชพืช การผสมดอก และการเก็บเกี่ยว

การไว้ลูก ควรไว้ลูกที่ข้อ 13-15 คัดไว้เฉพาะลูกที่สมบูรณ์ที่สุดต้นละไม่เกิน 2 ลูกเพื่อให้ได้ผลิตผลเกรดเอ ผลทรงสวยงามที่สุด อย่างไร ก็ตาม ด้วยลักษณะพิเศษของสายพันธุ์เมญ่า ในฤดูร้อนสามารถไว้ลูกข้อใกล้ได้ตั้งแต่ข้อ 8 โดยไม่ทำให้ไส้แตกและยังคงคุณภาพเกรดเอของผลิตผลไว้ได้เหมือนเดิม

การต่อดอกด้วยมือเป็นขั้นตอนที่หลายๆ คนมักมองข้ามแต่จริงๆ แล้วมีผลอย่างมากต่อการติดลูกที่สมบูรณ์ คือไม่ควรให้การผสมเกสรเกิดขึ้นตามธรรมชาติด้วยแมลง เพราะไม่สามารถควบคุมได้ว่าดอกไหนได้รับการผสมไปแล้วหรือการผสมนั้นสมบูรณ์หรือไม่ จึงแนะนำให้ต่อดอกด้วยมือ ด้วยการเด็ดดอกตัวผู้ที่บานมาปลิดกลีบออก แล้วจึงแต้มให้ละอองเกสรตัวผู้สีเหลืองจับอยู่บนเกสรตัวเมียอย่างทั่วถึงกัน”

สำหรับการบำรุงด้วยปุ๋ย เจ้าของไร่กิตรุ่งเรืองแนะนำเน้นให้ความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงติดผล ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-24 ไร่ละ 5 กก. ให้ผ่านระบบน้ำ 2-3 วันครั้ง และในช่วงพัฒนาผลจะให้วันเว้นวัน เพื่อการขยายขนาดผลให้ใหญ่ ทรงสวย ช่วยเพิ่มความหวาน เนื้อแน่นกรอบ สร้างรสชาติที่ดีให้กับแตงโมเมญ่า

การป้องกันโรคจากเชื้อรา โดยเฉพาะการปลูกแตงโมในพื้นที่มีฝนตกชุก วิธีที่ดีที่สุดคือการจัดการแปลงให้มีการระบายน้ำดี ยกร่องสูงไม่น้อยกว่า 30 ซม. และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันเชื้อราในปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำการใช้งานตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมแปลงปลูก โดยสารป้องกันโรคพืชต่างๆ จะงดใช้ก่อนเก็บเกี่ยวผลิตผลอย่างน้อย 7-14 วัน.

ขอขอบคุณ : farmchannelthailand.com