แนะนำ 4 พืชสมุนไพร ปลูกไว้ติดบ้านช่วยดับกระหาย คลายร้อน

หลายคนรับรู้ได้ถึงอากาศร้อน และนับวันก็ยิ่งจะร้อนขึ้นๆ นอกจากการเปิดพัดลม เครื่องปรับอากาศ และหาอุปกรณ์คลายร้อนต่างๆ แล้ว การได้ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีดับร้อน แต่การจะเลือกน้ำหวาน น้ำอัดลมนั้นอาจส่งผลต่อสุขภาพ ดังนั้นจึงอยากแนะนำสมุนไพรเหล่านี้ให้ลองนำมาปลูกติดบ้านไว้เพื่อนำมาทำเครื่องดื่มแก้ร้อน

ใบบัวบก

แม้จะเป็นสมุนไพรกลิ่นไม่หอม แต่สรรพคุณของใบบัวบกนั้นช่วยดับร้อนได้เป็นอย่างดีรวมทั้งยังเป็นพืชที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งด้วย สำหรับการปลูกต้นใบบัวบกนั้นสามารถทำได้ทั้งการใช้เมล็ด และลำต้นหรือไหล ซึ่งการใช้วิธีนี้ถือเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วกว่าเมล็ด

ใบเตย

หลายคนคุ้นเคยกับการนำใบเตยมาทำขนม เพื่อเพิ่มสี และกลิ่นหอมชวนให้น่ารับประทานนอกจากนั้นใบเตยยังถูกนำไปทำเครื่องดื่มดับกระหายได้อีกด้วย และสรรพคุณของใบเตยนั้นช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี การปลูกใบเตยนั้นให้นำต้นเตยไปปักชำไว้บริเวณใกล้น้ำ โดยพื้นดินนั้นควรมีความชื้น แฉะพอสมควร


ตะไคร้

นับเป็นอีกหนึ่งพืชสมุนไพรประจำบ้านที่ใช้เพื่อดูแลสุขภาพ แม้จะมีรสปร่า แต่ก็มีกลิ่นหอม สรรพคุณของตะไคร้คือแก้เบื่ออาหาร บำรุงไฟธาตุให้เจริญ แก้โรคทางปัสสาวะ วิธีการปลูกตะไคร้คือให้นำต้นตะไคร้ปักลงดินเอียง 45 องศา หรือจะปลูกในกระถางก็ได้ หากมีพื้นที่จำกัด เมื่อปักต้นกล้าที่ปลูกแล้วก็รดน้ำอย่างสม่ำเสมอ 5-7 วัน หลังจากนั้นรากก็จะเริ่มงอก

เก๊กฮวย

เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น ช่วยดับร้อน ขับเหงื่อ และยังมีสรรพคุณป้องกันอาการความดันโลหิตสูง บำรุงหลอดเลือด แก้ไข บรรเทาอาการหน้ามืดเป็นลม สำหรับการปลูกเก๊กฮวยนั้นสามารถทำได้หลายวิธีทั้งการปลูกจากต้นกล้า นำกิ่งปักลงดิน แล้วรดน้ำในช่วงเย็นทุกวัน ใช้วิธีเด็ดยอดเพื่อให้แตกกิ่ง ช่วยทำให้ออกดอกมากยิ่งขึ้น

ขอขอบคุณ : www.sanook.com

มีหรือยัง! 8 ต้นไม้มงคล เสริมโชคเรียกทรัพย์ ปรับบ้านให้น่าอยู่

การปลูกต้นไม้มีข้อดีกว่าที่คิด นอกจากช่วยลดโลกร้อนอย่างที่รณรงค์กันอยู่แล้ว “ต้นไม้ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายเรา” อีกด้วย นอกจากการปลูกเพื่อความสวยงาม ช่วยให้ร่มเงาแล้ว ต้นไม้บางชนิดสามารถช่วยฟอกอากาศภายในบ้านได้ด้วย ทุกวันนี้มีหลายคนหันมาสนใจ “ปลูกไม้มงคล” เป็นจำนวนมาก

สำหรับสายมูก็ไม่เว้น สายมูอยากให้ปังก็ต้องมูทุกสิ่ง ไม่เว้นแม่แต่การเลือกปลูกต้นไม้ ส่วนใหญ่เราจะดูกันที่ชื่อของต้นไม้มงคลนั้นเป็นหลัก บางทีต้นไม้เสริมดวงก็มีทั้งต้นเล็ก ต้นใหญ่ ปลูกเอาได้ตามความสะดวก ใครที่กำลังมองหาต้นไม้มงคล หรือเป็นมือใหม่หัดปลูกแต่ไม่รู้จะปลูกต้นไม้อะไรดี ขอแนะนำต้นไม้มงคลที่ควรมีติดบ้าน หาซื้อได้ง่ายดังนี้

ลิ้นมังกร

ต้นลิ้นมังกร หรือเรียกอีกชื่อคือ หอกพระอินทร์ มีความเชื่อว่าเป็นอาวุธหนึ่งของพระอินทร์ เมื่อมีไว้ประจำบ้านจะช่วยคุ้มกัน ต่อสู้และปกป้องศัตรูจากอันตรายต่าง ๆ ภายนอก นอกจากนี้ยังเป็นไม้ฟอกอากาศซึ่งก็ได้ผลวิจัยว่า “ต้นลิ้นมังกร” มีลักษณะพิเศษกว่าพันธุ์ไม้ชนิดอื่น คือปล่อยออกซิเจนในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แทน ทำให้สามารถปลูกต้นลิ้นมังกรในบ้านได้โดยไม่มีอันตรายต่อคนในบ้าน

ต้นเศรษฐีเรือนใน

ต้นเศรษฐีเรือนในเป็นอีกหนึ่งในต้นไม้มงคล บางคนอาจปลูกเพราะความสวยงามของใบ แต่ถ้าสายมูแล้วล่ะก็ “ต้นเศรษฐีเรือนใน” ความหมายก็ตามลักษณะของชื่อเลย นั่นคือเพื่อเสริมสิริมงคล เสริมโชคลาภ เสริมดวงเรื่องเงิน ทั้งนี้ยังมีความเชื่อว่า หากปลูกแล้วออกดอกช่วงไหน ช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ได้รับความโชคดี อาจมีโชคมีลาภก้อนใหญ่รออยู่ นอกจากต้นเศรษฐีเรือนในจะเป็นต้นไม้เรียกทรัพย์แล้วยังฟอกอากาศได้อีกด้วย

ต้นว่านงาช้าง

ว่านงาช้าง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งต้นไม้ที่หลาย ๆ ท่านนั้นรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะมักจะถูกใช้ในการประดับและตกแต่งบ้าน ซึ่งต้นของมันนั้นก็อาจจะมีหลากหลายสายพันธุ์ ด้วยรูปทรงเหมือนงาช้าง ช่วยเสริมความเป็นสิริมงคล ค้าขายร่ำรวย และคนโบราณยังเชื่อว่าปลูกแล้วจะช่วยป้องกันภัยจากไสยศาสตร์ และยังฟอกอากาศได้ด้วย

ต้นนางกวัก

ต้นไม้มงคลปลูกแล้วรวยที่นิยมปลูกไว้ตามบ้านอีกต้นหนึ่งคือ ต้นนางกวัก คนไทยมีความเชื่อว่าการปลูกต้นนางกวัก จะเรียกเงินเรียกทองเข้าบ้านให้ผู้อยู่อาศัยรวยยิ่ง ๆ ขึ้นไป และยังกวักความโชคดีเข้าบ้านอีกด้วย เป็นต้นไม้มงคลที่เหมาะกับคนทำมาค้าขาย ปัจจุบันมีการเพาะออกมาหลากหลายพันธุ์ ทั้งกวักเงิน กวักทอง และกวักมหาเศรษฐี ก็สามารถเลือกปลูกได้ตามความชอบ

ต้นไผ่กวนอิม

ไผ่กวนอิมเป็นต้นไม้ที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีความเชื่อว่าปลูกแล้วจะช่วยนำเงินทอง โชคลาภ ความสุข และความเจริญมาสู่ผู้คนในบ้าน ยังช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและความรู้สึกไม่ดีออกไปด้วย อีกทั้งเป็นไม้ประดับบ้าน เลี้ยงง่าย ปลูกง่าย ใช้พื้นที่น้อย โดยการปลูกและจัดวางไผ่กวนอิมไว้แต่ละจุดภายในบ้านจะช่วยเสริมเรื่องต่าง ๆ เช่น ปลูกในห้องนั่งเล่น เสริมเรื่องสุขภาพ ปลูกในห้องกินข้าว เสริมเรื่องความอุดมสมบูรณ์ ปลูกในห้องทำงาน เสริมเรื่องความร่ำรวย ปลูกในห้องครัว เสริมเรื่องความสุขสงบภายในบ้าน หรือ ปลูกในห้องน้ำ เสริมเรื่องปรับสมดุลพลังชีวิต

ต้นพลูด่าง

พลูด่าง เป็นต้นไม้ที่ยมปลูกเอาไว้ในบ้าน เพราะไม่ต้องการแสงแดดมาก แต่เป็นพืชที่ต้องการน้ำมากจึงนิยมปลูกในกระถางที่มีน้ำหล่อเลี้ยงตลอดเวลา ต้นพลูด่างมีความเชื่อว่า ช่วยให้ชีวิตราบรื่นเป็นสุข มีคนมารักมีคนมาหลง และยังสามารถดูดซับสารพิษภายในบ้าน ช่วยให้บ้านดูสดชื่นร่มเย็นได้อีกด้วย

ต้นรวยล้นฟ้า

รวยล้นฟ้า เพียงแค่ได้ยินชื่อก็กินขาดในเรื่องของการรับทรัพย์อย่างไม่ขาดสายแล้ว ต้นรวยล้นฟ้าขึ้นชื่อว่าเป็นราชาไม้ประดับ ด้วยสีสันที่สวยงามสะดุดตา และเป็นไม้มงคลที่ได้รับความนิยมซึ่งเชื่อกันว่าถ้าหากประดับไว้ที่บ้านจะช่วยเสริมสิริมงคลและโชคลาภให้กับผู้ปลูก

ต้นกระบองเพชร

ใครว่าปลูกต้นไม้ที่มีหนามนั้นไม่ดี กระบอกเพชร หรือแคคตัส นอกจากมีขนาดเล็กน่ารักแล้ว ยังมีชื่อที่เป็นมงคลน่าปลูกมากอีกด้วย ใครอยากหาต้นไม้มาเลี้ยงสักต้นแต่มีพื้นที่จำกัด การปลูกต้นกระบองเพชรถือว่าตอบโจทย์มาก กระบองเพชรในแต่ละสายพันธ์ุล้วนแล้วมีความหมายที่แตกต่างกันไป มีความเชื่อว่าปลูกกระบอกเพชรเสริมโชคลาภ เพิ่มพูนเงินทอง หากปลูกไว้ในบ้าน จะทำให้กิจการก้าวหน้า จะได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเร็วขึ้น และจะพาโชคลาภมาสู่ครอบครัว และยิ่งไปกว่าหากกระบองเพชรเกิดดอกออกมาได้สวยงามเมื่อไร แสดงว่าผู้นั้นจะมีโชคลาภ จะได้เงินได้ทองไม่ขาดมือกันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดีต้นไม้มงคลเป็นแค่ความเชื่อ ที่ต่างก็เชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมในเรื่องของเงินทอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ที่ปลูกก็ต้องทำงานหาเงินกันด้วย เพราะการนอนอยู่เฉย ๆ ต้นไม้ไม่ช่วยให้รวยแน่ ๆ ส่วนถ้าใครที่ไม่ได้มีความเชื่อเรื่องพวกนี้ก็คิดว่าปลูกไว้ประดับบ้านสวย ๆ ชื่อเป็นมงคลความหมายดีก็เพียงพอ เปิดบ้านออกมาเห็นต้นไม้สีเขียว กับบรรยากาศเย็น ๆ ก็ทำให้สดชื่นและมีความสุขแล้ว

ขอขอบคุณ : www.sanook.com

10 ขั้นตอนทำปุ๋ยหมักจากวัชพืช ทำใช้เองที่บ้านได้ง่ายๆ

หากบ้านคุณเริ่มมีใบไม้ร่วง หรือเศษหญ้าหลังจากตัดแต่งสวน ถือเป็นจังหวะที่ดีในการทำปุ๋ยหมัก ซึ่งการทำปุ๋ยหมักนั้นต้องใช้ระยะเวลาในการหมัก มาดูกันว่า 10 ขั้นตอนทำกองปุ๋ยหมักเองที่บ้านนั้นต้องทำอย่างไร

วิธีทำปุ๋ยหมักจากวัชพืช

  1. การเลือกภาชนะ เลือกภาชนะสำหรับทำปุ๋ยหมักของคุณ และวางภาชนะนั้นไว้ในสวนที่มีหญ้าและค่อนข้างร่มรื่น คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าภาชนะบรรจุไม่มีก้นถัง เพราะกองปุ๋ยหมักควรสัมผัสกับพื้นโดยตรง และเป็นขนาดที่เหมาะสมสำหรับสมาชิกในบ้านคุณและครอบครัว คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าขนาดของภาชนะมันเหมาะกับทุกสิ่งที่คุณต้องการกำจัด แต่ไม่ควรใหญ่เกินไป 

  2. ปูฐานด้วยกิ่งไม้ กองกิ่งไม้จากก้นภาชนะกี่นิ้วที่ด้านล่างเพื่อช่วยผึ่งลม 

  3. สร้างความสมดุล หากต้องการทำปุ๋ยหมักให้ประสบความสำเร็จเรื่องความสมดุลระหว่างไนโตรเจน คาร์บอน น้ำ และอากาศต้องมีความสมดุลกัน 

  4. เตรียมการสับหรือแยกส่วนประกอบใหญ่ๆ ก่อนนำลงไปรวมลงในกองปุ๋ยหมัก 

  5. ส่วนผสมที่ดี ส่วนผสมที่ดีที่สุดสำหรับทำกองปุ๋ยหมักคือใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง ปุ๋ยคอก ผลไม้ ผัก เปลือกผลไม้ กากาแฟ ใบชา ไวน์เก่า อาหารแมวหรืออาหารสุนัข สมุนไพรเครื่องเทศเก่า หนังสือพิมพ์หั่นฝอย ฯลฯ 

  6. สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ นมและขนมปังที่เน่าและดึงดูดแมลง หรือศัตรูพืชรวมทั้งอาหารที่ผ่านการแปรรูปสูงเนื่องจากใช้เวลานานในการสลาย 

  7. ฝัง หากคิดจะเพิ่มอะไรเข้าไปใหม่ ให้ใช้วิธีฝังมันลงไปใต้กองมากกว่าที่จะวางไว้ด้านบนของกองปุ๋ยหมัก 

  8. ผึ่งลม ประมาณสัปดาห์ละครั้งคุณควรใช้จอบหรือพลั่วเพื่อคลุกเคล้าวัสดุรอบ ๆ และผึ่งลมกองปุ๋ยหมักเล็กน้อย 

  9. รดน้ำ หากสังเกตเห็นว่ากองปุ๋ยหมักแห้งเกินไปแล้ว คุณควรรดน้ำกองปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มความชื้นให้กองปุ๋ยหมักเล็กน้อย โดยเฉพาะเป็นวันที่อากาศร้อน อาจต้องคลุมกองปุ๋ยหมักไว้เพื่อรักษาความชื้น 

  10. พร้อมใช้ ปุ๋ยหมักของคุณควรพร้อมใช้งานหลังจากผ่านไปไม่กี่เดือน สิ่งที่จะสังเกตได้ก็คือหากกองปุ๋ยหมักนั้นเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม    

ขอขอบคุณ : www.sanook.com

7 ผักสวนครัวผักปลูกในร่ม ไม่โดนแดดก็ไม่ตาย เหมาะไว้วางในห้องครัว !!

 

ผักสวนครัวปลูกในร่ม มาดูผักไม่ชอบแดด 7 ชนิด เหมาะสำหรับปลูกในห้องครัว อยากมีผักสดไว้เก็บกิน มาปลูกผักในร่มกันเถอะ

           เนื่องจากหลายคนไม่มีพื้นที่จัดสวนหรือปลูกผักนอกบ้าน วันนี้กระปุกดอทคอมเลยรวมผักสวนครัวปลูกในร่มมาฝาก เป็นผักที่ไม่ชอบแดด ชอบแดดน้อย ๆ และโดนแดดบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ชอบโดนแดดโดยตรง เหมาะสำหรับปลูกในห้องครัวและในบ้าน อยากมีผักสด ๆ ไว้เก็บกินที่บ้าน มาดูกันว่ามีผักสวนครัวชนิดไหนบ้านที่เหมาะสำหรับปลูกในร่ม เช่น ในห้องครัว ไว้เก็บไปทำอาหารกันค่ะ

1. ผักชี

          ผักชี ชอบอยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำ ไม่โดนแดดจ้าโดยตรง เช่น พื้นที่ใกล้หน้าต่างที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกหรือตะวันออก และจะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีการระบายน้ำดี เช่น ปลูกในดินร่วนหรือกาบมะพร้าว การรดน้ำให้ดูที่หน้าดินก่อนทุกครั้ง หากหน้าดินเริ่มแห้งให้รดน้ำได้เลย แต่ถ้ายังชื้นอยู่มากก็ไม่จำเป็นต้องรด เพราะจะทำให้ดินแฉะเกินไป สามารถเพาะได้ด้วยการใช้เมล็ด โดยบดเม็ดให้แตกเป็น 2 ซีก แล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นผึ่งลมให้แห้ง ก่อนนำไปคลุกกับทรายหรือขี้เถ้า เมื่อเริ่มมีรากค่อยย้ายไปปลูกในกระถาง คลุมหน้าดินด้วยฟางหรือหญ้า รดน้ำให้ชุ่ม ใช้เวลาในการปลูกประมาณ 30-45 วัน จึงสามารถเก็บ ผักชี มากินได้

2. ต้นหอม

          ต้นหอม เป็นผักที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลและวัสดุที่นำมาปลูกด้วย เพราะมีผลกับขนาดของลำต้นและความกว้างของใบ โดยสามารถวางกระถางไว้ใกล้หน้าต่างได้ แต่ควรเป็นหน้าต่างที่อยู่ทางทิศตะวันออกหรือตะวันตก และโดนแดดบ้างอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง ต่อวัน เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความชื้นสูง นิยมเพาะด้วยการปักชำ เริ่มจากตัดต้นหอมเหนือราก 1.5-2 นิ้ว แล้วปักชำลงไปในดินผสมเปลือกถั่วลิสงบด แต่ละต้นควรปลูกให้ห่างกันอย่างน้อย 2 นิ้ว แล้วรดน้ำให้ชุ่ม ประมาณ 45 วัน จึงจะเก็บกินได้

3. ขิง

          ขิง สามารถปลูกได้ทุกจุด ยกเว้นพื้นที่ที่มีความร้อนสูงหรือโดนแดดโดยตรง และจะเจริญเติบโตได้ดีในที่ร่มหรือที่อุณหภูมิ 21 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 21 องศาเซลเซียส ปลูกขิงโดยการใช้เหง้าหรือขิงแก่อายุประมาณ 10-12 เดือนมาผึ่งลมให้แห้ง แล้วหั่นเป็นท่อนความยาวประมาณ 2 นิ้ว แต่ละท่อนควรมีตาติดอยู่ประมาณ 2-3 ตา แล้วปักลงไปในดินผสมปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอกหรือกากถั่ว เพื่อให้ดินโปร่ง และเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมี เพราะจะทำให้รากเน่า เมื่ออายุได้ 2 เดือนให้ใส่ปุ๋ยคอกและกลบดินที่โคน จากนั้นอีก 1 เดือนค่อยกลบโคนอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ ขิง แตกหน่อ

4. บล็อกโคลี

          บล็อกโคลี ผักแสนอร่อยที่นำมาทำได้หลากหลายเมนูชนิดนี้ แม้จะชอบที่ร่ม แต่ก็ควรโดนแดดวางไว้ในจุดที่มีแดดบ้างหรือโดนแดดอย่างน้อย 2-3 ชั่วต่อวัน และเจริญเติบโตได้ดีในดินที่สามารถระบายน้ำได้ดี เช่น ดินร่วนปนทราย เพาะพันธุ์ได้โดยนำต้นกล้ามาปลูกในดินแล้วรดน้ำให้ชุ่ม สัปดาห์แรกควรให้รดน้ำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง แล้วค่อยเพิ่มเป็นวันเว้นวัน หรือ 2-3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เมื่อเริ่มออกดอกเปลี่ยนเป็นรดน้ำวันละครั้ง หรือวันเว้นวัน หมั่นตัดแต่งใบทุก ๆ 10 วัน ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จึงจะเก็บดอกกินได้

5. แครอท

          แครอท ผักสีสันสดใสชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ในที่ร่ม แต่หากเพาะด้วยเมล็ด ช่วงแรก ๆ หลังหว่านเมล็ดควรวางกระถางไว้ในที่ที่โดนแดดอย่างน้อย 4-5 ชั่วโมง ต่อวัน และต้องหมั่นย้ายกระถาง ดินที่จะนำมาปลูก ควรใช้ดินร่วนผสมปุ๋ยหมักชีวภาพและแกลบดำ ในดินไม่ควรมีกรวด หิน หรือเศษไม้ เพราะจะทำให้แครอทงอ เสร็จแล้วคลุมด้วยฟาง รดน้ำให้ชุ่ม

6. ขึ้นฉ่าย

          ขึ้นฉ่าย จะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่มีอากาศเย็นหรือบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาถ้าปลูกขึ้นฉ่ายในฤดูร้อน หากนำไปวางในที่ร่มและมีความชื้นสูง นอกจากนี้ยังชอบดินที่มีความชื้นสูงแต่ไม่แฉะ เพาะด้วยการนำเมล็ดผสมกับทรายก่อนฝังลงในดิน แต่ละต้นควรปลูกให้ห่างกัน 2-3 นิ้ว เพื่อความสะดวกในการถอนแยก ใช้ฟางคลุมหน้าดิน ประมาณ 3 สัปดาห์ค่อยนำออก หมั่นรดน้ำทั้งเช้าและเย็น และเริ่มใส่ปุ๋ยบำรุงเมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 10-15 วัน 

7. ผักกาดหอม

          ผักกาดหอม เป็นผักที่ชอบอากาศเย็นและที่ร่ม ปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่จะจเริญเติบโตได้ดีที่สุดในดินที่มีการระบายน้ำดี เช่น ดินร่วน และเพาะด้วยเมล็ด โดยเริ่มจากตากดินก่อนปลูกประมาณ 7-10 วัน แล้วนำมาผสมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก จากนั้นโรยเมล็ดลงไป เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ ให้ถอนแยกต้นที่อ่อนแอทิ้ง และถอนแยกครั้งสุดท้าย เมื่อผักกาดหอมมีอายุได้ประมาณ 3 สัปดาห์ หมั่นรดน้ำทั้งเช้าและเย็น แต่ควรระวังไม่ให้น้ำเข้าปลี การเก็บเกี่ยวให้ตัดใบจากโคนไล่ขึ้นมา เพื่อให้ปลายแตกยอดต่อไปได้อีก

ขอขอบคุณ : home.kapook.com

เชื้อราในพืช ร้ายแค่ไหน ป้องกันยังไงให้หายขาด? [ที่นี่มีคำตอบ]

เชื้อราในพืช ถือว่าเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคในพืชที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นโรคที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรได้ค่อนข้างมาก เนื่องจากการระบาดมักมาพร้อมกับดิน ลม ฝน น้ำ และวัชพืชอยู่ตลอดทั้งปี

ดังนั้น การป้องกันเชื้อราจึงเป็นเรื่องที่เกษตรกรต้องใส่ใจและหมั่นหาวิธีป้องกันให้พืชปลอดจากโรคอยู่เสมอ แต่จะมีวิธีการไหนบ้างที่สามารถป้องกันโรคร้ายประเภทนี้ได้? ลองดูเทคนิคที่สรุปมาให้ในบทความนี้ได้เลย

เชื้อราในพืชคืออะไร?

ก่อนจะไปเรียนรู้เทคนิคที่ช่วยป้องกันเเละรักษาเชื้อราที่เกิดในพืช เกษตรกรมือใหม่ควรที่จะทำความรู้จักโรคในพืชชนิดนี้ให้ดีเสียก่อนว่า โรคเชื้อราในพืชนี้คืออะไร มีลักษณะอย่างไรบ้าง

สำหรับเชื้อราในพืช เป็นโรคที่พืชเเสดงอาการผิดปกติออกมา โดยบริเวณพืชที่เกิดโรคหรือแสดงอาการของโรค มักจะมีสัญลักษณ์ของเชื้อรา เช่น เส้นใย สปอร์ เกิดขึ้น ซึ่งเชื้อราเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น น้ำ ลม แมลง สัตว์ เครื่องมือการเกษตร มนุษย์ และสามารถติดไปกับเมล็ดพันธุ์ หรืออาศัยอยู่กับวัชพืชในแปลงก็ได้เช่นกัน

ซึ่งโรคราในพืชนี้เกิดขึ้นได้ในทุกส่วนของพืชไม่ว่าจะเป็น ใบ ราก โคน ผล เมล็ด ล้วนติดเชื้อราได้ทั้งนั้น จึงถือได้ว่าเป็นโรคที่พบเจอในพืชได้บ่อยมากที่สุด แถมในบางโรคยังทำการฟักตัวอยู่ในส่วนของพืชและดินเป็นเวลานานนับปี โรคนี้จึงสร้างผลกระทบและความเสียหายให้กับเกษตรกรได้ในวงกว้าง เพราะฉะนั้น จึงควรรีบจัดการกำจัดและหาทางป้องกันไว้ก่อนสายจะดีกว่า

วิธีการป้องกันเชื้อราในพืช

โรคเชื้อราในพืชมีมากมายหลายประเภทขึ้นอยู่กับกลุ่มเชื้อราที่ทำให้ติดโรค ดังนั้นจึงควรใช้วิธีการป้องกันและรักษาเชื้อราในพืชให้ถูกกับลักษณะของเชื้อราที่พบ ซึ่งในที่นี้ได้รวบรวมวิธีการป้องกันและดูแลพืชผักให้ปลอดเชื้อราในแต่ละประเภทได้ง่ายๆ ถึง 3 วิธีด้วยกัน คือ…

1. ใช้สมุนไพรกำจัดเชื้อราในพืช

การใช้สมุนไพรถือเป็นวิถีตามภูมิปัญญาชาวบ้านที่ละเลยไปไม่ได้ เพราะการใช้สมุนไพรในการรักษาเชื้อราในพืชถือเป็นวิธีที่ง่ายและปลอดภัย ไร้สารเคมี รวมถึงไม่ทำอันตรายทั้งฝั่งผู้ใช้และผู้บริโภคอีกด้วย

ส่วนสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยในการกำจัดเชื้อราในพืช จะเป็นสมุนไพรที่มีรสฝาด เช่น ขมิ้นชัน มะยม ใบชา การแฟ ข้าวโพด ถั่ว เปลือกเงาะ เปลือกมังคุด เปลือกและเมล็ดองุ่น เปลือกทับทิม ดอกและเปลือกแค ฝรั่ง มะกอกไทย หัวปลี หยวกกล้วย กล้วยน้ำว้า ลูกฉิ่ง ผักเม็กและผักกระโดน มะตูม มะขามป้อม ลูกหว้า เป็นต้น โดยเกษตรกรมักจะนำมาทำเป็นส่วนผสมในการทำน้ำหมักสมุนไพรหรือนำมาทำเป็นสารสกัดเพื่อรักษาเชื้อราเฉพาะโรค

ยกตัวอย่างเช่น การใช้เปลือกมังคุดในการรักษาและป้องกันเชื้อราในพืช ที่สามารถนำมาทำเป็นสารสกัด เพื่อกำจัดเชื้อราที่มากับน้ำฝน โดยเฉพาะโรคราน้ำค้างในพืชตระกูลเถาต่าง ๆ โรคราสนิม, ใบด่าง, รากเน่า ,โคนเน่า, แก้แคงเกอร์พริกกุ้งแห้ง เป็นต้น 

วิธีการทำสารสกัดจากเปลือกมังคุด

ให้นำเปลือกมังคุดแห้ง ทุบเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ขีด หมักกับแอลกอฮอล์ล้างแผล 1 ขวด (450 ซีซี) ให้หมักทิ้งไว้นาน 7 วัน หลังจากนั้นกรองเอาแต่น้ำมาใช้ฉีดพ่นป้องกันกำจัดเชื้อราโรคพืช ในอัตราการใช้ 2 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร

2. การใช้ด่างทับทิมกำจัดเชื้อราในพืช

นอกจากจะสามารถใช้ล้างผักและผลไม้ในครัวเรือนได้แล้ว ‘ด่างทับทิม’ ยังเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการกำจัดเชื้อราบางชนิดในพืช อย่างโรคแคงเกอร์หรือโรคขี้กลาก ในส้ม พริก มะนาว กล้วยไม้ และไม้ดอก ไม้ผลต่างๆ ได้ 

ซึ่งการใช้ด่างทับทิมมีข้อดีคือ มีราคาประหยัด แถมยังช่วยเกษตรกรลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งโดยใช้สารเคมีได้อย่างแน่นอน แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนว่า การใช้ด่างทับทิมเองก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันคือ หากใช้ไปนานๆ จะทำให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ตายไปด้วย ดังนั้น จึงไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน และควรเปลี่ยนไปใช้สารชีวภัณฑ์ เช่น ไตรโคเดอร์มา เพื่อรักษาจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์สำหรับพืชเอาไว้แทน

แจกสูตรการทำด่างทับทิมเพื่อป้องกันโรคเชื้อราจากพืช

ใช้ด่างทับทิม 50 กรัม ผสมน้ำ 1 ลิตรเพื่อทำหัวเชื้อ และนำหัวเชื้อที่ได้มากผสมน้ำ ในอัตราส่วนหัวเชื้อ 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หลังจากนั้นให้ทำไปฉีดพ่นที่พืชแบบกำหนดเฉพาะจุด เพื่อหลีกเลี่ยงความชื้นในใบและกิ่งซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เชื้อราเติบโตได้

3. การใช้จุลินทรีย์กำจัดเชื้อราในพืช

แต่สำหรับใครที่ต้องการความสะดวกสบายในการดูแลพืชผัก โดยเน้นไปที่ประสิทธิภาพการรักษาและป้องกันแบบ 100% ทางเลือกใช้การใช้จุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสารชีวภาพเพื่อกำจัดเชื้อราดูจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คุ้มค่า 

เพราะการใช้จุลินทรีย์เป็นการจัดการโรคพืชด้วยการควบคุมแบบธรรมชาติ หรือเลียนแบบธรรมชาติที่ไม่อันตรายต่อผู้ใช้งาน และสามารถใช้กำจัดโรคในพืชได้หลายโรค เช่น เชื้อไฟทอฟเทอร่า (Phytopthora spp.) สาเหตุโรคราที่ทําให้ผลร่วง, เชื้อราอัลเทอนาเรีย (Alternaria spp.) สาเหตุโรคใบจุดเน่าในพืชตระกูลกะหล่ำ, เชื้อราไรซอกโทเนีย (Rhizoctonia spp.) สาเหตุของโรคเน่าคอดิน กล้า ยุบ กล้าเน่า ทําให้ทุเรียนเป็นโรคใบติด เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีเชื้อจุลินทรีย์หรือเชื้อราหลายชนิดถูกนํามาผลิตจําหน่ายสําหรับเกษตร โดยชนิดที่ได้รับความนิยมอย่างมากเลยก็คือ เชื้อราไตรโคเดอร์มา ที่สามารถใช้ควบคุมเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคพืชได้ทุกชนิด

สรุป 

เชื้อราในพืช ถือเป็นหนึ่งโรคที่เกิดขึ้นง่ายและทำให้เกษตรกรรู้สึกปวดหัวอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการปลูกกลางแจ้งซึ่งมักจะต้องเผชิญกับโรค สิ่งเเวดล้อมที่แปรปรวน และแมลงหลบพักอยู่ทั่วไปแบบที่ไม่สามารถควบคุมได้  แต่จะทำอย่างไรให้เสียหายน้อยและสามารถป้องกันพืชให้มีผลผลิตที่สมบูรณ์ได้มากที่สุด?

ขอขอบคุณ : svgroup.co.th

เคล็ดลับ “แกล้งกะเพรา” ทำให้ต้นกะเพราสูงใหญ่ ออกใบเยอะ 

“กะเพรา” ถือเป็นผักสวนครัวที่ปลูกง่าย ใครพอมีพื้นที่สักนิด หรือแค่ที่วางกระถางต้นไม้เล็กๆ สักหน่อย แค่หว่านเมล็ด รดน้ำก็ปลูกขึ้นแล้ว แต่ถ้าใครกินบ่อยก็อาจจะแตกยอดไม่ทันใจนัก วันนี้เรามีเทคนิคให้ต้นกะเพราแตกใบเยอะๆ มาฝากกัน เป็นเคล็ดลับที่ไม่ลับของชาวสวนกะเพรา

โดยวิธีนั้นง่ายมากคือ ทุกๆ เช้าให้เด็ดยอดอ่อนของใบกะเพราทุกวัน (ยอดที่เป็นดอก) อย่าให้ออกดอกได้ เพราะเจ้าดอกกะเพรา คือ การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของมันถ้าเราคอยเด็ดดอกออก ต้นกะเพราก็จะเข้าใจว่าไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อได้ ทำให้ต้องรีบแตกหน่อ ออกดอก ออกใบให้เยอะขึ้น เป็นการแกล้งให้กะเพราเข้าใจผิด (คงเข้าใจผิดว่าจะสูญพันธุ์ต้องรีบ ออกดอก ออกลูก มาเพิ่ม )

“กะเพรา” เป็นทั้งอาหารและยาชั้นเลิศใช้ทางการแพทย์อายุรเวทมายาวนานกว่า 5 พันปี ในภาษาฮินดี เรียกว่า Tulsi หมายความว่า ไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้ กะเพรา มี 2 สายพันธุ์คือ กะเพราขาว และกะเพราแดง ประโยชน์ของกะเพราต่อร่างกายมีมากมาย ดังนี้

ด้านสมอง-อารมณ์ พบว่าช่วยลดความวิตกกังวล ความเครียดและอาการซึมเศร้าได้ ซึ่งลดความเครียด ปรับสมดุลธาตุในร่างกายและจิตใจด้านการมองเห็น พบว่า สารสกัดด้วยน้ำจากกะเพราแดง การลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกได้อีกทางหนึ่ง และมีการมองเห็นที่ดีขึ้น กะเพราแดงมีสารที่สำคัญต่อการมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน ลูทีน และซีแซนทีน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดได้ด้วย

ด้านระบบเมตาบอลิซึม (น้ำตาลในเลือด/ไขมันในเลือด) ชาวอินเดียและชาวปากีสถานใช้กะเพราทั้งแบบต้มน้ำกินและแบบผงเพื่อรักษาเบาหวาน หรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้านระบบทางเดินหายใจ ใบกะเพรามีเอกลักษณ์ด้านกลิ่นและรส คือ กลิ่นฉุนรสออกเผ็ดร้อน ส่งผลดีต่อระบบทางเดินหายใจ ตำรายาไทยระบุว่ากะเพราช่วยขับเสมหะ ขับเหงื่อ แก้ไข้ และมีการศึกษาในคนไข้หอบหืดยืนยันว่า กะเพราทำให้ปอดมีการทำงานดีขึ้น การหายใจสะดวกขึ้น และยังมีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย

ด้านระบบทางเดินอาหาร ตำรายาไทยใช้ใบและยอดกระเพราเป็นยาบำรุงธาตุ ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม แก้ปวดท้อง แก้อาการจุกเสียดในท้อง ทำให้เรอ แก้ท้องร่วง แก้คลื่นไส้อาเจียน
กะเพราแดง ประโยชน์เยอะ ควรปลูกติดบ้านไว้

ขอขอบคุณ : www.fourfarm.com

4 วิธีปลูกผักสวนครัวในพื้นที่น้อยสไตล์คนเมือง ปลูกทานเองได้ ปลอดภัย 100%

สำหรับคนยุคใหม่ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ และบ้านมีอาณาบริเวณไม่ได้กว้างขวางนัก อาจเห็นว่า การปลูกผักสวนครัวในพื้นที่น้อยๆ ที่มีอยู่เป็นเรื่องยาก ทั้งด้านการดูแลและเริ่มต้นลงมือทำ แต่รู้กันหรือเปล่าว่า จริงๆ แล้วมีเทคนิคการปลูกผักสวนครัวบนพื้นที่น้อย ที่ทำได้ง่าย เร็ว และเหมาะกับขนาดพื้นที่เล็กๆ อย่างคอนโดหรือบ้านในเมืองด้วยเหมือนกัน

วันนี้เราจึงอยากชวนให้ทุกคนมาลองจัดสรรปันส่วนพื้นที่เล็กๆ ที่ทุกคนมี ให้กลายเป็นแปลงผักขนาดย่อมที่สามารถลงมือปลูกผักในแบบฉบับคนเมืองที่ทั้งปลอดภัย แถมยังไม่ใช้สารเคมี กับ 4 วิธีการปลูกผักสวนครัวแบบง่ายๆ มือใหม่ก็หัดทำตามได้  ลองมาดูกันดีกว่าว่า จะมีวิธีไหนที่เหมาะกับพื้นที่บ้านในเมืองบ้าง ตามไปดูพร้อมๆ กันเลย 

ปลูกผักสวนครัวในกระถาง

สำหรับใครที่ไม่เคยทดลองปลูกผักสวนครัวเลย แนะนำให้ลองเลือกวิธีการปลูกผักสวนครัวในกระถางกันดู เพราะนอกจากจะทำได้ง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่แล้ว การปลูกผักสวนครัวในกระถางยังใช้พื้นที่ภายในบ้านแค่เล็กน้อยเท่านั้น

ปลูกไว้ในพื้นที่แบบไหนได้บ้าง

เพราะเป็นวิธีการที่ทั้งง่ายและสะดวก จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากปลูกผักสวนครัวแต่มีพื้นที่จำกัด อยากจะเลือกปลูกส่วนไหน บริเวณไหนของบ้านก็ได้ หรือสำหรับบางคนอาจจะมีพื้นที่เหลืออยู่บ้าง แต่สภาพดินไม่เหมาะสมการปลูกผักสวนครัวในกระถางก็จะช่วยทำให้เลือกซื้อดินและปุ๋ยที่เหมาะสมกับผักแต่ละชนิดมาปลูกเองได้ตามต้องการ

เทคนิคและข้อแนะนำ

สำหรับคนที่สนใจปลูกผักสวนครัวไว้ในกระถาง จะต้องคำนึงถึง 3 เรื่องหลักๆ ที่จะส่งผลให้ผักสวนครัวที่ปลูกผลิดอกออกใบ ไม่เหี่ยว เหลือง หรือแคระแกร็นจนไม่สามารถนำมารับประทานได้ ซึ่งเทคนิคที่เราอยากจะฝากไว้มีดังต่อไปนี้

1. รู้จักผักที่สามารถปลูกได้ 

การปลูกผักสวนครัวในกระถาง ไม่ได้ปลูกผักแล้วจะเจริญงอกงามไปเสียทุกชนิด แต่ควรเลือกปลูกเฉพาะผักสวนครัวที่หยั่งรากไม่ลึกมากจนเกินไป เพื่อให้ผักได้รับสารอาหารเท่าที่ต้องการ

นอกจากนี้ควรดูด้วยว่า บริเวณที่เตรียมไว้มีแสงแดดส่องถึงหรือไม่ หากไม่ได้มีแดดก็อาจจะเลือกซื้อเฉพาะผักที่ไม่ได้ชอบแดดมากนักมาปลูกแทน ตัวอย่างผักสวนครัวที่เหมาะจะปลูกในกระถาง เช่น ผักชี ต้นหอม คะน้า ผักบุ้งจีน ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ผักกาดหอม กะหล่ำปลี สะระแหน่ ขึ้นฉ่าย ตั้งโอ๋ เป็นต้น

2. รู้จักเลือกกระถางที่เหมาะสม

เพื่อการเจริญเติบโตของผักที่ดีควรจะเลือกซื้อกระถางที่มีก้นลึกไม่ต่ำกว่า 30 ซม. เพื่อให้มีพื้นที่ใส่ทั้งดิน, ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก และแกลบดำ รวมถึงสามารถขุดดินให้เป็นรูตรงกลาง แล้วนำกล้าผักที่เพาะไว้แล้วมาใส่ แล้วกลบด้วยดินปลูกได้ ไม่เช่นนั้นผักที่เลือกมาอาจจะไม่ได้สารอาหารและมีพื้นที่เหมาะสมพอที่จะโตต่อไปได้

3. รู้จักวิธีการปลูกที่เหมาะกับผักแต่ละชนิด

เราสามารถนำผักสวนครัวมาปลูกไว้ในกระถางด้วยวิธีการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น…

  • ใช้วิธีการหยอดเมล็ด : เป็นการหยอดเมล็ดลงหลุมที่เตรียมไว้ โดยกะระยะห่างที่เหมาะสมให้ผักพอที่จะเจริญเติบโตได้ ซึ่งผักที่นิยมปลูกโดยใช้เมล็ด ได้แก่ ผักชี, ผักบุ้งจีน, ตั้งโอ๋, ขึ้นฉ่าย เป็นต้น
  • ใช้วิธีปลูกด้วยต้นกล้า : เป็นการเพาะต้นกล้าให้อยู่ในระยะที่แข็งแรงพอจะนำมาเลี้ยงในกระถาง ถ้ารากฝอย ลำต้นสมบูรณ์พอก็ย้ายมาลงกระถางที่เตรียมไว้ได้เลย ผักที่นิยมปลูกวิธีนี้ ได้แก่ ผักคะน้า, ผักกาดขาว, ผักกาดเขียว, ผักกาดหอม, กะหล่ำปลี, ปูเล่, กะเพรา, โหระพา เป็นต้น
  • ใช้วิธีการปักชำ : ผักบางชนิดสามารถนำมาปักชำในกระถางได้เลย แต่อาจจะต้องเลือกความลึกที่เหมาะสม และใช้ไม้พยุงในขณะปักชำไว้ด้วย ผักที่นิยมปลูกวิธีนี้ ได้แก่ สะระแหน่, ชะพลู, หอมแบ่ง, ตะไคร้ เป็นต้น

ปลูกผักสวนครัวแนวตั้ง

การปลูกผักสวนครัวแบบแนวตั้ง เป็นวิธีการปลูกผักสวนครัวแบบง่ายๆ ใช้พื้นที่น้อย ขอแค่มีอุปกรณ์เป็นกระถางประดับผนัง-ระเบียง หรือจะเป็นตะแกรงแบบแขวนก็จัดการปลูกผักสวนครัวแบบออร์แกนิกไว้กินเองได้แล้ว 

ปลูกไว้ในพื้นที่แบบไหนได้บ้าง

ถือเป็นรูปแบบการปลูกพืชสวนครัวที่เหมาะกับคนยุคใหม่มากๆ เพราะสามารถทำได้ทุกพื้นที่ตั้งแต่คอนโด บ้าน ทาวน์เฮาส์ หรือแม้แต่ในอาคารสำนักงานที่ต่อให้มีพื้นที่น้อยแค่ไหนก็ลงมือทำได้ แถมยังเคลื่อนย้ายสะดวกด้วย

เทคนิคและข้อแนะนำ

การปลูกพืชสวนครัวแบบแนวตั้ง อาจจะเหมาะสำหรับคนมีพื้นที่น้อย แต่ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาดูแล เพราะมีรายละเอียดยิบย่อยพอสมควรที่ต้องรู้และต้องใช้ความเอาใจใส่ค่อนข้างมาก ซึ่งในที่นี้ได้รวบรวมคำแนะนำมาให้ 2 เรื่องด้วยกัน คือ…

1. เลือกผักที่มีอายุสั้น

เพราะการทำแปลงผักสวนครัวแนวตั้ง เป็นวิธีการปลูกผักที่ใช้ได้กับพืชบางชนิดเท่านั้น จึงควรเลือกชนิดของผักที่ปลูกง่าย อายุสั้น เพื่อให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไว และไม่ต้องใช้เวลาดูแลนาน เช่น ผักชี, ผักชีฝรั่ง, ต้นหอม, ขึ้นฉ่าย, พริก, โหระพา กะเพรา เป็นต้น  หรือถ้าเลือกปลูกผักทรงพุ่ม เช่น สลัด หรือ วอเตอร์เครส ก็ต้องทำเป็นสวนกระถางแนวตั้งที่ทำให้ผักสามารถเจริญเติบโตได้ดี เพราะถ้าเลือกภาชนะก้นตื้น หรือแคบไป ผักอาจจะโตไม่เต็มที่ แคะแกร็น และส่งผลต่อรสชาติได้ด้วย

2. จัดวางกระถางให้ดี

การปลูกผักสวนครัวแนวตั้ง ควรคำนึงถึงตอนดูแลให้มากเป็นพิเศษ ดังนั้น จึงต้องเอาใจใส่ในรูปแบบการวางกระถางที่ต้องสะดวกในการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย จึงไม่ควรวางให้สูงมากจนดูแลยาก และควรคำนึงถึงแสงแดดที่พอดี ไม่โดนเงาของอาคารบัง หรืออยู่ในที่ร่มที่ไม่โดนแดดเลย  นอกจากนี้ควรที่จะเว้นระยะห่างของกระบะบนชั้นให้เหมาะสม (ประมาณ 1 นิ้วต่อ 1 กระถาง) เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอให้ผักเติบโตได้ และง่ายต่อการดูแลด้วย

ปลูกผักสวนครัวแบบผสมผสาน

สำหรับคนที่อยากจะลองปลูกผักสวนครัวหลายๆ ชนิดแต่มีพื้นที่น้อย แนะนำให้ลองปลูกผักสวนครัวแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นการปลูกผักหลายชนิดในแปลงเดียวกัน โดยพืชผักแต่ละชนิดที่เลือกมา เราสามารถเลือกปลูกให้ผักเหล่านั้นเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันได้ เช่น กำจัดแมลง ลดการเกิดโรคบางโรค และส่งเสริมการเจริญเติบโตแบบไม่ต้องใช้สารเคมีได้อีกทางหนึ่ง

ปลูกไว้ในพื้นที่แบบไหนได้บ้าง

การปลูกผักสวนครัวแบบผสมผสาน จะเหมาะมากๆ กับคนที่มีพื้นที่บางส่วนให้ลงแปลงเล็กๆ อย่างบ้านจัดสรรหรืออาคารพาณิชย์ เพราะสามารถทำสวนหย่อมสำหรับปลูกผักสวนครัวแบบผสมผสานได้ง่าย และสามารถทดลองปลูกพืชได้หลายชนิดเท่าที่ต้องการ

เทคนิคและข้อแนะนำ

การปลูกผักสวนครัวแบบผสมผสานจะมีลักษณะเหมือนกับการลงแปลงปลูกผักโดยทั่วไป แต่จะมีความแตกต่างกันอยู่ข้อหนึ่งคือ ควรที่จะเลือกปลูกผักที่สามารถปลูกร่วมกันได้ ให้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน และถ้ามีเวลาก็แนะนำให้ลองปลูกผักสวนครัวแบบผสมผสานตามฤดูกาลด้วย ก็จะช่วยให้ได้ผักที่มีคุณภาพดี น่ารับประทานมากขึ้น

ตัวอย่างผักสวนครัวที่ปลูกรวมกันได้ เช่น กะหล่ำปลีหรือผักกาดขาว ปลูกแซมด้วยผักกาดแก้วหรือแครอท ซึ่งกลิ่นจากผักกาดแก้วและแครอทจะป้องกันไม่ให้หนอนผีเสื้อและหนอนใยผักเข้ามาทำลายกะหล่ำปลีหรือผักกาดขาวได้ด้วย เป็นต้น

ปลูกผักสวนครัวแบบไฮโดรโปนิกส์

หากใครเป็นคนที่มีเวลา อยากทดลองการปลูกผักสวนครัวในพื้นที่จำกัดแบบใหม่ๆ แนะนำให้ลองจัดพื้นที่ไว้สำหรับปลูกผักสวนครัวแบบไฮโดรโปนิกส์  เพราะนอกจากจะเป็นสวนเล็กๆ ที่เหมาะสำหรับคนมีพื้นที่ในการทำสวนแบบจำกัดแล้ว ยังเป็นการทำสวนแนวๆ วิทยาศาสตร์ ที่นำพืชมาปลูกในสารละลายธาตุอาหารพืช (Water  culture หรือ Hydroponics) โดยให้รากแช่ในสารละลายธาตุอาหารพืช  และบางส่วนสัมผัสอากาศ โดยไม่ต้องใช้ดินเลยสักนิดเดียว

ปลูกไว้ในพื้นที่แบบไหนได้บ้าง

เพราะเป็นวิธีการปลูกพืชสวนครัวที่ใช้อุปกรณ์ในการดูแลมากกว่าวิธีการปลูกพืชแบบอื่นๆ ก็อาจจะต้องจัดพื้นที่เฉพาะไว้ให้ง่ายต่อการดูแล สังเกตการณ์ และเคลื่อนย้าย ซึ่งก็ควรที่จะเป็นพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึง ฝนไม่สาด และอากาศไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป

เทคนิคและข้อแนะนำ

ขั้นตอนและสิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการปลูกผักสวนครัวแบบไฮโดรโปนิกส์มีรายละเอียดปลีกย่อยค่อนข้างมาก แต่ข้อแนะนำสำคัญสำหรับมือใหม่ที่อยากให้เริ่มต้นศึกษาและดูว่า การปลูกผักสวนครัวด้วยวิธีนี้จะเหมาะกับไลฟ์สไตล์จริงๆ หรือไม่ จะต้องเริ่มศึกษาจากระบบการปลูก ซึ่งจะมีนิยมใช้กันอยู่ประมาณ 2 วิธีด้วยกัน ได้แก่

  • NFT (Nutrient Film Technique) เป็นการปลูกผักโดยให้รากสัมผัสกับละลายธาตุอาหาร บนรางปลูกแบบต่อเนื่อง โดยสารละลายธาตุอาหารจะมีการไหลหมุนเวียนกลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งความยากคือต้องวางรางปลูกจึงต้องมีความลาดเอียง เพื่อให้น้ำที่ไหลผ่านรากมีปริมาณบางเท่าแผ่นฟิล์มเท่านั้น พืชถึงจะเติบโตได้ดี
  • DFT (Deep Flow Technique) เป็นการปลูกพืชโดยให้รากสัมผัสกับสารอาหารในน้ำลึก 3-5 เซนติเมตร ซึ่งวิธีนี้ทำให้ปลูกผักในท่อน้ำ กล่องโฟม ถังน้ำ หรือแม้กระทั่งขวดพลาสติกได้ง่ายๆ 

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการควบคุมแสงที่ต้องการแสงอย่างน้อย 3-6 ชั่วโมงต่อวัน  ซึ่งก็จะต้องเตรียมทั้งเรื่องของอุปกรณ์ และสถานที่ให้พร้อมสำหรับการปลูกมากกว่าวิธีการปลูกผักสวนครัวในรูปแบบอื่นๆ แต่ถ้าใครมีเวลาและอยากจะลองควบคุมน้ำ ธาตุอาหาร แสง และอุณหภูมิ เพื่อให้ผักเติบโตได้ดังใจ วิธีนี้ก็เป็นวิธีการปลูกผักที่สนุกอีกวิธีหนึ่งเหมือนกัน

สรุป 

และทั้งหมดนี้คือ วิธีการปลูกพืชสวนครัวที่ใช้พื้นที่น้อย ประหยัด และปลอดภัยจากสารเคมีแบบ 100% แต่สำหรับใครที่อยากให้ผักสวนครัวที่ตัวเองปลูกมีใบสวย พร้อมเก็บเกี่ยวแบบเต็มที่ และไม่มีเเบคทีเรียหรือหนอนมารบกวนใจ การใช้ชีวภัณฑ์จำพวกกำจัดเชื้อรา หรือกำจัดศัตรูพืช ที่ช่วยให้พืชสามารถสร้างภูมิคุ้มกัน และเจริญเติบโตได้ตามปกติแบบปราศจากเคมี ก็ถือว่าเป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้การปลูกผักสวนครัวของคุณสะดวกและง่ายต่อการดูแลมากขึ้นด้วย

ขอขอบคุณ : shop.grotech.co

เตือนเกษตรกร ระวังโรคเน่าเละในผักตระกูลกะ หล่ำ และผักกาด

เตือนเกษตรกร ในช่วงที่ มีฝนฟ้าคะนองตกหนักบางแห่ง และมีความชื้นในอากาศสูง เกษตรกรที่ปลูกผักตระกูลกะ หล่ำ และผักกาด อาทิ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และกวางตุ้ง ให้เตรียมรับมือในการระบาดของโรคเน่าเละ ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช สำหรับโรคเน่าเละจะแสดงอาการเริ่มแรกพบบนใบหรือบริเวณลำต้นมีแผล เป็นจุดฉ่ำน้ำเล็กๆ ต่อมาแผลจะขยายลุกลามเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลไหม้ ส่วนเนื้อเยื่อพืชบริเวณแผลจะยุบตัวลง และจะมีเมือกกลิ่นเหม็นฉุนเยิ้มออกมาภายนอก จากนั้นต้นพืชจะเน่ายุบตายไปทั้งต้น โรคเน่าเละจะพบระบาดมากในช่วงฤดูฝน ซึ่งแบคทีเรียจะสามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของพืชทั้งในสภาพไร่และในโรงเก็บ

Cos Lettuce on White Background

สำหรับแนวทางในการป้องกันและแก้ไข หากเริ่มพบอาการของโรคเน่า เละในแปลงปลูก ให้เกษตรกรรีบขุดต้นพืชที่เป็นโรค และเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที หลีกเลี่ยงการทำให้ส่วนต่างๆ ของพืชเกิดแผล ซึ่งแผลจะเป็นช่องทางให้เชื้อสาเหตุของโรคเข้าทำลายพืชได้ง่าย อีกทั้งเกษตรกรควรล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ทางการเกษตรต่างๆ ให้สะอาด และผึ่งแดดให้แห้งหลังการใช้งานทุกครั้งอยู่เสมอ เมื่อได้นำไปใช้กับต้นที่เป็นโรคในแปลงที่มีการระบาดก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ในครั้งต่อไป

นอกจากนี้ หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เกษตรกรควรไถกลบเศษพืชผักทันที และก่อนการปลูกพืช เกษตรกรควรไถพรวนพลิกหน้าดินให้ลึกจากผิวดินเกินกว่า 20 เซนติเมตร ให้ดินได้ตากแดดไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ และไถกลบพลิกหน้าดินอีกครั้ง เพื่อทำลายเชื้อสาเหตุของโรคที่ติดอยู่กับเศษซากพืช ช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก และป้องกันการสะสมของเชื้อสาเหตุของโรคในดิน สำหรับพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค ให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน อาทิ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และข้าวโพด เป็นต้น ส่วนในฤดูปลูกถัดไป เกษตรกรควรเลือกพื้นที่ปลูกที่มีการระบายน้ำที่ดี และไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน

ขอขอบคุณ : เกษตรทันข่าว.com

เทคนิคปลูก ‘กระเจี๊ยบเขียว’ ผักพื้นบ้านมากประโยชน์

กระเจี๊ยบเขียว’ มีลักษณะเป็นฝักสีเขียว รูปทรงเรียวยาว คล้ายกับนิ้วมือ ส่วนปลายโค้งเล็กน้อย ฝักมีสันเป็นเหลี่ยมตามยาว 5 เหลี่ยม มีขนอ่อน ๆ อยู่ทั่วฝัก กระเจี๊ยบเขียวเป็นผักพื้นบ้านที่หลายคนให้ความสนใจ เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

สรรพคุณทางยาของกระเจี๊ยบเขียว

– มีสารกลูตาไธโอน เป็นสารต้านการเกิดอนุมูลอิสระ

– ช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหาร

– ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

– ช่วยให้ลำไส้ใหญ่ดูดซึมน้ำตาลได้อย่างคงที่

– รักษาโรคความดันโลหิต และควบคุมความดันให้เป็นปกติ

– รักษาหลอดเลือดตีบตัน

– ช่วยแก้อาการหวัด รักษาโรคหวัด

– รักษาโรคกรดไหลย้อน

– มีโฟเลตสูง หากรับประทานเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของทารกในครรภ์และช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดงได้

– มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย

ข้อควรระวังในการรับประทานกระเจี๊ยบเขียว

– คนที่มีปัญหาเกี่ยวลำไส้หรือระบบทางเดินอาหารควรรับประทานแต่พอดี เพราะกระเจี๊ยบเขียวมีคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร

– กระเจี๊ยบเขียวมีออกซาเลตสูง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดนิ่วในไตได้

– คนที่กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่ควรรับประทานกระเจี๊ยบเขียวมากเกินไป

– ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการใช้กระเจี๊ยบเขียวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพราะอาจทำปฏิกิริยากับยา รักษาโรคเบาหวานที่ใช้อยู่ได้

วิธีการปลูก กระเจี๊ยบเขียว

พันธุ์กระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียว มีพันธุ์ต่าง ๆ มากมายซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งความสูงของต้น ความยาวของฝักและสีฝัก พันธุ์พื้นเมืองเดิมจะมีเหลี่ยมบนฝักมากประมาณ 7-10 เหลี่ยม พันธุ์กระเจี๊ยบเขียวที่ใช้ปลูกเพื่อการส่งออกฝักสด และแช่แข็ง จะต้องเป็นพันธุ์ที่มีฝัก 5 เหลี่ยม สีฝักเขียวเข้ม มีเส้นใยน้อย ลำต้นเตี้ย ผิวฝักมีขนละเอียด ฝักดกให้ผลผลิตสูง ผู้สนใจหาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ หรือหาข้อมูลสั่งซื้อได้ง่ายๆทางอินเตอร์เน็ต

วิธีการปลูก กระเจี๊ยบเขียว

การเตรียมดิน ขุดไถดินด้วยผาล 3 ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 15-20 วันเพื่อกำจัดโรค พืช และศัตรูพืช จากนั้นหว่านปุ๋ยคอกเสริมคอกเสริมธาตุอาหารในดินประมาณ 0.5-1 ต้นต่อไร่ อาจเลือกติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ หรือ เลือกปล่อยน้ำเข้าร่องแปลงก็ได้ จัดระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 1 เมตร (พร้อมร่องน้ำประมาณ 50 เซนติเมตร)

วิธีปลูก กระเจี๊ยบเขียวสามารถทำการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด โดยนำเมล็ดพันธุ์แช่น้ำหมักชีวภาพนาน 15 – 20 นาที เพื่อกำจัดโรคที่อาจติดตามมากับเมล็ดพันธุ์ จากนั้นนำมาผึ่งให้แห้ง ในที่ร่ม ก่อนนำไปปลูกลงแปลงใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1 กิโลกรัม/ไร่ สามารถนำเมล็ดพันธุ์มาทำการเพาะปลูกได้ โดยเลือกเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ ตรงตามสายพันธุ์ที่ต้องการ จากนั้นนำลงแปลงปลูกได้เลย โดยใช้นิ้วจิ้มดินเป็นหลุมเล็กก่อนหยอดเมล็ดพันธุ์ประมาณ 3 เมล็ดต่อหลุม จากนั้นประมาณ 45 วัน จึงพร้อมเริ่มเก็บเกี่ยวได้

วิธีดูแลรักษากระเจี๊ยบเขียว

การให้น้ำ ในกรณีติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ ควรรดน้ำทุก 2 วัน ครั้ง นานครั้งละ 10-15 นาทีหากต้องการปล่อยน้ำตามร่อง ควรให้อาทิตย์ละครั้ง เนื่องจากกระเจี๊ยบเขียวเป็นพืช ที่ทนสภาพความแห้งแล้งได้ดี

การใส่ปุ๋ย บำรุงด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักชีวภาพ ก่อนเข้าสู่ช่วงการเก็บเกี่ยว ใส่ ประมาณ 10-20 กิโลกรัม / ไร่ บำรุงเสริม และควรเสริมความต้านทานโรค ในช่วงระยะเก็บเกี่ยวฝักด้วยน้ำหมักชีวภาพ ฉีดพ่นทางใบทุก 7-10 วันครั้ง หรือใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 การใช้ปุ๋ยไนโตรเจน อาจใช้ในช่วงแรกก่อนติดฝักและหลังจากตัดต้นเพื่อเร่งการแตกกิ่งแขนง อัตราใส่ปุ๋ยโดยปกติ 20 วันต่อครั้ง ปริมาณปุ๋ย 10-25 กก./ไร่/ครั้งตามความอุดมสมบูรณ์ของดิน ซึ่งใช้ปุ๋ยประมาณ 75-100 กก.ต่อไร่ต่อฤดูปลูก ทั้งนี้ขึ้นกับความยาวนานของการเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วย

การป้องกันและกำจัดศัตรูพืช โดยมากกระเจี๊ยบเขียวจะมีศัตรูพืชจำพวก แมลงหวี่ขาวเพลี้ยไฟ และเพลี้ยจักจั่น ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการใช้น้ำส้มควันไม้ ฉีดพ่น ทุก7 วันครั้งหรือในช่วงระบาด

กระเจี๊ยบเขียว วิธีการเก็บเกี่ยว

เมื่อกระเจี๊ยบเขียวอายุต้นครบ 45 วันจะเริ่มทำการเก็บเกี่ยวกระเจี๊ยบเขียวได้ เก็บได้วันละ 1 ฝักตลอด90วันหรือนานกว่านั้นเล็กน้อย เฉลี่ยการเก็บเกี่ยวประมาณ 90 ฝักต่อต้นต่อรุ่น การเก็บควรใช้มีดคมตัดให้ขาดครั้งเดียว และไม่ควรเก็บใส่รวมกันครั้งละมากๆเพื่อป้องกันฝักช้ำ

ขอขอบคุณ : farmchannelthailand.com

วิธีเตรียมดินปลูกผัก ช่วยให้พืชทั้งงามและแข็งแรง ด้วยวิธีธรรมชาติ [ใครก็ทำตามได้]

สมัยนี้ใครๆ ก็หันมาปลูกผักสำหรับรับประทานเองกันเยอะมากขึ้น บางคนอาจจะใช้ดินสำเร็จรูปที่มีขายทั่วไปในการเริ่มต้นปลูก แต่สำหรับบางคนก็อยากจะผสมดินเองด้วยวัสดุที่มีอยู่รอบบ้านหรือหาได้ง่าย และทำให้ผักเจริญเติบโตได้ดีจากวัสดุธรรมชาติรอบตัว ซึ่งการผสมดินเองก็มีมากมายหลายวิธีขึ้นอยู่กับลักษณะของการปลูกที่ต้องการ

และเพื่อให้คุณสามารถเตรียมดินปลูกพืชได้อย่างถูกต้อง วันนี้เราจึงไม่พลาดที่จะนำ 2 วิธีเตรียมดินปลูกผักสำหรับคนที่อยากปลูกผักในภาชนะ และต้องการปลูกลงแปลงแบบเป็นกิจจะลักษณะที่ทั้งน่าสนใจ และปลอดภัยมาฝากกัน แต่จะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ตามไปดูพร้อมๆ กันเลย!

การเตรียมดินปลูกผักในภาชนะต่างๆ

สำหรับใครที่ต้องการเริ่มต้นทำสวนเล็กๆ ไว้รอบบ้าน แนะนำให้เริ่มศึกษาขั้นตอนการเตรียมดินปลูกผักลงภาชนะต่างๆ ทั้งกระถาง กระบะ ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะกับคนทั่วไปที่ต้องการปลูกผักสวนครัวเล็กๆ ไว้สำหรับรับประทานเองง่ายๆ ในพื้นที่จำกัดอย่างบ้านหรืออาคารพักอาศัย  ซึ่งขั้นตอนการเตรียมดินถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการปลูกผักเป็นอย่างมาก โดยที่จะต้องเตรียมดินตาม 6 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้เพื่อให้ดินดีมีคุณภาพและเหมาะสมกับการปลูกในภาชนะให้มากที่สุด

  1. เตรียมดินที่ดีพอ จะทำให้ผักเติบโตได้ด้วยตัวเองโดยการเลือกดินร่วนที่มีเศษพืชสดผสม หรือวัชพืชเพื่อใช้ในการปรับปรุงดินให้ดีขึ้น โดยเคล็ดลับจากส่วนนี้คือ รากวัชพืชที่มีจะช่วยขุดดินที่จับเป็นก้อนให้โปร่งและร่วนซุย เปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่ว่าวัชพืชไม่มีประโยชน์ไปโดยสิ้นเชิง
  2. เริ่มต้นพรวนดิน โดยการพรวนดินจะไม่ใช้จอบ และต้องนำดินจากข้างล่างมาข้างบนหรือพลิกดินขึ้นมา ซึ่งดินที่ได้จะเป็นก้อนแข็งและไม่แตกตัว เราต้องทำให้ดินแตกตัวออกกลายเป็นดินร่วน อาจใช้หรือใช้เหล็กแทงหญ้า หรือหางปลาแทงไปที่ดินเรื่อยๆ จนกว่าดินจะโปร่งออก แต่ถ้าหากปลูกผักไว้แค่ในกระถางเล็กๆ อาจจะใช้ช้อนพรวนแทงลงไปแล้วดึงขึ้นมาเพื่อให้ดินร่วนง่ายขึ้น
  3. หลังจากขุดดินเสร็จ ให้นำดินมาผึ่งแดดเพื่อกำจัดเชื้อโรคและแมลงบางชนิด
  4. ในช่วงที่กำลังผึ่งแดดให้ย่อยดินด้วยการเก็บเศษหญ้าและวัสดุอื่นที่ปนอยู่ในดินออก
  5. ส่วนภาชนะหรือกระถางที่บ่มดินเอาไว้ ให้นำมาโดนแดดได้บ้าง แต่ต้องไม่ให้ดินปล่อยให้แห้ง เพราะดินจะแตกและแข็งเกินกว่าจะนำมาปลูกพืชได้
  6. นอกจากนี้ควรปรับปรุงและบำรุงดินเพิ่ม เพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ และช่วยเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชด้วยอาหารเสริมพืช เช่น ฮิวมิค  ชีวภัณฑ์ที่ใช้ได้ตั้งแต่ปรับสภาพดินและเป็นอาหารเสริมให้กับพืช โดยปราศจากอันตรายทั้งต่อพืชและผู้ใช้ และมูลไส้เดือน ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ช่วยป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อโรคในดินสามารถช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินได้อีกด้วย

การเตรียมดินปลูกผักในแปลง

สำหรับใครที่อยากเริ่มปลูกผักแบบจริงจังขึ้นมาหน่อย อาจจะเริ่มลงมือเตรียมดินไว้สำหรับปลูกผักในแปลง ซึ่ง เหมาะกับคนที่มีพื้นที่รอบบ้านเพียงพอ และมีดินที่จะสามารถใช้ลงผักได้ โดยมีขั้นตอนการเตรียมดิน ดังนี้

  • ทดสอบการเตรียมดิน ก่อนจะเริ่มต้นลงมือปลูกหรือทำการเตรียมดิน ควรตรวจสอบคุณภาพของดินเสียก่อน โดยต้องคำนึงถึงการดูดซึมน้ำของดิน อุ้มน้ำของดินและการระบายน้ำเพราะถ้าหากดินไม่อุ้มน้ำเลยต้นผักอาจจะเหี่ยวเฉา เพราะขาดน้ำมาเลี้ยงลำต้นและใบ ซึ่งถ้าคุณภาพดินไม่ดีเช่นนี้ ควรบำรุงด้วยชีวภัณฑ์อย่าง ฮิวมิค ที่ช่วยในเรื่องการอุ้มน้ำจากการปรับปรุงโครงสร้างดินที่ เหนียว แน่น แข็ง ให้ร่วนซุย จึงช่วยทำให้ดินดูดซับน้ำได้ดี และกักเก็บความชื้นได้นานมากขึ้นนั่นเอง
  • การเตรียมดินชั้นแรก ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการเตรียมดินปลูกผัก โดนจะต้องกำหนดความลึกของดินตามต้องการ ซึ่งจะมีผลไปถึงการรักษาคุณสมบัติของดินและความชื้นในดิน ทำให้ดินร่วนระบายน้ำและอากาศได้ดีมากขึ้น โดยการใช้จอบสองง่าม ขุดพลิกดินให้ลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร เมื่อพลิกดินเสร็จ ต้องตากดินให้แห้ง เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดินและแมลงศัตรูที่อยู่ในดิน โดยใช้เวลาประมาณ 7 วัน
  • การเตรียมดินชั้นที่สอง หลังจากนั้นเป็นขั้นตอนการเตรียมดินต่อเนื่องจากการขุดพลิกดิน คือการพรวนหรือย่อยดินให้แตกเป็นก้อนเล็กลง เพื่อให้มีสภาพเหมาะสมกับเมล็ดหรือกล้าที่จะปลูก โดยการใช้คราด ลูกกลิ้งขนาดเบาหรือจอบเกลี่ยปรับหน้าดิน และย่อยดินให้มีขนาดเล็กลง
  • ปรับสภาพดินให้สมบูรณ์ ทำปรับสภาพหน้าดินด้วยปูนขาวที่มีความเป็นกรดสูง นำปุ๋ยหมัก, ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์อื่นๆ มาใส่เพิ่มเติม เพื่อให้ดินอุดมสมบูรณ์มากขึ้น หลังจากนั้นคลุกเคล้าส่วนผสมต่างๆ ให้เข้ากับดิน รดน้ำให้ชุ่มและเตรียมหว่านเมล็ดหรือปลูกกล้าต่อไป

หมายเหตุ: การทำสวนผักให้ได้ผลดีนั้น ไม่ควรทำเป็นแปลงใหญ่โตเหมือนการปลูกพืชไร่อื่น ๆ รวมถึงต้องทำในเนื้อที่จำกัดเท่าที่กำลังแรงงานและความสามารถในการปรับปรุงดินจะทำได้ อีกทั้งยังต้องการดูแลเอาใจใส่พืชผักอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามต้องการ

ขอขอบคุณ : shop.grotech.co