ปลูกดาวเรือง…📌ลองแค่แปลงเดียว..ได้ดอกจัมโบ้เพิ่มขึ้นเท่าตัว ‼️

📌ลองแค่แปลงเดียว..ได้ดอกจัมโบ้เพิ่มขึ้นเท่าตัว ‼️
💯อาหารพืชครบถ้วน ติดดอกง่าย พุ่งไว หนอนหายเกลี้ยง
บำรุงง่ายในขั้นตอนเดียว 📲https://youtu.be/W4S9lsvXp6U

✅ประหยัดได้ต้องประหยัดแต่ผลผลิตต้องดีด้วย ‘ซุปเปอร์เพียว’
ใช้ปุ๋ยน้อย ลดยาฆ่าแมลง ❌ไม่ต้องใส่ฮอร์โมนเพิ่ม❌
ขวดเดียวบำรุงครบทั้งวิตามินพืช+วัควีนพืช💚💜

สั่งเพียวทักแชทอินบ็อกจ้า 📲 https://m.me/kasetpurepure

☎️ปรึกษาปัญหาพืชฟรี : 02-104-9999
🖥 รีวิว https://bit.ly/เกษตรเพียวเพียว
📲 ไลน์ @KasetPure หรือกด 👇
http://line.me/ti/p/%40kasetpure

📸 ชมภาพ www.instagram.com/kasetpurepure
👉 ยูทูป www.youtube.com/kasetpurepure
👯‍♀ ติ๊กต๊อก www.tiktok.com/@kasetpure

ปลูกดาวเรือง #ดาวเรือง #เกษตรอินทรีย์

ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต #เพียวสินค้าเกษตรยอดนิยม

วิธีปลูกหน่อไม้ฝรั่งกินเองก็ได้ทำขายก็ดี

หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชผักที่ได้รับความสนใจมากในปัจจุบัน เพราะเป็นพืชที่มีแนวโน้มในด้านความต้องการของตลาดสูง ทั้งการส่งออกในรูปหน่อสดและอุตสาหกรรมแปรรูป ดังนั้นเกษตรกรจึงเริ่มหันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งกันมากขึ้นๆ

1. เมล็ดพันธุ์

เมล็ดพันธุ์ที่ดีควรจะมีอัตราความงอกสูง (โดยดูจากฉลากที่ติดมากับกระป๋อง) มีความบริสุทธิ์ตรงตามพันธุ์ที่กำหนดไว้ เมล็ดพันธุ์ที่บรรจุกระป๋องจำหน่ายในปัจจุบันหนัก 1 ปอนด์ (453.6 กรัม)

จะมีเมล็ดประมาณ 13,000-23,000 เมล็ดแล้วแต่พันธุ์ ซึ่งสามารถเพาะเมล็ดแล้วให้ต้นกล้าสำหรับย้ายปลูกได้ 2-4 ไร่ โดยจะใช้พื้นที่เพาะกล้าประมาณ 500-600 ตารางเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราความงอกของเมล็ดตลอดจนเทคนิคและวิธีการเพาะกล้าของผู้ปลูก

2.การเตรียมแปลงเพาะกล้า

ดินเป็นดินร่วนปนทรายหรือปรับปรุงให้ร่วนซุยโดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่หมักสมบูรณ์แล้ว ควรเป็นที่ที่ปราศจากวัชพืช เช่น แห้วหมู หญ้าแพรก หญ้าปล้อง หรือได้กำจัดวัชพืชจนหมดแล้ว เมื่อเลือกที่ได้แล้วทำการขุดหรือไถดินให้ลึก เก็บวัชพืชออกให้หมดและตากดินไว้ประมาณ 10-15 วัน จากนั้นจึงย่อยดินให้ละเอียดและใส่วัสดุปรับปรุงดิน

3. วัสดุปรับปรุงดิน

– วัสดุปรับปรุงดิน ที่ใช้ต่อพื้นที่เพาะกล้า 1 ตารางเมตร

– ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 กิโลกรัม ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 30 กรัม (10 ช้อนชา)

– ปูนขาว 10 กรัม (3-4 ช้อนชา)

– สารป้องกันกำจัดโ ร ครา ได้แก่ แคปแทน เช่น ออร์โธไซด์ แคปแทน 50 แคปตาไซด์ 50

– สารป้องกันกำจัดแมลง

– แกลบ ฟาง

– บัวรดน้ำ

– อุปกรณ์การเตรียมแปลง จอบ คราด ไม้ปาดแปลง ไม้ชักร่อง

4.การหยอดเมล็ด

นำเมล็ดมาหยอดลงในร่องที่เตรียมไว้ หยอดเมล็ดเป็นจุด ๆ ละ 1 เมล็ดห่างกันจุดละ 10-15 เซนติเมตร โรยทับด้วยฟูราดานบาง ๆ ในร่อง จากนั้นกลบเมล็ดโดยใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้เขี่ยดินขอบร่องลงกลบในร่องบาง ๆ แล้วใช้ฟางคลุมทับบนแปลงหนาพอประมาณ ละลายยาป้องกันเชื้อรา เช่น แคปแทนหรือแมนโคเช็บอัตรา 2 ช้อนแกงต่อน้ำ 10 ลิตร ใส่บัวรดน้ำราดให้ทั่วแปลง จากนั้นรดน้ำตามให้ชุ่ม

5.การให้น้ำ

ระยะแรกๆ จะต้องรดน้ำให้บ่อยครั้ง อย่าปล่อยทิ้งให้แปลงแห้ง หลังจากหยอดเมล็ดได้ประมาณ 10-15 วัน ต้นกล้าจะเริ่มงอก เปิดฟางออกบ้างให้เหลือฟางเพียงบาง ๆ เพื่อให้ต้นกล้างอกได้สะดวกหน่อไม้ฝรั่งต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอในการเจริญเติบโต วิธีการให้น้ำที่เหมาะสมสำหรับในแปลงเพาะกล้า คือควรให้น้ำแบบพ่นฝอยหรือสปริงเกอร์ แต่วิธีนี้จะใช้เงินลงทุนสูงมาก เกษตรกรจึงนิยมให้น้ำแบบอื่นๆ เช่นปล่อยตามร่อง หรือใช้แบบปั๊มมีสายยางรด ซึ่งลงทุนต่ำกว่า อย่างไรก็ตามหลักการให้น้ำหน่อไม้ฝรั่ง คือต้องให้ต้นกล้าได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอไม่แฉะหรือแห้งจนเกินไป และอย่าให้น้ำฉีดถูกต้นอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ต้นกล้าบอกช้ำทำให้โรคเข้าทำลายได้ง่าย

6. การให้ปุ๋ย

การให้ปุ๋ยในระยะแรก ๆ จะให้ในรูปของปุ๋ยละลายน้ำ โดยใช้ปุ๋ยสูตร 21-0-0 อัตรา 10 กรัม (3-4 ช้อนชา) ต่อน้ำ 20 ลิตร ให้สลับกับปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตราที่เท่ากัน ละลายปุ๋ยใส่บัวรดน้ำราดบนแปลงแล้วรดน้ำตามให้ชุ่มประมาณ 10-15 วันต่อครั้ง ให้ประมาณ 3-4 ครั้ง จากนั้นเริ่มให้ปุ๋ยเม็ด สำหรับปุ๋ยเม็ดให้ใช้สูตร 15-15-15 อัตรา 15-20 กรัม (5-7 ช้อนชา) ต่อพื้นที่ปลูกประมาณ 1 ตารางเมตรใส่ปุ๋ยเม็ดเดือนละครั้ง ประมาณ 2-3 ครั้ง ใส่พร้อมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 200-300 กรัม

ข้อควรระวังในการให้ปุ๋ย หลังจากใส่ปุ๋ยทุกครั้งควรให้น้ำตามอย่างพอเหมาะ เพื่อที่น้ำจะได้ไปละลายปุ๋ยให้เป็นประ โยชน์ต่อหน่อไม้ฝรั่ง การให้ปุ๋ยที่ถูกต้อง ควรใส่แบบฝังปุ๋ยลงในดินใกล้บริเวณรากหน่อไม้ฝรั่ง ไม่ควรใส่ปุ๋ยให้ติดรากหน่อไม้ฝรั่งเพราะอาจจะทำให้ต้นเหี่ยวได้

7.การกำจัดวัชพืช

หลังจากกล้าหน่อไม้ฝรั่งงอกแล้ว ควรมีการกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ การกำจัดวัชพืชในช่วงเดือนแรกของการเพาะกล้าควรทำอย่างระมัดระวังเพราะกล้าหน่อไม้ฝรั่งยังอ่อนแออยู่ หากกระทบกระเทือนอาจทำให้ต้นกล้าตายได้ การใช้มือถอนจะดีที่สุด การกำจัดวัชพืชบนแปลงกล้าไม่ควรใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช แต่ถ้าเป็นรอบๆ บริเวณแปลงเพาะกล้า หรือบริเวณทางเดินสามารถใช้สารเคมีได้โดยไม่เกิดปัญหาใด ๆ

8.การตัดแต่งต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่ง

การตัดแต่งต้นกล้าจะทำให้ต้นโปร่งขึ้น ไม่เป็นที่สะสมของโรคและแมลง และสามารถพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้การตัดแต่งต้นจะทำให้มีการสะสมอาหารที่เหง้าและตามากขึ้น ทำให้เหง้าและตามีขนาดใหญ่ขึ้น ดังนั้นการตัดแต่งต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่งจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งและมักจะทำเมื่อต้นกล้า อายุประมาณ 2.5 – 3 เดือนขึ้นไป

9.การพูนโคนต้นกล้า

ถ้าต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่งมีเหง้าลอยพ้นดิน มักมีสาเหตุมาจากการที่หยอดเมล็ดตื้น หรือให้น้ำแบบสายยางฉีดรด หรือให้น้ำตามร่องจนชะดินลงมา ดังนั้นควรมีการตรวจแปลงกล้าอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบว่าต้นกล้าที่แตกขึ้นมาใหม่มีขนาดเล็กและเป็นฝอย รากและเหง้าเล็กลง ทำให้ได้ต้นกล้าที่ไม่สมบูรณ์ จึงควรทำการพรวนดินกลบเหง้า (พูนโคนต้น) ต้นกล้าด้วย

10.การป้องกันกำจัดโรคและแมลงในระยะต้นกล้า

ทำการฉีดสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงประมาณเดือนละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการระบาดของโรคและแมลงด้วย

11.การทำค้าง

ในพื้นที่ที่มีลมแรงและไม่มีแนวบังลม การทำค้างเพื่อช่วยพยุงลำต้นนับเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ประ โยชน์ของการทำค้างก็เพื่อที่จะรักษาลำต้นเหนือดินให้อยู่ได้นานที่สุด ในช่วงก่อนการเก็บเกี่ยวและในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยปกติจะทำค้างเมื่อต้นหน่อไม้ฝรั่งมีอายุ 2 เดือนหลังจากย้ายกล้าปลูก ไม้ที่ใช้ทำค้างอาจเป็นไม้รวกหรือไม้อื่น ๆ ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 นิ้ว ความสูงของค้างแล้วแต่ความเหมาะสม การปักค้างจะปักเป็นจุดๆ ละ 2 หลัก และใช้เชือกไนล่อนขนาดพอเหมาะขึงตามความยาวของแปลงระยะห่างของไม้แต่ละจุดประมาณ 2 เมตร หรือแล้วแต่ความเหมาะสม ซึ่งการทำค้างนี้จะทำไปตลอดอายุของการปลูกหน่อไม้ฝรั่งหากไม้ค้างผุควรทำการเปลี่ยนไม้ค้างอยู่เสมอ

12.การเก็บเกี่ยว

ควรเก็บเกี่ยวหลังจากย้ายปลูกประมาณ 4-5 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นหน่อไม้ฝรั่งเป็นสำคัญ เมื่อเริ่มเก็บเกี่ยวจะต้องเก็บเกี่ยวทุกวันในช่วงเช้าเวลา 06.00-09.00 น. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำหน่อขาวต้องเก็บในช่วงตอนเช้ามืดเวลา 06.00 น. เพราะถ้าหน่อเจริญพ้นดินที่กลบไว้จะทำให้ส่วนปลายของหน่อมีสีเขียวส่วนโคนมีสีขาว ไม่เป็นที่ต้องการของโรงงานผลิตหน่อไม้ฝรั่งกระป๋อง แต่ปัจจุบันโรงงานบางแห่งยอมรับหน่อไม้ฝรั่งที่ส่วนปลายมีสีเขียวยาวไม่เกิน 2 นิ้ว ซึ่งเรียกว่า พวกกรีนทิป

13.การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

ภายหลังการเก็บเกี่ยว ต้องนำหน่อไม้ฝรั่งเข้าร่มทันที และการดำเนินการขั้นตอนต่างๆ ควรจะกระทำในที่ร่มทั้งหมด เช่น การนำไปล้างน้ำสะอาดเอาดินและสิ่งสกปรกออกหรือตัดให้ได้ความยาวตามมาตรฐานการรับซื้อ นำหน่อไม้ฝรั่งไปตัดแต่งโคน ให้ได้ความยาวตามที่พ่อค้ารับซื้อต้องการ ปกติจะตัดให้มีความยาว 25 เซนติเมตร คัดเกรดหน่อไม้ฝรั่งออกตามลักษณะที่ต้องการ

ขอขอบคุณ : www.facebook.com/kasetpurepure/

ฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจร Andrographis Paniculata (Burm.f.) Nees. เป็นพืชล้มลุกฤดูเดียว ที่อยู่ในวงศ์ Acanthaceae (วงศ์เหงือกปลาหมอ) มีถิ่นกำเนิดในอินเดียและศรีลังกา  ลักษณะเป็นไม้พุ่มเตี้ย มีความสูงประมาณ 30 – 70 เซนติเมตร

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

1. สภาพภูมิอากาศ
1.1 อุณหภูมิ: ร้อนชื้น อุณหภูมิประมาณ 25-30 °C
1.2 ความชื้นสัมพัทธ์: เฉลี่ย 60-80%
1.3 แสง: ร่มไร ถ้าจำเป็นต้องปลูกกลางแจ้ง ต้องให้น้ำเพิ่มเป็นพิเศษ
1.4 น้ำ: ต้องการน้ำเพียงพอตลอดฤดูปลูก ถ้าขาดน้ำ ผลผลิตและปริมาณสารสำคัญจะลดลง
1.5 ลม: แหล่งปลูกต้องไม่มีลมพัดแรง มีการทำแนวบังลมเพื่อป้องกันต้นหักล้ม

2. สภาพพื้นที่
2.1 ความสูง: จากระดับน้ำทะเลถึง 3,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

3. สภาพดิน
3.1 ประเภทดิน – ดินร่วนซุย หลีกเลี่ยงดินเหนียว หรือดินทรายจัด
3.2 อินทรียวัตถุ – มีอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่า 3.5%
3.3 ความเป็นกรดด่างของดิน(pH) – 5.5-8
3.4 การระบายน้ำ – ระบายน้ำดี ไม่ท่วมขัง

4. สายพันธุ์
พันธุ์จาก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม น้ำหนักสดต่อต้นสูง
พันธุ์จากระยอง
พันธุ์ศรีสะเกษ

5. ผลผลิตเฉลี่ย
ผลผลิตสดเฉลี่ย 1,000 – 2,000 กิโลกรัม/ไร่/รุ่น (อาจเก็บได้ 2 ครั้ง/ปี แต่ผลผลิตครั้ง 2 จะลดลง)
ผลผลิตสด : ผลผลิตแห้ง 6 : 1

การเตรียมดิน

* ถ้ามีวัชพืชมาก ให้ไถพรวน 2 ครั้ง ตากดิน 2 สัปดาห์ แล้วจึงใส่ปุ๋ยอินทรีย์รองพื้น ก่อนทำแปลง
* ในกรณีที่ดินดี มีวัชพืชน้อย อาจแค่ปรับดิน โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์

การเตรียมพันธุ์

* ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
* เลือกใช้เมล็ดจากฝักแก่จัด สีน้ำตาลแดง เมล็ดสมบูรณ์ ไม่มีโรค-แมลง
* อาจนำเมล็ดมาแช่น้ำหรือไม่แช่น้ำก็ได้ ถ้าแช่น้ำ ให้แช่ 2 ชั่วโมง แล้วห่อกระดาษทิชชู ทิ้งไว้ 2 วัน

เตรียมแปลงปลูก

* ยกแปลงสูง 15 – 20 ซม. กว้าง 1 เมตร แปลงยาว 3 – 5 เมตร ตามสภาพพื้นที่
* ใส่ปุ๋ยอินทรีย์และถ่านไบโอชาร์ รดน้ำ ปล่อยทิ้งไว้อย่างน้อย 30 – 45 ก่อนปลูก

การปลูก

ทำได้ 4 วิธี
1) หว่านลงแปลงโดยตรง โดยอาจนำเมล็ดมาผสมทรายหยาบ อัตรา 1:1-2 เพื่อสะดวกในการหว่าน
2) โรยเมล็ดเป็นแถว ขวางแปลง ระยะแถวห่าง 50 ซม. กลบดินบางๆ
3) เพาะกล้าในถาดเพาะ แล้วจึงย้ายลงแปลงปลูก
4) เพาะในแปลง โดยเตรียมแปลงเพาะกว้าง 1 ม. สูง 15 – 20 ซม. ใส่ปุ๋ยอินทรีย์รองพื้น 0.5 – 1 กก.ต่อพื้นที่ 1 ตรม.

ในกรณีปลูกด้วยการย้ายกล้า
* ใช้ต้นกล้าอายุ 30 วัน
* ปลูกฤดูแล้ง ระยะ 30 x 40 ซม. จะปลูกได้ 8 ต้น/ตรม.
* ปลูกฤดูฝน ระยะ 30 x 60 ซม. จะปลูกได้ 6 ต้น/ตรม.

การให้น้ำ

ให้น้ำอย่างพอเพียงและสม่ำเสมอ ตั้งแต่เริ่มปลูกถึงเก็บเกี่ยว
ถ้าแดดจัดให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
ถ้าแดดไม่จัด ให้น้ำวันละครั้ง ช่วงเย็น
เมื่ออายุได้ 2 เดือนแล้ว สามารถลดการให้น้ำ โดยดูตามความเหมาะสม

การให้ปุ๋ย

* ช่วงเตรียมดินย้ายกล้า ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หว่านบางๆ
* หลังจากนั้น 15 วัน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์รอบสอง 125 กรัมต่อต้น หรือ 300 – 400 กรัมต่อ 1 ตรม. โดยหว่านกระจายให้ทั่วแปลง

การกำจัดวัชพืช

ช่วงแรก จะต้องกำจัดวัชพืชประมาณทุกครึ่งเดือน เมื่อต้นฟ้าทะลายโจรโต ทรงพุ่มกว้างคลุมแปลงแล้ว จะมีวัชพืชน้อย ไม่จำเป็นต้องกำจัดก็ได้

ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

อาจพบหอยทากบ้างในช่วงระยะต้นกล้า ให้กำจัดด้วยมือ
หลังจากนั้น ไม่พบการระบาดของโรคระบาดที่ทำความเสียหายรุนแรง
บางครั้งพบโรคโคนเน่า-รากเน่าจากเชื้อรา ให้ถอนทำลายทันที

การเก็บเกี่ยว

เพื่อให้ได้สารสำคัญสูงสุด ให้เก็บเกี่ยว
* ระยะเริ่มก่อนออกดอก เมื่อเริ่มออกดอก สารสำคัญจะลดลง
* วิธีเก็บตัดเหนือดินห่างโคน 4 ข้อ (ประมาณ 5 – 10 ซม.)
* ใบมีปริมาณสารสำคัญมากกว่ากิ่งก้าน

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

* คัดแยกสิ่งปนปลอม เช่น วัชพืชที่ปะปนมา
* ล้างน้ำสะอาด
* ตัดเป็นท่อนยาว 2-3 ซม. ผึ่งให้แห้ง
* ทำแห้งโดยตากแดดบนลานตากยกพื้นมีวัสดุรองรับที่สะอาด หรือใช้เครื่องอบแห้งแบบลมร้อน ที่อุณหภูมิ 50 °C ใน 8 ชั่วโมงแรก และลดอุณหภูมิเหลือ 40 – 45 °C อบต่อจนแห้งสนิท

ขอขอบคุณ : www.greennet.or.th

วิธี “แกล้งชะอม” ให้แตกยอดนอกฤดูได้

ฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่ชะอมแตกยอดให้เก็บผลผลิตเยอะเป็นพิเศษ แต่พอหน้าหนาวช่วงเดือน พฤศจิกายน – มกราคม จะได้ผลผลิตน้อยทำให้ราคาชะอมแพงขึ้น หากสามารถบังคับให้ชะอมแตกยอดได้จะสร้างโอกาสมีรายได้งามๆ ในช่วงนั้น เคล็ดลับในการผลิตชะอมนอกฤดู อยู่อย่างเพียงพอด้วยเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเทคนิคง่าย ๆ ดังนี้

1. ก่อนถึงฤดูกาลประมาณเดือนครึ่งให้สำรวจต้นแม่ชะอม ตาแข็งแรงสมบูรณ์ และเจริญเติบโตดีหรือไม่ หากพบว่า แคระแกร็นไม่ สมบูรณ์ก็บำรุงต้นด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยพืชสด รวมถึงกำจัดวัชพืชรอบโคนต้นให้เรียบร้อย
2. เลือกกิ่งที่แก่พอดีแล้วใช้มีดฟันต้นและกิ่งให้สูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร เพื่อสะดวกในการเก็บยอด โดยเลือกฟันกิ่งและโน้มลงในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ เพื่อให้กิ่งได้รับแสงแดดเต็มที่และทั่วถึง ทั้งยังช่วยให้บาดแผลแห้งและสมานเร็วขึ้น
3. หลังจากฟันกิ่งแล้วงดให้น้ำประมาณ 1 สัปดาห์ หรือจนกว่าจะสังเกตเห็นใบเริ่มเหี่ยวมีสีเหลืองและร่วงหล่น จึงเริ่มให้น้ำวันเว้นวันโดยระวังอย่าให้แฉะ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้รากเน่าตายได้
จากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ชะอมจะเริ่มแตกยอดอ่อนให้เก็บบริโภคและขายได้แล้ว

ขอขอบคุณ : เกษตรทันข่าว

10 ไอเดียดี‘รดน้ำต้นไม้แบบประหยัดน้ำ’

จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นหลายจังหวัด หลายบ้านจึงต้องวางแผนและคิดค้นวิธีที่จะช่วยประหยัดน้ำเพื่อนำมาใช้ในยามจำเป็น และสำหรับคนรักต้นไม้แล้ว น้ำ คือสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้พืชเจริญเติบโตต่อไปได้ วันนี้เลยนำวิธีการ รดน้ำต้นไม้แบบประหยัดน้ำ ทำใช้เองจากวัสดุง่ายๆที่อยู่ใกล้ตัวมาฝากกัน

กรวยน้ำหยด วิธีนี้ได้แก่การนำกรวยรดน้ำต้นไม้ติดเข้ากับขวดน้ำพลาสติกที่ใส่น้ำไว้แล้วปักลงดิน น้ำจะหยดไหลผ่านกรวยในปริมาณเท่าๆกันสร้างความชุ่มชื้นให้กับดินและต้นไม้

โรงเรือนจิ๋วจากขวดพลาสติกเหลือใช้ลดการระเหยน้ำ ง่ายๆแค่ตัดก้นขวดพลาสติกแล้วครอบลงในต้นไม้ วิธีนี้ช่วยรักษาความชื้นหน้าดิน ช่วยลดปริมาณของน้ำที่ระเหยจากดินได้

ถังเก็บน้ำฝน รองน้ำฝนกักเก็บใส่ถังหรือภาชนะแบบทึบแสงป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำ นำมาใช้แทนน้ำประปาได้ เช่น ล้างรถ รถน้ำต้นไม้ เช็ดล้างทำความสะอาดนอกอาคาร ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้มาก

ระบบน้ำหยดแบบครัวเรือน ใช้ถังเป็นแหล่งจ่ายน้ำส่งผ่านท่อประธานไปตามท่อย่อยที่เจาะรู เป็นวิธีการให้น้ำสำหรับแปลงผัก มีประสิทธิภาพการให้น้ำสูง แต่ใช้แรงดันต่ำ ต้นทุนในการทำไม่สูงมาก

ขวดเจาะรูฝังดิน วิธีให้น้ำแบบประหยัดใต้ผิวดิน นำขวดน้ำเจาะรูพรุน มาฝังดินใกล้โคนต้นไม้โดยให้ฝาโผล่ในระดับผิวดิน ใส่น้ำให้เต็มแล้วปิดฝา น้ำจากขวดจะค่อยๆซึมออกมาทางรูพรุนรอบๆขวด

ขวดปักโคนต้น ใช้ขวดน้ำพลาสติกหรือขวดแก้วใส่น้ำจนเต็มขวด แล้วคว่ำขวดลงไปในดินลึกประมาณ 10 ซ.ม.รอบบริเวณโคนต้น

สวนแขวนซ้อนกัน แขวนต้นไม้ซ้อนกันเวลารดน้ำจากกระถางด้านบนจะไหลต่อลงมาข้างล่างเรื่อยๆ

การให้น้ำแบบไส้เทียน เพียงนำเชือก ไหมพรม หรือผ้าฝ้าย ใส่ไว้บริเวณใต้กระถาง วางซ้อนบนภาชนะที่ใส่น้ำไว้ เป็นระบบการให้น้ำในตัวเองจากน้ำด้านล่างผ่านเชือกไปยังกระถางต้นไม้ เป็นวิธีที่เหมาะกับไม้กระถางขนาดเล็ก

เศษผ้าดึงน้ำจากขวด นำเศษผ้าหรือผ้าฝ้ายใส่ลงขวดหรือภาชนะใส่น้ำจุ่มลงไปถึงก้นขวด รอให้น้ำซึมผ่านผ้าแล้วนำปลายอีกด้านไปวางไว้รอบโคนต้นไม้

ระบบไอน้ำหมุนเวียน ใช้ความร้อนจากแสงแดดทำให้น้ำในขวดเล็กกลายเป็นไอระเหยอยู่ภายใน ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับดิน

ขอขอบคุณ : http://www.baanlaesuan.com

เปลือกไข่สารพัดประโยชน์

อีกหนึ่งปัญหากวนใจของคนรักพืชคงหนีไม่พ้นเรื่องศัตรูพืชทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพลี้ย หนอน บุ้ง หรือหอยทาก ที่มักจะมาทำร้ายพืชต้นโปรดของเรา ทำให้เราต้องคอยฉีดพ่นยาฆ่าแมลง แต่ถ้าไม่อยากใช้สารเคมีจากการใช้ยากำจัดศัตรูพืชก็ยังมีอีกวิธีง่ายๆ ที่เป็นมิตรกับแคคตัสของเราเหมือนกันครับ วันนี้จะพาเพื่อนๆ ไปทำปุ๋ยธรรมชาติจากเปลือกไข่ไก่กัน นอกจากปลอดภัยกับเราและพืชแล้ว ยังประหยัดเงินในกระเป๋าของเราอีกด้วยนะ

       ประโยชน์ของเปลือกไข่

1.แร่ธาตุแคลเซียมที่เป็นประโยชน์กับต้นไม้ ช่วยบำรุงราก และเมื่อนำไปผ่านความร้อน ก็จะเกิดกำมะถัน ช่วยไล่แมลงที่มารบกวนและกัดกินต้นไม้ได้

2.ช่วยเสริมสร้างเซลล์ และบำรุงราก เร่งดอก เพราะธาตุแคลเซียมจะมีส่วนในการเคลื่อนย้ายและเก็บรักษาคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนในพืช เพื่อนำไปใช้ในการสร้างผล และเมล็ดต่อไป

3.ช่วยส่งเสริมการนำธาตุไนโตรเจนมาใช้ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น ในระยะออกดอก และระยะที่สร้างเมล็ด

     “เปลือกไข่ป่น ใช้โรยต้นไม้และแคคตัสป้องกันหนอน

การใช้เศษเปลือกไข่หยาบๆ แล้วโรยบริเวณรอบๆ โคนต้นไม้ จะช่วยป้องกันพวกหนอนหรือหอยทากได้ เพราะผิวของมันไม่สามารถป้องกันความแหลมคมของเปลือกไข่ได้

     “เปลือกไข่ทั้งฟอง สามารถนำมาทำกระถางเพาะต้นกล้าได้

เห็นเปลือกไข่ใบเล็กๆ แบบนี้ แต่เอามาเพาะต้นกล้าได้ด้วยนะครับ โดยนำเปลือกไข่มากะเทาะเอาเฉพาะส่วนบนออก จับวางใส่ในแผงไข่ ใส่ดิน แล้วนำเมล็ดมาฝัง เพียงเท่านี้ต้นกล้าก็จะเติบโตอย่างแข็งแรง เพราะสารอาหารที่ได้รับจากเปลือกไข่ แถมยังประหยัดเงินไม่ต้องซื้อแผงเพาะต้นกล้าอีกด้วย

1. วิธีทำปุ๋ยหมักจากเปลือกไข่

นำเปลือกไข่ไปตากแดดให้แห้งสนิท ประมาณ 3 – 5 วัน

ตำ ทุบ หรือปั่นให้ละเอียด แล้วนำไปหมักกับปุ๋ยหรือดินหมัก เปลือกที่บดละเอียดแล้ว นำมาเป็นอาหารเสริมผลิตปุ๋ยไส้เดือนได้ด้วยนะ

นอกจากนี้ยังสามารถนำเปลือกไข่บีบหยาบๆ โรยตามแปลงหรือกระถาง จะช่วยป้องกันหอยทากได้ หรือบางครั้งเราจะเห็นคนนำเปลือกไข่ทั้งฟองไปเสียบไม้ปักไว้ในกระถางต้นไม้ เพื่อไล่เพลี้ย และแมลงต่างๆ เนื่องจากเปลือกไข่มีกรดกำมะถัน ที่ช่วยไล่แมลงได้

 2. วิธีทำปุ๋ยฮอร์โมนจากเปลือกไข่ไก่

สูตรการทำปุ๋ยฮอร์โมน ช่วยเพิ่มธาตุแคลเซียมบำรุงราก เร่งดอก ทำให้แคคตัสเจริญงอกงามได้อย่างดี มีส่วนประกอบดังนี้

นมเปรี้ยวรสใดยี่ห้อใดก็ได้ 1 กล่อง

เปลือกไข่ 10 ฟอง

เกลือ 1 ช้อนชา

น้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร

วิธีทำ 

ขั้นตอนแรกให้นำเปลือกไข่ไปตากแดด ประมาณ 3 – 5 วัน หลังจากนั้นให้นำเปลือกไข่ มาตำ หรือปั่นให้ละเอียด

ผสมส่วนประกอบทั้งหมด โดยการเทนมเปรี้ยวใส่ในเปลือกไข่ที่เราตำไว้ละเอียดเรียบร้อยแล้ว ตามด้วยเกลือ น้ำเปล่า จากนั้นคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน

หลังจาก 1 วันแล้ว เราก็จะได้ปุ๋ยฮอร์โมนจากเปลือกไข่ ที่พร้อมนำไปใส่ในแคคตัสหรือต้นไม้

ให้นำปุ๋ยฮอร์โมนจากเปลือกไข่ไปรดให้ทั่ว จะช่วยเพิ่มธาตุแคลเซียมให้กับแคคตัส และช่วยบำรุงดอกและใบให้สวยงาม

3.กากกาแฟก็สามารถนำมาทำปุ๋ย และเป็นสารป้องกันแมลงได้เช่นกัน

กากกาแฟสามารถนำมาเป็นปุ๋ยได้ เพราะในกากกาแฟมีธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัสซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของต้นไม้  

วิธีทำ

1.หมักกากกาแฟกับน้ำหมักชีวภาพ ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ ก็จะได้ปุ๋ยกากกาแฟ

2.ผสมกากกาแฟกับปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ใช้เป็นปุ๋ยสำหรับดูแลต้นไม้และแคคตัสได้เช่นกัน สำหรับความถี่ในการใส่ปุ๋ยก็ประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

3.ผสมกากกาแฟกับเปลือกไข่ไก่บด คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำไปโรยรอบต้นไม้ สามารถช่วยไล่แมลงและศัตรูพืชได้

4.นอกจากนี้ยังสามารถนำกากกาแฟไปผสมกับดิน กลายเป็นปุ๋ยได้เช่นเดียวกัน

เชื่อผมรึยังครับว่าไข่ไก่มีประโยชน์สารพัดอย่างจริงๆ ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่เป็นปุ๋ย บำรุงราก เร่งดอก ป้องกันหนอน เพาะต้นกล้า ฯลฯ ที่สำคัญคือราคาไม่แพงด้วย ช่วยประหยัดงบไปได้เยอะฮะ เพื่อนๆ ลองนำไอเดียต่างๆ ไปปรับใช้กับการปลูกแคคตัสหรือกระบองเพชรของตัวเองกันได้นะครับ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน สวนหลังบ้านคอนเฟิร์มฮะ

ขอขอบคุณ : https://www.livingpop.com/

มะนาว เปลือกบาง น้ำเยอะ เทคนิคนี้ได้ผลชัวร์

อีกหนึ่งเคล็ดลับชาวสวนในการทำมะนาวให้เปลือกบางและให้น้ำเยอะรสชาติดี โดยปกติแล้วมะนาวที่เราเก็บจากต้นมักจะสดและมีเปลือกแข็งหนาสีเขียวจึงทำให้บีบน้ำไม่ค่อยออก วันนี้จะขอเสนอวิธีง่ายๆเพื่อแก้ปัญหานี้กันค่ะ

วิธีทำให้มะนาวเปลือกบางน้ำเยอะ

มะนาวเก็บมาสดๆจากต้นให้เลือกแต่ลูกสมบูรณ์ แล้วนำมาผึ่งแดดจัดทันทีประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งการผึ่งแดดจะช่วยให้ผิวมะนาวสวนและมันวาวและยังทำให้เปลือกบางขึ้นบีบน้ำออกง่ายและเป็นมะนาวที่มีคุณภาพดี

โดยวิธีนี้สามารถใช้ได้กับมะนาวพันธุ์ที่มีเปลือกหนา เช่น ตาฮิติ แป้นพิจิตร ซึ่งไม่เหมาะกับมะนาวเปลือกบางเท่าใดนักเนื่องจากถ้าใช้วิธีนี้กับมะนาวเปลือกบางแทนที่จะได้ผลดีกลับจะทำให้เปลือกมะนาวมีผิวคล้ำลงผลไม่สวย

อีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้มะนาวเปลือกบางและน้ำเยอะด้วยการให้ปุ๋ยและลดการให้น้ำ

ในช่วงที่มะนาวออกดอกจนถึงเวลาที่เก็บเกี่ยวผลผลิต จะใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน ซึ่งในช่วงนี้ให้

1. ไม่ใส่ปุ๋ยที่ให้ไนโตรเจนสูง ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยคอก ปุ๋ยมูลสัตว์

2. ลดการให้น้ำกับต้นมะนาว

3. เก็บมะนาวในช่วงที่ถึงเวลาเก็บเกี่ยวเท่านั้น

ขอขอบคุณ : facebook.com/kasetpurepure/

ปลูกสตรอเบอรรี่แบบฉบับมือใหม่

วันนี้จะขอพาเพื่อนๆ ไปทำการเพาะปลูกสตรอว์เบอร์รีเเบบง่ายเเละมีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน เริ่มจากหาผลสตรอว์เบอร์รี่ ที่เราชื่นชอบในรสชาติ มาก่อน หรือจะซื้อเมล็ดที่มีขายในอินเตอร์เนต ก็แล้วแต่จะสะดวก เมล็ดที่เราจะนำมาเพาะกันก็คือเมล็ดที่ติดอยู่รอบๆ ตัวของลูก สตรอว์เบอร์รี่นั้นเอง

วิธีการเก็บเมล็ดเพื่อเพาะสตอเบอรี่จากเมล็ดก็สามารถทำได้ 2 วิธีดังนี้

– ใช้ปากคีบ แหนบ หรือไม่แคะหู ค่อยๆบรรจงเกาะออกมาทีละเมล็ด เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้สายตาและความพยายามพอสมควร ถ้าไม่ชอบวิธีนี้ ลองดูอีกวิธีถัดไป

– ใช้มีดเฉือนเนื้อ สตรอว์เบอร์รี่ ออกมาบางๆ วิธีนี้ง่าย และไวกว่าวิธีแรกมาก

จากนั้นนำเนื้อสตรอว์เบอรี่ที่เฉือนไว้ มาวางบนกระดาษทิดชู่ นำไปผึ่งลมให้แห้ง หรือวางไว้ในตู้เย็น เพื่อให้เนื้อที่ติดมาแห้งไวขึ้นประมาณ 1-2 วัน ก็จะแห้งสนิท ตอนนี้แค่เอามือลูบที่ผิวสตรอว์เบอรี่ เมล็ดที่ติดอยู่ก็จะหลุดออกมาอย่างง่ายๆ

เมื่อได้เมล็ดมาแล้ว ให้นำเมล็ดนั้นแช่ตู้เย็นไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อกระตุ้นการงอกของเมล็ดนำเมล็ดที่แช่นเย็นออกมา ใส่ในถ้วยหรือแก้ว แช่น้ำไว้จนเมล็ดงอก ต้องเปลี่ยนน้ำทุกวัน ป้องกันการเน่าของเมล็ด

หากตอนแกะเมล็ด มีเนื้อสตรอว์เบอร์รี่ติดมาด้วย โอกาสที่เมล็ดจะเน่าตอนแช่น้ำจะมีสูงมากระยะเวลาการแช่เมล็ดนั้น ไม่แน่นอน บางเมล็ด 2-3 วันก็งอก บางเมล็ด 15-20 วันจึงจะงอก หลายคนสงสัยว่าต้องแช่จนมีรากงอกขนาดไหนจึงจะเอาไปเพาะต่อได้ให้พอมีรากงอกออกมาให้รู้ว่าเมล็ดนั้นงอกแน่นอน

หลังจากนั้นก็นำไปเพาะต่อได้เลยนอกจากรากงอกแล้ว ยังมีใบแถมมาด้วย นำไปเพาะต่อได้เลย ไม่มีปัญหา พีสมอสใช้สำหรับการปลูกสตรอว์เบอร์รีเอาลงไปในดินได้เลยประมาณ 9 วัน จะเห็นต้นอ่อนมีใบที่ 3 ออกมาปรมาณ 37 วัน ต้นสตรอว์เบอรี่จะมีใบ 3 แฉกออกมาให้เห็นใบใหญ่

ขอขอบคุณ : facebook.com/kasetpurepure/

วิธีตอนกิ่งมะนาว รากออกเยอะ ติดทุกกิ่ง มือใหม่ก็ทำตามได้!

สำหรับการขยาย พันธุ์ พืชนั้น ก็มีด้วยกันอยู่หลายวิธี แต่วิธีที่ทำง่ายและได้ผลดี เป็นที่นิยมที่สุดแบบหนึ่งคือการ ตอนกิ่ง วันนี้เราจึงได้นำวิธีการตอนกิ่งมะนาวมาสอนทุกคนทำกัน รับรองว่าเป็นทุกต้น ติดทุกกิ่งแน่นอน

อุปกรณ์ที่ต้องตรียม

1. กิ่งพันธุ์มะนาว

2. ขุยมะพร้าว

3. เชือกฟาง

4. ถุงร้อนใส่อาหาร

5. ดินปลูก (ดินร่วน กาบมะพร้าว)

6. ถุงดำสำหรับเพาะชำ

ขั้นตอนในการทำ

1. เริ่มแรก ต้องเริ่มจากการ “ทำตุ้ม” โดยการนำขุยมะพร้าวที่เตรียมไว้ ไปแช่ในน้ำให้ชุ่ม จากนั้นก็บีบน้ำออกให้ขุยมะพร้าวหมาดๆ นำใส่ถุงร้อนแล้วมัดปากถุงด้วยเชือกฟางไว้ ก็จะได้เป็น ตุ้มขุยมะพร้าว

2. ขั้นต่อมา ให้ทำการ “เลือกกิ่ง พันธุ์ “ ซึ่งกิ่ง พันธุ์ ที่ดีจะมีลักษณะดังนี้ ความยาว 50-60 เซนติเมตร เส้นรอบวง 2.0-2.5 เซนติเมตร เทียบง่ายๆขนาดเท่าแท่งดินสอ

3. จากนั้นให้ทำการ “ควั่นกิ่ง” โดยวิธีการคลั่นคือ ให้ควั่นห่างจากกิ่งหลัก 10 เซนติเมตร แล้วใช้ มี ด ควั่นสองรอบหัว-ท้าย ระยะห่างกันประมาณ 2 เซนติเมตร แล้วลอกเปลือกกิ่งออก จากนั้นก็ให้ขูดเมือกออกให้หมด

ทำการ “มัดตุ้ม” โดยนำตุ้มที่ทำเตรียมไว้มา ผ่า ครึ่ง จากนั้นก็ แหวก ออกแล้วนำไปครอบกิ่งบริเวณที่ทำการควั่นไว้ แบบให้แนบสนิท แล้วใช้เชือกฟางมัดตุ้มขุยมะพร้าวกับกิ่งไว้ด้วยกันให้แน่น

5. ขั้นต่อมา เป็นการ “ติดตามผล” จะใช้เวลาประมาณ 20-22 วัน จะเริ่มสังเกตเห็นรากสีขาวงอกออกมาให้เห็น แล้วรอต่อไปอีกจนครบ 30-45 วัน จะเห็นรากขึ้นมาเต็ม

6. จากนั้นก็ให้ทำการ “ย้ายกิ่งตอน” โดยการตัดกิ่งตอนออกจากกิ่งแม่ นำปูนแดงมาทาบริเวณรอยตัด ที่ตัดออกจากกิ่งแม่ แล้วค่อยๆแกะเชือกฟางและตุ้มที่ห่อกิ่งอยู่ออกอย่างเบามือ โดยระวังอย่าให้รากเสียหาย

7. สุดท้ายเป็นขั้นตอน “นำกิ่งตอนลงปลูก” โดยนำกิ่งตอนลงปลูกในถุงเพราะชำ ซึ่งให้เตรียมถุงเพาะชำ โดยการใส่ดินร่วน 3 ส่วน และกาบมะพร้าว 1 ส่วน คลุกให้เข้ากัน แล้วนำกิ่งตอนมาลงปลูก ปักหลักด้วยไม้ไผ่เล็กเพื่อเป็นการค้ำกิ่งไว้ให้ตรง

8. นำไปเพาะไว้ในที่ร่ม ใช้เวลา 1-2 เดือน รากจะเต็มถุงเพาะชำ จากนั้นก็พร้อมสำหรับการนำไปปลูกลงดินได้เลย

ข้อเสนอแนะ : สำหรับช่วงที่เหมาะสมกับการตอนกิ่งคือ ช่วงฤดูฝน ช่วงเดือนพฤษภาคมไปถึงเดือนสิงหาคม เพราะเป็นช่วงที่อากาศไม่ร้อนจนเกินไป และมีความชื้นสูง เหมาะแก่การตอนกิ่งให้ได้ผลดีที่สุด

ขอบคุณที่มา : bitcoretech

บวบดก ผลใหญ่ แค่ทำตามนี้

บวบถ้าปล่อยให้โตตามธรรมชาติบางผลอาจยาวตรงสวยแต่บางผลก็อาจหงิกโค้งงอตามธรรมชาติเมื่อผลมีความยาวขึ้น วันนี้จึงมีเทคนิคง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ซึ่งเป็นเทคนิคดีๆ จากเด็กนักเรียนโรงเรียนไทยพัฒนา 3 ซึ่งสามารถทำให้บวบยาวตรงและผลอวบใหญ่อีกด้วยค่ะ

วิธีการทำให้บวบยาวตรงมีดังนี้

1.ให้นำก้อนหินหรือของมีน้ำหนักมาผูกห้อยไว้กับปลายบวบในช่วงแรกๆที่บวบออกผลยาวประมาณ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ผูกไว้จนถึงเวลาเก็บเกี่ยวจะได้บวบที่มีความยาวตรงสวยงามไม่หงิกงอค่ะ

2.โดยเวลาที่จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้คือเมื่อปลูกบวบได้อายุ 45-60 วัน โดยเลือกผลที่ยังอ่อนอยู่จะได้บวบเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำและมีขนาดพอเหมาะซึ่งผลจะมีความยาว 15-20 เซนติเมตร

ถือเป็นเทคนิคง่ายๆไม่ต้องลงทุนเยอะอีกด้วยลองไปทำกันดูนะคะ

ขอขอบคุณ : facebook.com/kasetpurepure/