2 เทคนิค กล้วยลูกโตพร้อมสอนการตัดแต่งใบ

ขึ้นชื่อว่ากล้วยถือเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นลำต้น ใบ ผล หน่อ การปลูกกล้วยให้ได้ผลผลิตดีผลโตผลใหญ่นั้นนอกจากต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่แล้วยังต้องมีเทคนิคในการปลูกและตัดแต่ง

โดยวันนี้มีเทคนิคง่ายๆจากชาวสวนกล้วยที่ทำให้กล้วยที่ได้มีลักษณะสมบูรณ์ผลโตผิวสวยค่ะ

เทคนิคที่ 1 ก่อนกล้วยจะออกปลีหรืออาจจะคำนวนจากอายุต้นกล้วยอายุประมาณ 5 เดือน ให้ตัดใบที่เหี่ยวเฉาตามลำต้นกล้วยทิ้ง โดยให้เก็บใบสดสมบูรณ์ไว้ไม่น้อยกว่า 8 ใบ เนื่องจากใบมีประโยชน์ต่อการเกิดผลของกล้วยทำหน้าที่ปรุงอาหารและสังเคราะห์แสงเลี้ยงผลกล้วย

เทคนิคที่ 2 ในกอกล้วยเดียวกันจะสังเกตได้ว่ามีหน่อต้นกล้วยเล็กๆเกิดแซมอยู่ตามโคนต้น ให้เราตัดหน่อต้นกล้วยที่อยู่รอบๆต้นแม่ทิ้งไปจนกว่าก่อนเราจะเก็บเกี่ยวผลผลิต 1 เดือน ให้เก็บหน่อหรือต้นเล็กๆไว้ 1-2 ต้น เพื่อเติบโตเป็นต้นใหญ่ต่อไป วิธีนี้จะได้กล้วยที่สมบูรณ์สีสันสวยงาม

เป็นสองวิธีที่ไม่ยุ่งยากและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆอาศัยความใจใส่และขยันของผู้ปลูกรับรองได้ว่าผลผลิตออกมาถูกใจไม่เสียแรงเปล่าแน่นอนค่ะ

ขอขอบคุณ : facebook.com/kasetpurepure/

ป้องกันโรคแมลง ดูแลสวนผัก ด้วย พริกไทย + มะนาว

สำหรับเกษตรที่มีอาชีพในการปลูกพืชผัก ทำสวน ปัญหาสำคัญที่แก้ไม่ตกเลยก็คือการกำจัดศัตรูพืช หากจะใช้สารเคมีฉีดพ่นก็จะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและตัวเกษตรกรเอง วันนี้เราจึงมี “สูตรน้ำหมักพริกไทย” ที่จะช่วยไล่แมลงและศัตรูพืชให้เกลี้ยงสวน ใช้แล้วพืชผักกลับมางอกงามแน่นอน

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม

1. น้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชา

2. เมล็ดพริกไทยขาวหรือดำก็ได้ 4 ช้อนโต๊ะ

3. น้ำสะอาด

4. น้ำมะนาว 1 ผล

ขั้นตอนในการทำ

1. ให้นำน้ำ ปริมาณ 250 มิลลิลิตร มาต้มจนเดือด แล้วนำพริกไทยที่เตรียมไว้มาตำให้ละเอียด แล้วใส่ตามลงไปในหม้อต้ม

2. เมื่อใส่พริกไทยลงไปแล้ว ก็ต้มต่อจนเดือดให้มีกลิ่นพริกไทยออกมา สังเกตดูว่าน้ำที่ต้มจะมีสีน้ำตาลเข้มจากพริกไทยดำ (สามารถใช้พริกไทยขาวก็ได้) แล้วทิ้งไว้ให้เย็น

3. เมื่อน้ำที่ต้มไว้เย็นแล้ว ก็ให้กรองเอาเศษพริกไทยออกให้หมด แล้วกรอกแต่น้ำใส่ขวดสเปรย์

4. ผสมน้ำเปล่าตามลงไปในขวดสเปรย์ 250 มิลลิลิตร (อัตราส่วน 1 ต่อ 1 ส่วน ของน้ำต้มได้เลย)

5. จากนั้นค่อยใส่น้ำยาล้างจานและน้ำมะนาวตามลงไป เขย่าให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน ก็นำไปใช้ได้เลย

วิธีการใช้

น้ำหมักพริกไทยที่ผสมกับส่วนผสมทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ให้นำไปฉีดพ่นที่บริเวณพืชผักได้เลย โดยเฉพาะส่วนที่มีศัตรูพืชมาก่อกวน โดยใช้ระยะเวลาฉีดพ่น 5-7 วัน ต่อการพ่นหนึ่งครั้ง

และนี่ก็เป็นเคล็ดลับในการกำจัดศัตรูพืชในแปลงผักและสวนผักของเราได้เป็นอย่างดี วิธีการทำก็ง่ายมากๆ และส่วนผสมยังหาง่ายอีกด้วย ที่สำคัญยังเป็นสูตรที่ปลอดภัยจาก ส า ร เ ค มี

ขอขอบคุณ : facebook.com/kasetpurepure/

เคล็บ(ไม่)ลับฟักทองลูกดก

การปลูกพืชแต่ละชนิดให้เติบโต และงอกงามออกมาให้ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เรารู้วิธีและมีเทคนิคที่จะช่วยให้พืชผลเติบโตได้ อย่างฟักทองที่หลายคนอยากจะปลูกไว้รับประทานเองที่บ้าน

แต่ก็มักเกิดปัญหาฟักทองไม่ติดลูกบ้าง หรือดอกและผลอ่อนร่วงเร็ว จนไม่อยู่ให้โตได้เก็บกินสักที วันนี้เราจึงมี เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณปลูกฟักทองติดผล ได้ง่ายขึ้น

เคล็ดลับในการปลูกฟักทองให้ติดลูก

1. ก่อนอื่นเราต้องทำการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ เพื่อจะได้ผลผลิตที่สมบูรณ์ตามไปด้วย นำเมล็ดที่คัดเลือกไปตากแดดให้แห้ง เพื่อให้เมล็ดงอกได้ง่ายขึ้น

2. ให้หาไม้เพื่อใช้เป็นเสาหลักปักไว้ในดิน ให้ฟักทองเลื้อยได้ เมื่อฟักทองปลูกได้ 10-15 วัน ก็ให้นำเชือกมาผูกต้นที่งอกไว้กับไม้ปักหลัก

3. ต่อมาให้เตรียมดินสำหรับปลูก โดยผสมปุ๋ยคอก กับดินร่วนปนทรายลงไป ควรใช้ดินร่วนปนทราย เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้ดี

4. จากนั้นก็ให้ขุดหลุม แล้วหยอดเมล็ดลงไปหลุมละ 3 เมล็ด กลบดินแล้วรดน้ำให้ชุ่ม

5. คลุมหน้าดินด้วยฟางข้าว หรือใบไม้แห้ง เพื่อเป็นการรักษาความชื้นหน้าดินไว้

6. เมื่อปลูกไปได้ 10-15 วัน ให้คัดเลือกต้นกล้าที่สมบูรณ์ไว้ ส่วนกล้าที่อ่อนแอก็ถอนทิ้งไป แต่ละหลุมให้เหลือต้นกล้าที่สมบูรณ์ไว้หลุมละ 1 ต้น

7. ใช้เวลา 60 วัน ฟักทองจะเริ่มมีดอกออกมาให้เห็น หมั่นรดน้ำทุกวันเช้า-เย็น ก็จะมีผลฟักทองเป็นลูกออกมาให้เก็บรับประทานได้แล้ว

นมผงเสริมให้ฟักทองติดลูก

เคล็ดลับที่จะช่วยให้ฟักทองติดลูก เมื่อเราปลูกฟักทองไปได้ 30 วัน จะเริ่มเห็นฟักทองออกดอก ให้นำนมผงยี่ห้ออะไรก็ได้ ผสมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตร จากนั้นก็คนให้เข้ากัน แล้วนำไปฉีดใส่ดอกฟักทอง ให้ฉีดช่วงเช้าทุกวันจนกว่าจะออกผล การทำแบบนี้จะเป็นการ ล่อแมลงให้มาผสมเกสรให้ และช่วยให้ติดผลได้เร็วนั่นเอง

ขอขอบคุณ : facebook.com/kasetpurepure/

5 ต้นไม้ป้องกัน”งู”

แอดมินเชื่อว่าใครๆก็คงไม่ต้องการให้มันเลยเข้ามาที่บ้าน แต่บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะมาตอนไหน แต่ถ้าหากเราพบโดยไม่ระวังเราอาจจะแย่เลย

ดังนั้นแล้วถ้าบ้านไหนอยู่ใกล้กับป่า หรือว่ามีที่รกและอับชื้นมาก ก็ขอแนะนำว่าให้ทำความสะอาดและเก็บกวาดตรงนั้นให้ดี และวันนี้แอดมินก็มีวิธีการป้องกันอีกแบบหนึ่ง นั่นก็คือการปลูกต้นไม้กันงูนั่นเอง ลองไปดูกันว่าต้นไม้ดังกล่าวนั้นที่บ้านคุณมีอยู่หรือไม่ ถ้าไม่มีก็หามาปลูกกันได้เลย

1.ต้นจิงจูฉ่าย

ต้นจิงจูฉ่าย เรียกได้ว่าเป็นต้นไม้สมุนไพร เป็นต้นไม้ล้มลุกที่มีขนาดเล็ก มีอายุอยู่ประมาณ 1 ปี มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 90 ซม. ถึง 100 ซม. มีเหง้าติดพื้นอยู่ใต้ดิน

ส่วนของใบนั้นเป็นใบขนาดแหลม มีสรรพคุณช่วยในเรื่องของการไล่งู ส่วนใหญ่แล้วนั้นงูมักจะไม่ชอบกลิ่นของต้นจิงจูฉ่าย ถ้ามันเข้ามาใกล้ๆมันจะรีบหนีไปในบริเวณนั้นทันที

2.กุ้ยช่ายประดับ

หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งก็คือ กุยช่ายม่วง เป็นต้นไม้ยืนต้น มีอายุยืนนานหลายปี มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 50 ซม. ถึง 65 ซม. มีหัวใต้ดินขึ้นเป็นกอ ลักษณะของใบมีใบเรียว ปลายแหลม ความยาวประมาณ 30 ซม. โดยประมาณ มีดอกสีม่วงลักษณะคล้ายกับดาวที่มีเเฉก กลิ่นคล้ายกับกุ้ยช่าย ทั้งใบและดอก

นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในเรื่องของการกันยุงอีกด้วย งูไม่ชอบกลิ่นของต้นไม้ชนิดนี้ เมื่ออยู่ในเขตบ้านงูจะไม่เข้ามาเลย

3.ดาวเรือง

จัดเป็นไม้ล้มลุก มีอายุประมาณ 1 ปี ความสูงประมาณ 60-100 ซม. ลำต้นตั้งตรง สีเขียว เป็นร่อง แตกกิ่งบริเวณโคนต้น ใบมีลักษณะคล้ายขนนก ออกเรียงตรงข้ามกัน มีใบย่อยประมาณ 11-17 ใบ เป็นรูปรี ปลายแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเป็นซี่ ความยาว 2.5-5 ซม.

ออกดอกเดี่ยว มีทั้งสีเหลืองและสีเหลืองปนส้ม กลีบดอกมีขนาดใหญ่ซ้อนกันหลายชั้นเป็นวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-10 ซม. ความกว้าง 0.5-1.5 ซม. มีผลแห้งสีดำ

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดดาวเรืองเป็นหลัก นอกจากนี้กลิ่นของดาวเรืองยังรบกวนการจู่โจมของงู ส่วนยางในลำต้นก็มีฤทธิ์ระคายเคืองผิวและทำให้สายตา ของงูพร่าเลือนได้

4.ฟ้าทะลายโจร

อีกชื่อคือ ‘หญ้ากันงู’ เป็นไม้ล้มลุก ความสูง 50 ซม. ลำต้นเหลี่ยม ใบเลี้ยงเดี่ยว ผิวใบเกลี้ยง ออกสลับตรงข้าม ทรงใบรีและแคบ ความยาว 1.5-7 ซม. ความกว้าง 1-2.5 ซม. ออกดอกที่ซอกใบบริเวณปลายยอด มีสีขาว ความยาวประมาณ 0.9-1.5 ซม. ดอกมีขนาดเล็ก ปลายกลีบดอกแตกเป็นเเฉก มีผลแห้ง ทรงรี คล้ายฝักต้อยติ่ง

มีรสขมทุกส่วนของต้น ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หากตัวงูถูกับรากหรือใบจะทำให้ผิวหนังเกิดอาการบวม น่ากลัวสำหรับงูเลยทีเดียว

5.ระย่อม

‘ต้นระย่อม’ จัดเป็นไม้พุ่มเตี้ย ผลัดใบในฤดูแล้งและผลิใบในฤดูฝน ความสูงประมาณ 30-70 ซม. ลำต้นคดงอ เปลือกสีขาวหรือสีน้ำตาลอมเทา มียางสีขาว มักมีรอยแผลตามลำต้น มีใบเดี่ยวออกสลับตรงข้าม ขึ้นหนาแน่ที่ปลายยอด ใบทรงรียาว ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ สีเขียวเข้มผิวมัน ความยาว 12-20 ซม. ความกว้าง 5-8 ซม.

เมื่อสุกจะกลายเป็นสีม่วงแดงหรือดำ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด อีกทั้งต้นระย่อมนี้ยังมีฤทธิ์รบกวนระบบประสาทและระบบหัวใจของงูอีกด้วย

การต้นไม้ทั้ง 5 ชนิดนี้ช่วยกันงูเข้าบ้านได้จริงๆ สามารถเลือกปลูกได้ตามใจชอบเลยจะปลูกชนิดเดียวก็ได้ มันดีกว่าการไม่ทำอะไรเลยแถมยังเป็นไม้ประดับสวยๆ คู่บ้านได้อีกด้วยนะ

ขอขอบคุณ : facebook.com/kasetpurepure/

ปลูกผักในบ้าน🏠🥦ไอเดียสำหรับพื้นที่น้อย

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็หันมาใส่ใจสุขภาพและนิยม ปลูกผักเพื่อใช้รับประทาน
กันเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผักไฮโดรโปนิกส์ ผักสวนครัว รวมถึงผักต้นอ่อน เพราะปลูกง่าย ใช้พื้นที่น้อย แถมยังใช้เวลาไม่นาน
.
วันนี้แอดมินขอนำเสอนไอเดียดีๆ มาแนะนำ สำหรับคนที่มีพื้นที่น้อย และจำกัด ก็สามารถปลูกผักสวนครัวได้ โดยปลูกในห้องครัวเลยค่ะ นอกจากจะช่วยประหยัดพื้นที่แล้ว ยังสามารถหยิบจับนำมาปรุงอาหารได้สะดวกสบายอีกด้วยล่ะค่ะ
.


1.เลือกใช้รูปแบบกระถางแขวนขนาดเล็กกะทัดรัด
2.ตกแต่งโต๊ะอาหารด้วยกระถางผักสดรูปฟอร์มสวยงาม
3.ปลูกผักสวนครัวขนาดเล็กในแก้วน้ำ

  1. ตกแต่งครัวสวยด้วยการปลูกผักสวนครัว
    5.ปลูกผักสวนครัวไว้ในชั้นวางเลื่อนได้
    6.ปลูกพืชแบบไร้ดินด้วยเครื่องอัตโนมัติ
  2. ปลูกผักสวนครัว ให้สามารถหยิบจับนำมาใช้งานได้อย่างสะดวก

Cr : https://www.baanlaesuan.com/92062/diy/easy-tips/vegetable-kitchen

ปลูกทับทิมกินเองได้ที่บ้าน

วันนี้เราจะพาเพื่อนๆมาปลูกทับทิม ทับทิมเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ได้รับความนิยม แต่ว่าอาจจะไม่ค่อยมีคนนิยมปลูกเท่าไหร่นัก เป็นพืชที่มักจะปลูกแซมกับต้นพืชอื่นๆ อาจจะเป็นสวนกล้วย สวนน้อยห น่าทับทิมนั้นเป็นต้นไม้ผลที่เพาะเมล็ดได้ หรือจะนำไปปักชำก็ได้เหมือนกัน หรือจะไปซื้อต้นกล้ามาปลูกเลยก็ได้ มาดูขั้นตอนในการปลูกได้เลย

ขั้นตอนการปลูก

ดินปลูกนั้นให้จัดการเตรียมแปลงโดยการไถดินแล้วตากเอาไว้ให้แห้ง 2 ครั้ง แต่ละครั้งก็ตากประมาณ 7 วัน เป็นการกำจัดวัชพืชด้วย ต้นกล้าที่ควรจะเอามาลงแปลงนั้นอายุ 2-3 เดือนความสูงอยู่ที่ 30-40 เซนติเมตร ในส่วนของหลุมปลูกนั้นมีความลึกที่ 20-30 เซนติเมตร แล้วเอาปุ๋ ยคอกร่วมกับปุ๋ ย 15-15-15 มารองก้นหลุม โดยใส่ 2 ต้น/กำ โดยคลุกผสมเข้ากับดินปลูก ส่วนระยะการปลูกอยู่ที่ 4×3 หรือจะเป็น 5×3 เมตรก็ตามสะดวกเลย

การบำรุงดูแลต้นทับทิม

ในระยะแรกนั้นให้น้ำทุกวันเลย โดยเฉพาะในช่วง 3 สัปดาห์แรกจะปล่อยให้ขาดน้ำไม่ได้ พอต้นทับทิมนั้นสามารถตั้งต้นได้แล้วก็ให้น้ำแบบ 3 ครั้ง/สัปดาห์ ส่วนปุ๋ยให้ 2 ครั้ง/ปีก็พอ ก่อนจะติดดอ กให้ปุ๋ ย 12-12-24 ในปริมาณ 1 กำ/ต้น โดยให้ใส่แบบนี้ทุกปีเลย

การเก็บเกี่ยวทับทิม

หลังจากปลูกไปจนทับทิมนั้นติดดอกซึ่งจะมีอายุประมาณ 6-8 เดือน แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ากิ่งที่นํามาปลูกนั้นได้มาจากต้นแม่อายุเท่าไหร่ด้วย หากมาจากต้นที่ติดผลไปได้ไม่นานจะทำให้ได้ผลเร็ว แต่ถ้ามาจากต้นอ่อนก็จะใช้เวลานานหน่อย ในการปลูกทับทิมแบบเพาะเมล็ดยิ่งนานหน่อยกว่าจะติดดอกติดผลอาจจะอยู่ที่ 2-3 ปีเลย

ขอขอบคุณ : facebook.com/kasetpurepure/

ผักหวานป่า ปลูกยังไงให้รอด

ถือเป็นผักที่มีรสชาติอร่อยซึ่งสามารถปลูกง่ายแต่จะให้รอดจนเก็บยอดมารับประทานได้นั้นถือว่ายากทีเดียวเพราะต้องอาศัยการดูแลรักษาและต้องเอาใจใส่ในการปลูกและมีเคล็ดลับในการปลูกที่รับรองว่าปลูกแล้วรอดแน่นอนอยู่ยาวเป็น 10 ปี

วิธีการปลูกผักหวานป่าให้รอด

1. เริ่มขั้นตอนแรกด้วยการเลือกเมล็ดผักหวานป่าพันธุ์ดีมาปลูกซึ่งการปลูกด้วยเมล็ดนั้นจะได้ผลดีกว่าการปลูกด้วยกิ่งตอน

2. จากนั้นสถานที่จะปลูกควรปลูกไว้ใต้ต้นไม้ตระกูลถั่วเช่น แค มะขามเทศ กระถิน เป็นต้น จะเรียนต้นไม้พวกนี้ว่าพืชพี่เลี้ยง

3. การปลูกผักหวานป่าต้องดูทิศทางการส่องของแดดให้ดี เพราะต้นผักหวานป่านั้นไม่ถูกกับแสงแดดจัด การพึ่งร่มเงาของไม้พี่เลี้ยงนั้นสำคัญมาก

4. ทำการขุดหลุมสำหรับปลูกผักหวานป่าให้เตรียมดินร่วมผสมกับปุ๋ยคอกรองก้นหลุมไว้ก่อนนำกล้าผักหวานป่าลงปลูก

5. โดยการแกะถุงเพาะชำออกนั้นสำคัญให้ตัดถุงให้เปิดออกจากด้านล่างเท่านั้นแล้วค่อยๆหย่อนถุงเพาะลงโดยไม่ต้องแกะถุงด้านอื่นออกเนื่องจากอาจกระทบรากแก้วซึ่วบอบบางมากสามาถเปราะหักง่ายถ้าหักแม้นิดเดียวผักหวานจะไม่รอด

6. เรียบร้อยแล้วให้นำเศษใบไม้กกิ่งไม้แห้งมาคลุมโคนต้นไว้เพื่อรักษาความชื้น จากให้ให้หาตะกร้าทรงสูงมาคลุมไว้เพื่อพรางแสงแดดในช่วงแดดจัด ครอบไว้แบบนี้จนกว่าอายุจะครบ 6 เดือน จึงค่อยนำตะกร้าออก

7. การบำรุงดูแลให้รดน้ำ 7 วัน/ครั้ง และให้ปุ๋ยคอกรอบๆโคนต้น 30 วัน/ครั้ง ในช่วงแรกต้นผักหวานจะโตช้าและอ่อนแอแต่เมื่อโตขึ้นก้จะทนทานต่อสภาพอาอาศและสิ่งเร้ามากขึ้น

ขอขอบคุณ : facebook.com/kasetpurepure/

น้ำหมักเปลือกหัวหอม

โดยธรรมชาติของพืชนั้น จะได้รับสารอาหารจากดิน ที่มีแร่ธาตุสะสมจากการทับถมของเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นลงดิน แต่กว่าจะย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยให้สารอาหารแก่พืชนั้น ก็ใช้ระยะเวลานานหลายเดือน หรืออาจจะเป็นปี .ดังนั้นเราจึงมีสูตรปุ๋ยหมักทำเองแบบง่ายๆ และใช้เวลาในการหมักน้อยลง นั่นคือ ปุ๋ยหมักน้ำเปลือกหัวหอม เหตุผลที่เลือกใช้เปลือกหัวหอมแดง เพราะมีสารอาหารเยอะ เหมาะสำหรับพืชทุกชนิด

ส่วนผสม

1.เปลือกหอมแด

ง2.น้ำสะอาด

3.ภาชนะสำหรับหมักมีฝาปิด

4.ผ้าขาวบาง

วิธีทำ

1.นำหอมแดงมาปลอกเปลือกออก เปลือกที่ปลอกให้นำใส่ภาชนะสำหรับหมัก เติมน้ำให้ท่วมเปลือกหอมแดง แล้วปิดฝา

2.หมักทิ้งไว้หนึ่งวัน จะเห็นว่าน้ำหมักจากเปลือกหอมแดง จะกลายเป็นสีน้ำตาลปนแดง

3.จากนั้นนำผ้าขาวบางกรองเอาแต่น้ำหมัก

4.สามารถนำปุ๋ยหมักน้ำจากเปลือกหอมแดงรดต้นไม้ได้ทุกชนิด โดยรดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง น้ำหมักที่มีสารอาหารสูงจะซึมลงสู่ชั้นดิน รากพืชสามารถดูดซึมสารอาหารได้อย่างรวดเร็ว

สารอาหารจากปุ๋ยหมักน้ำเปลือกหัวหอม

1.แคลเซียม : ช่วยให้ลำต้นแข็งแรง ไม่เป็นโรคง่าย

2.โพแทสเซียม : เร่งการเจริญเติบโตของรากและหัว ทำให้ผักผลไม้รสชาติดี

3.แมกนีเซียม : เป็นองค์ประกอบของคอลโรฟิลล์ในพืช ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างอาหารและโปรตีนพืช เพิ่มธาตุเหล็ก

4.ธาตุเหล็ก : ช่วยในการสังเคราะห์แสง ช่วยสร้างความเขียวในพืช ช่วยกระตุ้นให้การหายใจและการปรุงอาหารของพืชเป็นไปอย่างสมบูรณ์

5.ทองแดง : เพิ่มความหวานในผลไม้ เร่งปฏิกริยาเอนไซม์ในพืช มีผลต่อพืชโดยอ้อม ในการสร้างส่วนที่เป็นสีเขียวของพืช ช่วยเพิ่มโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ และป้องกันการถูกทำลายส่วนสีเขียว

ทั้งมีประโยชน์มากมายสำหรับพืช และยังประหยัดเวลาในการทำอีกด้วย สามารถทำเองได้ง่ายๆที่บ้าน ไม่ต้องไปซื้อปุ๋ยใช้ให้เปลืองเงิน แค่นำเปลือกหัวหอมเหลือใช้มาหมักใส่น้ำเปล่า ทิ้งไว้เฉยๆ 1 วัน ก็สามารถนำมาใช้ได้เลย

ขอขอบคุณ : facebook.com/kasetpurepure/

เลี้ยงกล้วยไม้ให้งาม…เทคนิคง่ายๆ มีนิดเดียว

หลายคนสนใจปลูกกล้วยไม้เป็นงานอดิเรก ทั้งกล้วยไม้สกุลช้าง สกุลแวนด้า สกุลหวายและกลุ่มคัทลียา แต่มือใหม่หัดปลูกกล้วยไม้มักเจอปัญหา โรคใบจุดดำลึกขอบมีสีเหลืองและเน่าเสียหาย จนต้องตัดต้นทิ้งในที่สุด ความจริง การเลี้ยงกล้วยไม้ให้งาม ไม่ใช่เรื่องยาก ใครๆ ก็สามารถทำได้ หากปลูกดูแลกล้วยไม้ตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้

ก่อนอื่นขอแนะนำให้มือใหม่ทั้งหลาย หัดเรียนรู้ธรรมชาติของกล้วยไม้เสียก่อนว่า กล้วยไม้ เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์กล้วยไม้ (แฟมิลี่) นั้น กล้วยไม้เป็นพันธุ์พืชมีดอกมากกว่า 25,000 ชนิด (สปีซี่ส์) กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของโลก คำว่า กล้วยไม้ ในภาษาอังกฤษ เรียกว่า ออคิด หรือ ออร์คิด มีความหมายว่า ลักษณะโป่งตอนกลาง

 ปลูกกล้วยไม้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

การเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ในเขตร้อนชื้น ต้องใส่ใจปรับสภาพแวดล้อม คือ แสงแดด อุณหภูมิ ความชื้น ฯลฯ ให้เหมาะสมและเอื้อต่อการเจริญเติบโตของกล้วยไม้แต่ละสกุล

1.แสงแดด

การปลูกกล้วยไม้ จำเป็นต้องพรางแสงให้ตามความเหมาะสมของแต่ละสกุล กล้วยไม้สกุลหวาย ต้องการแสงแดดเพียง 60-70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแวนด้าต้องการแสงแดดเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 4-6 ชั่วโมง 

2.อุณหภูมิ

กล้วยไม้เขตร้อนเจริญเติบโตได้ดี ที่อุณหภูมิ 25-35 องศาเซลเซียส เมื่อมีการพรางแสงและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ปัญหาเรื่องอุณหภูมิจึงไม่เกิดขึ้นในบ้านเรา 

3.ความชื้น

กล้วยไม้เกือบทุกสกุลต้องการความชื้นสัมพัทธ์ อยู่ระหว่าง 60-80 เปอร์เซ็นต์ โดยรักษาความชื้นที่บริเวณรากให้อยู่ในระดับที่กล่าวมาข้างต้น สิ่งพึงระวังคือ อย่าให้ลมพัดโกรกแรง และไม่ควรรดน้ำบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้บริเวณรากชื้นมากเกินความจำเป็น ในโรงเรือนต้องจัดการให้มีลมพัดผ่านได้ดี 

4.วัสดุปลูกวัสดุปลูก นับเป็นองค์ประกอบสำคัญในการนำไปสู่ความสำเร็จในการปลูกกล้วยไม้ วัสดุปลูกสำหรับกล้วยไม้ชนิดรากอากาศและกึ่งรากอากาศ เช่น สกุลแวนด้า ช้าง เข็ม และกุหลาบ ต้องเป็นวัสดุที่อุ้มน้ำและระบายน้ำได้ดี ได้แก่ ออสมันด้า ซึ่งเป็นเฟิร์นชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นเส้นฝอย แห้งและมีน้ำหนักเบา แต่มีข้อเสียคือ มีราคาแพง ถ่าน ข้อดีมีน้ำหนักเบา อุ้มน้ำและระบายน้ำได้ดี หาได้ง่าย และสะอาด กาบมะพร้าว ข้อดีหาได้ง่าย เก็บความชื้นได้ดี มีข้อเสียคือ เปื่อยยุ่ยง่ายกว่าถ่านไม้ อิฐหัก เก็บความชื้นและระบายน้ำได้ดี หาได้ง่าย แต่ข้อเสียคือ มีน้ำหนักเบา และ โฟม ข้อดีมีน้ำหนักเบา หาได้ง่าย มีความยืดหยุ่นได้ดี ช่องว่างระหว่างก้อนโฟมที่ทำให้เล็กจะเก็บน้ำได้ดี ส่วนวัสดุปลูกของ กล้วยไม้ดิน ให้ใช้อินทรียวัตถุ เช่น เศษใบไม้แห้งหมักให้ได้ที่ผสมกับถ่านและอิฐหัก ก็นับว่าใช้ได้ผลดี 

5.บำรุงธาตุอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสม

ในสภาพธรรมชาติกล้วยไม้จะได้ธาตุอาหารจากเศษซากพืชที่เน่าเปื่อยผุพัง และเมื่อนำมาปลูกในกระถางหรือกระเช้าจึงจำเป็นต้องให้ปุ๋ยเคมีแทนอินทรียวัตถุในธรรมชาติ คือในระยะ ลูกกล้วยไม้ ที่นำออกจากขวดใหม่ๆ ให้ใช้ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำได้ สูตร 30-10-10 หรือ 10-20-10 หรือสูตรใกล้เคียง อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ เดือนละ 2 ครั้ง กล้วยไม้วัยหนุ่มสาว ระยะใกล้ออกดอกใช้ปุ๋ย สูตร 10-20-10 หรือ 15-15-15 อัตรา 50-100 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ 2 ครั้ง ต่อเดือน และระยะแทงช่อ ด้วยปุ๋ย สูตร 16-21-27 หรือ 20-20-20 อัตรา 50-100 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ เดือนละ 2 ครั้ง หลังแทงช่อแล้วไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยอีก อายุการติดดอกอยู่ระหว่าง 8-24 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ และสายพันธุ์ที่ปลูก 

6.รู้จักโรคกล้วยไม้และวิธีการแก้ไข

โรคพืชที่พบได้บ่อยในกล้วยไม้ คือ โรคใบจุด เกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อราชนิดหนึ่ง อาการของโรคที่ระบาดในกล้วยไม้แวนด้าพบรอยแผลยาวรีคล้ายกระสวย บริเวณกลางของแผลจะเป็นตุ่มนูน แต่ถ้าหากเกิดที่ใบของกล้วยไม้สกุลหวายพบเป็นจุดสีดำขนาดเล็ก เท่าปลายเข็มหมุดและขยายเพิ่มขนาดขึ้นถึงเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ยุบลงลึกในเนื้อใบ ขอบแผลสีน้ำตาลอ่อน ต่อมาจะลุกลามทำให้ใบเน่าเสียหาย วิธีป้องกันกำจัด ให้ตัดใบที่เริ่มแสดงอาการของโรคเผาทำลายทิ้งไป

ขอขอบคุณข้อมูล : เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์

ปลูกแตงโมง่ายๆ…ทำได้ที่บ้าน

แตงโมถือว่าเป็นผลไม้ยอดฮิตที่มีคนชอบกินเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ค่อยมีคนปลูกแตงโมไว้ในเพื่อเก็บผลไว้ทานด้วยตัวเอง เพราะว่าหลายคนยังติดภาพว่าแตงโมเป็นพืชที่ปลูกยาก ต้องใช้พื้นที่ในการปลูกเป็นบริเวณกว้าง รวมถึงต้องมีการดูแลที่ซับซ้อน แต่ในความเป็นจริงแล้วแตงโมไม่ได้เป็นพืชที่ปลูกยาก ไม่ต้องการพื้นที่มาก และการดูแลก็สามารถทำได้ไม่ยาก ลองมาดูกันว่าการปลูกแตงโมในบ้านด้วยตัวเองแบบง่ายๆ นั้นทำอย่างไร

  • ทำความรู้จักกับแตงโม

แตงโมนั้นเป็นผลไม้ที่เมืองไทยรู้จัก และนำมาทานกันอย่างยาวนานตั้งแต่ครั้งอดีต แต่ในความเป็นจริงแล้วแตงโมนั้นมีถิ่นกำเนิดจากทวีปแอฟริกา ในประเทศไทยนั้นแตงโมที่นิยมปลูกมี 3 ประเภท คือ แตงโมพันธุ์ธรรมดา ใช้สำหรับกินเนื้อ เมล็ดมีขนาดเล็ก มีรสชาติหวาน ทานง่าย ซึ่งแตงโมแบบนี้สายพันธุ์ย่อยอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แตงโมจินตหรา, แตงโมตอร์ปิโด, แตงโมกินรี, แตงโมน้ำผึ้ง, แตงโมไดอา, แตงโมจิ๋ว เป็นต้น

  • แตงโมพันธุ์ไม่มีเมล็ด

เป็นแตงโมพันธุ์ผสมที่เมื่อก่อนนิยมปลูกเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ แต่ในปัจจุบันมีความนิยมบริโภคภายในประเทศมากขึ้น

  • แตงโมพันธุ์กินเมล็ด

เป็นแตงโมพันธุ์เฉพาะที่มีเมล็ดใหญ่ มีเมล็ดจำนวนมาก ปลูกเพื่อใช้เมล็ดมาทำเป็นอาหารว่าง ไม่นิยมบริโภคเนื้อ

  • ประโยชน์ของแตงโม

แตงโมเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์มากมาย ในแตงโมนั้นประกอบด้วยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และวิตามินต่างๆ เช่นคาร์โบไฮเดรต ไฟเบอร์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม โพแทสเซียม วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน เป็นต้น และการทานแตงโมนั้นยังส่งผลดีต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะแตงโมนั้นสามารถป้องกันโรคหอบหืด บำรุงสมอง บำรุงระบบประสาท บำรุงผิว ลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็ง ช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงผิว และเส้นผมอีกด้วย

  • การปลูกแตงโมด้วยตัวเอง

การลงมือปลูกแตงโมไว้ในบ้านเพื่อเก็บผลทานเองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ต้องใส่ใจ และมีเวลาดูต้นแตงโมบ้างเท่านั้นเอง การปลูกแตงโมด้วยตัวเองนั้นสามารถปลูกลงดิน หรือปลูกในกระถางก็ได้ เพียงแค่ต้องมีการเตรียมพื้นที่สำหรับปลูก เตรียมดิน เตรียมเมล็ดพันธุ์ เตรียมปุ๋ย ให้พร้อม เพียงเท่านี้ก็สามารถปลูกแตงโมด้วยตัวเองได้แล้ว

  • การเตรียมดินปลูกแตงโม

การเตรียมดินปลูกแตงโมนั้นไม่ได้แตกต่างจากการเตรียมดินเพื่อปลูกพืชชนิดอื่นๆ มากนัก ดินที่เหมาะสมกับการปลูกแตงโมจะเป็นดินร่วน ก่อนปลูกควรยกพื้นที่บริเวณที่ต้องการปลูกให้เป็นร่องเพื่อการระบายน้ำที่ดี จากนั้นให้พรวนดินโดยผสมปุ๋ยคอกลงไปด้วย จากนั้นพักดินไว้ประมาณ 3 วันเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อ ก่อนที่จะนำเมล็ด หรือนำต้นอ่อนมาปลูก 1 วันควรรดน้ำที่แปลงปลูกให้ชุ่มก่อน และพื้นที่ปลูกแตงโมต้องสามารถรับแสงแดดได้เต็มที่ เพราะว่าแตงโมนั้นเป็นพืชที่ชอบแดด หากไม่มีแดดลูกจะไม่โต

  • วิธีการปลูกแตงโม

การเริ่มปลูกแตงโมหลังจากที่เตรียมดินเสร็จเรียบร้อยนั้น ก็จะนำต้นกล้า หรือเมล็ดมาหยอดในหลุมที่เตรียมไว้ ถ้าเป็นเมล็ดให้หยอดหลุมละ 4 – 5 เมล็ด แต่ถ้าเป็นต้นกล้าให้ปลูกหลุมละ 1 ต้น จากนั้นก็ใช้ดินกลบ และในกรณีของการใช้ต้นกล้ามาปลูกในระยะเวลา 3 วันแรกให้รดน้ำวันละ 3 เวลาคือ เช้า กลางวัน เย็น ส่วนการปลูกด้วยเมล็ดให้รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น ต้นอ่อนแตงโมจะงอกออกมาในเวลาประมาณ 5 – 7 วัน 
แต่ข้อควรระวังของการปลูกแตงโมด้วยเมล็ดคือแตงโมจะไม่งอกหากอุณหภูมิของเมล็ดต่ำกว่า 15.5 องศา ดังนั้นก่อนการปลูกแตงโมต้องนำเมล็ดไปแช่ในน้ำอุ่นก่อน แล้วค่อยนำมาปลูก ซึ่งการนำเมล็ดแตงโมไปแช่ในนำอุ่นจะช่วยให้แตงโมงอก และเติบโตอย่างสม่ำเสมอ 

  • การดูแลแตงโม

เมื่อเริ่มปลูกแตงโมแล้วการดูแลแตงโมให้เจริญเติบโตได้ดีนั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน การดูแลแตงโมจะเริ่มเมื่อแตงโมนั้นแตกยอดอ่อนทะลุดินขึ้นมา โดยรดน้ำวันละ 1 ครั้ง และใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเป็นการบำรุงเพิ่มเติม เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 7 วันแตงโมจะแตกใบอ่อนเพิ่มเติมให้เด็ดออกแล้วเหลือไว้แต่ใบสมบูรณ์ที่สุดประมาณ 3 – 4 ใบ

เมื่อแตงโมเริ่มแตกเถา ให้หมั่นสังเกตเรื่องโรคต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับแตงโม ไม่ว่าจะเป็นโรคราน้ำค้าง หรือโรคใบจุด เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้แตงโมที่ปลูกจะตายทั้งหมด เมื่อพบว่าเป็นโรคให้ใช้ยาฆ่าแมลงสูตรอินทรีย์ฉีดให้ทั่วบริเวณแปลงปลูก 
ถ้าแตงโมแตกเถามากเกินไปให้ตัดทิ้งเหลือเฉพาะเถาที่แข็งแรงไม่เกิน 4 เถา เนื่องจากถ้ามีเถามากเกินไปแตงโมจะไม่สมบูรณ์ ลูกแตงโมจะผลเล็ก และเมื่อแตงโมอายุ 1 เดือนเถาจะเริ่มยาวมากขึ้น รวมถึงแตกกิ่งแขนงออกมา กิ่งแขนงเหล่านี้ต้องตัดทิ้งให้หมดเหลือแต่เถาหลักเอาไว้

พอปลูกแตงโมเป็นระยะเวลา 35 – 40 วันแตงโมจะเริ่มติดลูก ต้องเลือกลูกที่สมบูรณ์ที่สุดเอาไว้โดยดูที่ก้านผล ถ้าก้านผลเล็กแสดงว่าแตงโมลูกนั้นไม่สมบูรณ์ ต้องหมั่นสังเกต และเด็ดออกให้หมด เนื่องจากแตงโมนั้นควรมีผลแค่ 1 – 2 ลูกต่อเถา 

  • อายุของแตงโม

แตงโมนั้นเป็นพืชที่นิยมปลูกในฤดูแล้ง และฤดูหนาว ซึ่งอายุของแตงโมนั้นจะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ และสภาพอุณหภูมิ โดยแตงโมในประเทศไทยจะมีอายุพร้อมเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 55 – 85 วันนับตั้งแต่เริ่มแตกยอดอ่อน โดยการสังเกตว่าแตงโมนั้นพร้อมเก็บเกี่ยวหรือยังให้สังเกตที่ขั้วของผลแตงโม โดยขั้วผลจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และแห้งเป็นบางส่วน หรือใช้วิธีการเคาะเพื่อฟังเสียงซึ่งการเคาะต้องอาศัยความชำนาญพอสมควร  แตงโมที่พร้อมเก็บเกี่ยวจะต้องแก่พอดีคือประมาณ 75 – 80% และก่อนเก็บแตงโมประมาณ 3 วันควรหยุดให้น้ำเพื่อที่แตงโมจะได้มีความหวานมากขึ้น

  • การปลูกแตงโมในกระถาง

หลายๆ คนไม่สะดวกที่จะปลูกแตงโมลงดินเนื่องจากมีพื้นที่ไม่เพียงพอ การปลูกแตงโมในกระถางถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการปลูกแตงโมด้วยตัวเอง โดยการปลูกแตงโมในกระถางนั้นเริ่มจากการเตรียมกระถางที่มีขนาด 15 นิ้ว ส่วนดินที่ใช้จะเป็นดินร่วนปนทรายผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ รดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นก็ใช้ต้นอ่อน หรือเมล็ดมาปลูกในกระถางได้เลย
การปลูกแตงโมในกระถางนั้นจำเป็นต้องทำร้านให้เถาแตงโมได้เลื้อยขึ้นไปในแนวตั้ง โดยร้านนั้นจะใช้เป็นไม้ไผ่ หรือใช้เชือกมาทำก็ได้ และเมื่อแตงโมติดผลให้เด็ดผลที่ไม่สมบูรณ์ออกให้หมดจนเหลือเพียงผลเดียว จากนั้นให้ทำถุง หรือตะกร้ามารองที่ใต้ลูกแตงโมเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกแตงโมนั้นหล่นมาเสียหาย

ส่วนการดูแลแตงโมที่ปลูกในกระถางนั้นก็สามารถดูแลเหมือนแตงโมที่ปลูกลงดินได้เลย รวมไปถึงระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวแตงโมที่ปลูกในกระถางก็เหมือนกับแตงโมที่ปลูกลงดินทั่วๆ ไปนั่นเอง

  • การเลือกใช้ปุ๋ยแตงโม

การเลือกใช้ปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืชต่างๆ ให้ต้นแตงโมก็ถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น เนื่องจากธรรมชาติของแตงโมนั้นสามารถเป็นโรคได้ง่าย และถ้าต้องการให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพดีจำเป็นต้องมีการใส่ปุ๋ยสูตรต่างๆ เพื่อเป็นการบำรุง ปุ๋ยที่นิยมนำมาใช้กับแตงโมส่วนมากจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์สูตรต่างๆ ตามแต่ระยะเวลาในการเติบโตของแตงโม หรือถ้าไม่สะดวกในการปรับสูตรปุ๋ยก็สามารถใช้ปุ๋ยอินทรีย์สูตรมาตรฐานได้เลยสำหรับการปลูกเองที่บ้าน

ส่วนเรื่องโรคต่างๆ ของแตงโมนั้นส่วนมากจะมาจากศัตรูพืชเป็นส่วนใหญ่ การกำจัดศัตรูพืชควรเลือกใช้ชีวภัณฑ์ที่เป็นสารอินทรีย์ เพราะว่าจะมีความปลอดภัยในการใช้ และไม่มีสารตกค้างในผลแตงโมนั่นเอง

ในบทความนี้ได้มาบอกเล่าถึงรายละเอียดต่างๆ ของการปลูกแตงโมไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของแตงโมแต่ละสายพันธุ์ คุณประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับจากการบริโภคแตงโม รวมไปถึงวิธีการปลูกแตงโมด้วยตัวเองอย่างละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน การดูแลแตงโม ประเภทปุ๋ยที่ต้องใช้ ไปจนถึงระยะเวลาการเก็บเกี่ยว

ขอขอบคุณข้อมูล : www.baania.com