วิธีการปักชำ”สะระแหน่” ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ใช้ดิน ทำง่าย โตเร็วมาก!!

สะระแหน่ เป็นสมุนไพรที่สามารถนำไปทำประโยชน์ได้หลายอย่าง มีสรรพคุณทาง ย า และยังนำมาประกอบอาหารได้มากมาย การจะปลูกสะระแหน่จะต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่อย่างมาก วันนี้เราจะมาบอก เทคนิคการปลูกสะระแหน่ แบบไม่ใช้ดิน ปลูกแล้วติดทุกคน ใครๆก็ทำได้

สมุนไพรสะระแหน่ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ หลายชนิด เช่น ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณมากมายที่ช่วย รักษาโรค ต่างๆได้ การใช้ใบสะระแหน่ควรเลือกใบสดและยอดอ่อน จะได้ผลดีกว่าใบแห้ง

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

1. ตะกร้าตาถี่

2. ถาดรองน้ำ

3. ฟองน้ำสำหรับเพาะ

4. คัตเตอร์

5. กิ่งสะระแหน่ (เลือกกิ่งที่สมบูรณ์)

วิธีการทำ

1.นำฟองน้ำมาวางให้มีขนาดพอดีกับตะกร้า จากนั้นให้ใช้คัตเตอร์ ก รี ด ฟองน้ำเป็นสี่เหลี่ยมขนาด 1-2 เซนติเมตร

2. เอาฟองน้ำไปแช่ให้ชุ่มน้ำ แล้วนำมาใส่ตะกร้าไว้เหมือนเดิม แล้วนำถาดรองน้ำมารองตะกร้าเตรียมไว้ แล้วก็เติมน้ำใส่ถาดเล็กน้อย

3. นำกิ่งสะระแหน่ที่คัดมาแล้วเรียบร้อย ให้ริดใบออก เหลือไว้แค่ใบเลี้ยง 2-3 ใบ จากนั้นก็ปักลงที่ฟองน้ำ ตามช่องที่แบ่งไว้

4. เมื่อปักชำกิ่งสะระแหร่จนครบหมดแล้ว ก็ให้นำถาดไปวางไว้ในที่ร่ม รอจนกว่าจะมีรากงอกออกมา

5. ในระหว่างนี้ต้องคอยระวัง ไม่ให้น้ำในถาดแห้ง ต้องคอยเติมน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สะระแหน่ได้รับน้ำไปหล่อเลี้ยงเพียงพอ สามารถใส่ปุ๋ยน้ำเพิ่มการเจริญเติบโตได้

6. เมื่อสังเกตเห็นว่ามีรากงอออกมาแล้ว ให้ย้ายถาดปักชำสะระแหน่ไปไว้ในที่มีแดดส่องรำไร

.

ขอบคุณที่มา : คุณ Nong Rawin กลุ่มคนอยากทำเกษตร

ประโยชน์ของเห็ดเข็มทอง

เห็ดเข็มทองนั้นมีประโยชน์สูงมาก สามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลาย ลักษณะที่ดูน่ารับประทานและรสสัมผัสที่เหนียวนุ่ม จึงทำให้หลายคนนิยมนำมาทำอาหารรับประทาน

.

สรรพคุณทางยาของเห็ดเข็มทอง : กินเห็ดเข็มทองเป็นประจำจะช่วยรักษาโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังกระเพาะอาหารและช่วยรักษา โรคตับ

สรรพคุณและประโยชน์ของเห็ดเข็มทอง

  • ช่วยลดน้ำหนัก
  • ต้านมะเร็ง
  • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
  • สลายไขมันในระบบทางเดินอาหาร
  • ควบคุมระดับน้ำตาล
  • แก้ท้องผูก
  • ช่วยบำรุงสมอง
  • ลดไขมันในเลือด
  • กระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ

ขอขอบคุณข้อมูล : fourfarm.com

“ปลูกผักคะน้า” ให้โตไว…เก็บขายแทบไม่ทัน

คะน้าเป็นผักสวนครัวที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ช่วงเวลาที่ปลูกได้ผลดี ที่สุดอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน

เป็นผักที่นิยมรับประทานมากในปัจจุบัน นิยมรับประทานทั้งลำต้น และใบ ด้วยลักษณะมีรสหวาน และกรอบ ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว มักใช้ประกอบอาหารจำพวกผัด และทอด เป็นส่วนใหญ่

ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกผักคะน้าด้วยการหว่านเมล็ดลงบนแปลงปลูกโดยตรงมากกว่าย้ายกล้า เนื่องจากช่วยให้การเติบโตเร็วกว่าและสามารถเก็บผลผลิตขายได้หลายช่วง โดยมีขั้นตอนดังนี้

การปลูกคะน้าด้วยวิธีการหว่านเมล็ด ลดการจัดการ ย่นระยะเวลาการเก็บเกี่ยว
มีวิธีการปลูกดังนี้

ไถพรวนพื้นที่พลิกดินตากแดดไว้ 7 -14 วัน ใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 1 ตันต่อไร่และไถพรวนอีกครั้ง เพื่อให้ดินและปุ๋ยคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วไถยกร่องทำแปลงปลูก กว้าง 1-1.5 x ความยาวตามพื้นที่

การเพาะกล้า

ใช้วิธีการหว่านเมล็ดในแปลงที่ยกร่องแปลงสูง ประมาณ 30 เซนติเมตร ขนาดแปลง 2×2.5 เมตร การเตรียมแปลงหว่านให้กำจัดวัชพืช และใช้ปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์หว่านโรยประมาณ 2 ถัง พร้อมพรวนดินคลุกให้ปุ๋ยผสมกับดิน

หลังจากนั้นทำการหว่านเมล็ดพันธุ์ 1-2 ถุง และให้โรยทำด้วยดินผสมปุ๋ยคอกอีกครั้งก่อนวางทับด้วยฟาง และรดน้ำให้ชุ่ม เมล็ดจะงอกประมาณ 3-5 วัน

หลังคะน้างอกประมาณ 20 วัน หรือต้นสูงประมาณ 10 เซนติเมตรให้เริ่มถอนแยก โดยถอนแยก ต้นที่ไม่สมบูรณ์ออก ทิ้งระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 10 เซนติเมตร

ต้นอ่อนของคะน้าที่ถอนแยกออกมาในวัยนี้เมื่อเด็ดรากออกแล้วส่งขายตลาดเป็นยอดผักได้

เมื่อคะน้ามีอายุประมาณ 30 วัน ทำการถอนแยกครั้งที่ 2 ให้เหลือระยะห่างระหว่างต้น 20 เซนติเมตร

ต้นอ่อนของคะน้าที่ถอนแยกออกมาในวัยนี้เมื่อเด็ดรากออกแล้วส่งขายตลาดเป็นยอดผักได้อีกเช่นกัน

ในการถอนแยกคะน้าแต่ละครั้งควรกำจัดวั ช พื ชไปด้วยและควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยวิทย าศาสตร์เสริมในช่วงนี้ เพื่อทำให้ต้นเจริญเติบโตแข็งแรง

การดูแล

การให้น้ำ จะให้น้ำ ตั้งแต่หลังการปลูกทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ในช่วงระยะเริ่มแรก และวันละ 1 ครั้ง ก่อนเก็บผลผลิตประมาณ 10-15 วัน การให้น้ำสามารถให้ด้วยวิธีธรรมดาด้วยการรดมือหรือใช้ระบบสปริงเกอร์

การใส่ปุ๋ย จะเริ่มใส่ปุ๋ยหลังจากปลูกต้นกล้าประมาณ 10-15 วัน ด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 50 กก./ไร่ ร่วมด้วยกับปุ๋ยคอกประมาณ 300 กก./ไร่

การกำจัดวัชพืช ควรมีการตรวจสอบแปลงคะน้า และกำจัดวัชพืชเป็นประจำทุกเดือนหลังการปลูก

การเก็บเกี่ยว

อายุการเก็บเกี่ยวของคะน้าอยู่ที่ประมาณ  45-55  วันหลังปลูก  คะน้าที่ตลาดต้องการมากที่สุดคือระยะที่คะน้ามีอายุ  45  วัน  แต่คะน้าที่มีอายุ  50-55  วัน เป็นระยะที่เก็บเกี่ยวได้น้ำหนักมากที่สุด  ใช้มีดคมๆ  ตัดให้ชิดโคนต้นโดยเริ่มตัดไล่เป็นหน้ากระดานไปตลอดทั้งแปลง หลังจากตัดเสร็จ ให้ปุ๋ย  ดูแลรักษาต่อไปเพื่อให้แตกยอดออกมาใหม่

โรค และศัตรูพืช

แมลงศัตรูพืชที่ชอบกัดกินใบคะน้า ได้แก่ หนอนกระทู้ หนอนใยผัก ด้วงหมักผัก ควรใช้สารสกัดจากพืชธรรมชาติฉีดรดเป็นประจำ ได้แก่ น้ำสะเดา น้ำบอระเพ็ด เป็นต้น รวมถึงการใช้เชื้อรากำจัดแมลงป้องกันการวางไข่ เช่น เชื้อราบิเวอเรีย เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูล : poobpub.com

เคล็ดลับ “ปลูกมะนาวแป้น”

วิธีปลูกมะนาว

– ระยะปลูก ที่เหมาะสมสะดวก ต่อการปฏิบัติจัดการสวน คือ ระยะระหว่างต้นและระหว่างแถว เท่ากับ 5 x 5 หรือ 6 × 6 เมตร

– การเตรียมหลุม ปลูกต้นมะนาว ควรขุดหลุมให้มีขนาดกว้าง ยาว และลึกประมาณ 80 เซนติเมตร หาเศษใบไม้ใบหญ้าหรือเศษฟางใส่รองก้นหลุม อัดให้แน่นหนาประมาณ 20 เซนติเมตร เพื่อให้ช่วยซับน้ำที่รดลงไปเก็บไว้ ให้มีความชุ่มชื้นแก่รากมะนาว

– ชั้นถัดขึ้นมาใส่ปุ๋ยคอก หนาประมาณ 15 เซนติเมตร อาจใส่ปุ๋ย 20-10-20 ประมาณ 2 ช้อนแกงผสมลงไปด้วย เพื่อเป็นแหล่งธาตุอาหารแก่ราก กิ่งต้นพันธุ์ที่ใช้ควรผ่านการนำไปชำในกระบะเพาะชำ หรือลงถุงชำ ระยะหนึ่ง ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก่อนที่จะวางกิ่งลงในหลุม ต้องกรีดถุงพลาสติกออกแล้วจึงวางกิ่งให้อยู่ตรงกลางหลุม

– การปลูกควรจัดรากให้แผ่ออกไปโดยรอบในลักษณะไม่หักพับ เมื่อวางกิ่งต้นลงหลุมแล้ว ค่อยๆ โรยดินกลบไปจนมิด ควรกลบให้ดินพูนสูงขึ้น เพื่อป้องกันการแช่ขังของน้ำ และกดดินรอบต้นให้แน่นพอสมควร แล้วรดน้ำ เพื่อให้เม็ดดินกระชับราก ควรปักไม้หลักผูกยึดลำต้น เพื่อป้องกันการโยกคลอน

– ควรปลูกตอนต้นฤดูฝน ฉะนั้น ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนผู้ปลูกจะต้องปรับพื้นที่ให้เรียบ หรือทำเป็นคันร่องนูนแบบหลังเต่าเพื่อไม่ให้น้ำขังในช่วงฝนตกชุกและช่วยระบายน้ำออกได้โดยเร็ว

ระยะปลูก

– ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของดิน ถ้าดินอุดมสมบูรณ์ควรใช้ระยะ 6 x 6 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 44 ต้น หากดินไม่อุดมสมบูรณ์ ควรพูนดินให้สูงขึ้น เพื่อไม่ให้น้ำขังในช่วงฝนตกชุก และช่วยระบายน้ำออกได้โดยเร็ว

การดูแลรักษา

– การให้น้ำ ช่วงปลูกใหม่ๆ ควรให้น้ำวันละครั้ง (กรณีฝนไม่ตก) หลังจากต้นมะนาวตั้งตัวได้แล้ว การให้น้ำสามารถเว้นระยะนานขึ้น หลังจากมะนาวออกดอกและกำลังติดผลอ่อน เป็นช่วงที่มะนาวต้องการน้ำมาก

การให้ปุ๋ย ต้นที่ให้ผลผลิตแล้วดังนี้

-บำรุงต้น ใช้ ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16

-สร้างตาดอก ใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 หรือ 9-24-24

-บำรุงผล ใช้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16

-ปรังปรุงคุณภาพ ใช้ปุ๋ย สูตร 13-13-21

– ส่วนปริมาณการใส่ปุ๋ย ประมาณ 1 กิโลกรัม / ต้น / ครั้ง

การปลิดดอก

– ในระยะ 1 – 2 ปีนับจากวันปลูก ถ้าหากต้นมะนาวออกดอกในช่วงนี้ควรจะปลิดออก เพราะต้นมะนาวยังเล็ก ถ้าหากปล่อยให้ติดลูกต้นมะนาวอาจจะแคระแกรนไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ดังนั้นควรจะให้ต้นมะนาวติดผลได้เมื่ออายุ 3 ปี

การตัด แต่งกิ่ง

– หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ควรตัด กิ่งแห้ง กิ่งที่ไม่มีประโยชน์ออกให้หมด ในช่วงอายุ 4 ปี ควรตัด แต่งกิ่งออก 1 ส่วน 3 ของทรงพุ่ม เมื่อต้นมะนาวอายุ 6 ปี ควรตัด แต่งกิ่งออก 1 ส่วน 2 ของทรงพุ่ม

ขอบคุณที่มา : เว็บ jo-workman

วิธีปลูกแตงกวา…ผลผลิตไวแค่ 30 วัน

การเตรียมดิน ก่อนการปลูกแตงกวา ไถพรวนดินตากไว้ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นจึงไถพรวนเก็บเอาเศษวัชพืช ออก แล้วเตรียมแปลงขนาดกว้าง 1-1.2 เมตร โดยมีความย า ว ตามลักษณะของพื้นที่ แล้วจึงใส่ปุ๋ ย อินทรีย์ลงไป ปรับโครงสร้างของดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของแตงกวา

การเตรียมหลุมปลูกนั้นควรกำหนดระยะระหว่างต้น ประมาณ 60-80 เซนติเมตร ระหว่างแถวประมาณ 1 เมตร สำหรับการใส่ปุ๋ย รองพื้นนั้นอาจใช้สูตร 15-15-15 ในอัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ ในบางแหล่งอาจใช้ พลาสติกคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นในดิน ป้องกันความงอกของวัชพืช และพลาสติกบางชนิดสามารถที่จะไล่แมลงไม่ให้เข้ามาทำลายแตงกวาได้

การเตรียมพันธุ์ ขั้นตอนการเตรียมพันธุ์ นับว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการปลูกแตงกวา ซึ่งพอแบ่งได้ดังนี้
การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์แตงกวา ควรคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ ซื้อจากร้านค้าให้เลือกซื้อจากร้านที่เชื่อถือ มีการบรรจุหีบห่อ เมล็ดที่สามารถป้องกันความชื้น หรืออากาศ จากภายนอกเข้าไปได้ ลักษณะเมล็ดแตงกวาควรมีการคลุกสารเคมีและก่อนใช้เมล็ดทุกครั้งควรทำการทดสอบความงอกก่อน

การเตรียมดินเพาะกล้า

อัตราส่วนดิน : ปุ๋ ย ค อ ก 3:1 และใส่ปุ๋ย สูตร 12-24-12 อัตรา 0.5 กิโลกรัมต่อต้นกล้า 1 ไร่ คลุกให้เข้ากัน แล้วบรรจุลงในถุงพลาสติกขนาด 6×10 เซนติเมตร เพื่อเตรียมสำหรับหยอดเมล็ดแตงกวาต่อไป

ทำการบ่มเมล็ด

โดยนำเมล็ดบรรจุถุงพลาสติกที่เจาะรูพรุน จากนั้นนำมาแช่น้ำ 4 ชั่วโมง แล้วจึงบ่มในผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ซึ่งบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกรัดปากถุงให้แน่น บ่มในสภาพอุณหภูมิห้องนาน 24 ชั่วโมง หลังจากรากงอกยาว 0.5 เซนติเมตร จึงนำไปเพาะต่อไป.

การหยอดเมล็ดลงถุง

นำเมล็ดที่ได้บ่มไว้หยอดลงแต่ละถุง จำนวนถุงละ 1 เมล็ด แล้วใช้ดินผสมหยอดกลบบางประมาณ 1 เซนติเมตร

การดูแลรักษากล้า

หลังจากหยอดเมล็ดแล้ว ให้น้ำทันที โดยวิธีการฉีดพ่นให้เป็นฝอยละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปริมาณน้ำที่ให้นั้นไม่ควรให้ปริมาณที่มากเกินไป ในช่วงฤดูร้อน ควรจะให้วันละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ให้ตรวจดูความชื้นก่อนการให้น้ำทุกครั้ง

ถุงเพาะกล้านี้ควรเก็บไว้ในที่แดดไม่จัดหรือมีการใช้วัสดุกันแสงไม่ให้มากระทบต้นกล้ามากเกินเกินไปเมื่อแตงกวา เริ่มงอกให้หมั่นตรวจดูความผิดปกติของต้นกล้าเป็นระยะ ๆ และเมื่อต้นกล้ามีใบจริงประมาณ 3-4 ใบ จะอยู่ในระยะพร้อมที่จะย้ายปลูก

การปลูก

วิธีการปลูกแตงกวานั้น พบว่ามีการปลูกทั้งวิธีการหยอดเมล็ดโดยตรงและเพาะกล้าก่อนแล้วย้ายปลูก การหยอดเมล็ดโดยตรงนั้นอาจจะมีความสะดวกในการปลูก แต่มีข้อเสียคือสิ้นเปลืองเมล็ด หากใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมซึ่งมีราคาแพงแล้ว

จะเกิดความสูญเสียเปล่าและเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต รวมทั้งวิธีการหยอดเมล็ดนี้จำเป็นที่จะต้องดูแลระยะเริ่มงอกในพื้นที่กว้าง ดังนั้นการใช้วิธีการเพาะกล้าก่อน จึงมีข้อดีหลายประการ อาทิเช่น ประหยัดเมล็ดพันธุ์ ดูแลรักษาง่าย ต้นกล้ามีความสม่ำเสมอ ประหยัดค่าแรงงานในระยะกล้า เป็นต้น

สำหรับการย้ายกล้าปลูกนั้น

ให้ดำเนินการตามกระบวนการเพาะกล้าตามที่กล่าวแล้ว และเตรียมหลุมปลูกตามระยะที่กำหนด จากนั้นนำต้นกล้าย้ายปลูกลงในหลุม ตามระยะระหว่างต้นและระหว่างแถวตามที่ได้กำหนดไว้

โดยการฉีกถุงพลาสติกที่ใช้เพาะกล้าออกแล้วย้ายลงในหลุมปลูก ช่วงเวลาที่จะย้ายกล้านั้นควรย้ายช่วงประมาณเวลา 17.00 น. จะทำให้ปฏิบัติงานในไร่นาได้สะดวกและต้นกล้าสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น

การทำค้างแตงกวา

อาจจะใช้เป็นตาข่าย ขึงเป็นระยะ หรือใช้เป็นค้างไม้ก็ได้ตามสะดวกค่ะ

การให้น้ำ

หลังจากย้ายกล้าปลูกแล้ว ต้องให้น้ำทันที ระบบการให้น้ำนั้นอาจจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ แต่ระบบที่เหมาะสมกับแตงกวา คือการให้น้ำตามร่อง เพราะว่าจะไม่ทำให้ลำต้น และใบไม่ชื้น

ช่วงเวลาการให้น้ำในระยะแรกควรให้ 2-3 วันต่อครั้งและเมื่อต้นแตงกวา เริ่มเจริญเติบโตแล้วจึงปรับช่วงเวลาการให้น้ำให้นานขึ้น ข้อควรคำนึงสำหรับการให้น้ำนั้น คือ ต้องกระจายในพื้นที่สม่ำเสมอตลอดแปลง และตรวจดูความชื้นในดินไม่ให้สูงเกินไปจนกลายเป็นแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่าได้

การใส่ปุ๋ยแตงกวานั้น อาจแบ่งเป็นระยะต่าง ๆ ดังนี้

ระยะเตรียมดิน ใส่ปุ๋ย อินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1-2 ตันต่อไร่ และใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 12-24-12 อัตราประมาณ 20-30 กิโลกรัมต่อไร่

หลังย้ายปลูกประมาณ 7 วัน ใส่ปุ๋ย ที่มีไนโตรเจน เช่น ยูเรีย หรือ แอมโมเนียซัลเฟต ในอัตราประมาณ 20 กิโลกรัมต่อไร่
ระยะแตงกวาออกดอก ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 25 วัน หลังจากย้ายกล้า ใส่ปุ๋ ย สูตร 15-15-15 หรือ 12-24-12 อัตรา ประมาณ 20-30 กิโลกรัมต่อไร่

การเก็บเกี่ยว

อายุการเก็บเกี่ยวของแตงกวานับจากวันปลูกประมาณ 28-40 วัน แล้วแต่พั น ธุ์แตงกวาสำหรับบริโภคสด ควรเลือกเก็บขณะที่ผลยังอ่อนอยู่เนื้อแน่นกรอบ และสังเกตได้จากมีนวลสีขาวเกาะและยังมีหนามอยู่บ้างถ้าผลแก่นวลจะจางหาย สีผลเริ่มเป็นสีเหลือง และไม่มีหนาม การเก็บแตงกวาควรทยอยเก็บวันเว้นวัน ไม่ปล่อยให้แก่คาต้น เพราะจะทำให้ผลผลิตทั้งหมดลดลง โดยปกติจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 1 เดือน

ขอขอบคุณข้อมูล  : fourfarm.com

เคล็ด(ไม่)ลับ…วิธีเพาะเมล็ดผักหวานป่า

ผักหวานป่า ขึ้นชื่อเรื่องการปลูกยากหรือปลูกแล้วไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร วันนี้จึงขอนำเสนอวิธีขยายพันธุ์ ผักหวานป่าให้ได้ผลและเป็นเร็วค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

1.ผลผักหวานป่าสีเหลืองสด

2.กระสอบปุ๋ย

3.ดินสำหรับปลูก

4.ถุงเพาะชำ

วิธีการทำ

1.เริ่มจากการเก็บหรือซื้อผลผักหวานป่าที่สุกแล้วสังเกตุได้จากผลจะมีสีเหลืองสด

2.จากนั้นนำผลผักหวานป่ามาหมักไว้ในกระสอบปุ๋ยเป็นระยะเวลา 3-4 วัน

3.เมื่อระยะเวลาผ่านไปผลผักหวานป่าจะเริ่ม เน่า และมีราขึ้นเป็นสีขาวทั่วผลถือว่าเป็นอันใช้ได้

4.นำเนื้อผักหวานออกโดยการใช้มือ(ใส่ถุงมือก่อนนะคะ) ใช้มือขยี้เนื้อผักหวานแล้วใช้น้ำล้างเมือกออกให้เหลือแต่เมล็ดแต่ระมัดระวังอย่าให้เมล็ดช้ำนะคะ

5.นำเมล็ดผักหวานที่ล้างเรียบร้อยแล้วมาพักไว้ในที่ร่มและชื้น โดยอย่าให้โดนแดดเด็ดขาด อาจจะตากบนพื้นห้องน้ำก็ได้ค่ะ โดยให้ปูพื้นด้วยกระสอบป่านแล้วโรยเมล้ดแผ่ให้ทั่วแล้วปิดทับด้วยกระสอบป่านอีกทีจากนั้นรดน้ำให้ชุ่มเช้า-เย็น

6.เมื่อระยะเวลาผ่านไป 3-5 วัน ผิวเมล็ดผักหวานจะปริเห็นเป็นสีขาวและเมื่อผ่านไปอีกสองวันรากอ่อนจะเริ่มงอก ให้นำเพาะลงถุงเพาะชำแล้วปลูกตามปกติ รดน้ำทุกวันเช้า-เย็น เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2 เดือน จะเริ่มเห็นใบงอกออกมา

7.เมื่อระยะเวลาป้านไปประมาณ 4-5 เดือน ค่อยนำลงแปลงปลูกและให้เจอแสงแดดรำไรและให้รดน้ำ 3-4 วันครั้ง เป็นอันใช้ได้ค่ะ

ขอบคุณที่มา : me-deekab

4วิธีปลูกต้นหอม…โตไวได้กินเร็ว

ต้นหอม ผักกินใบที่นิยมนำมาประกอบอาหารแทบทุกเมนู ปลูกง่าย โตเร็ว ไม่ต้องดูแลยุ่งยาก สามารถปลูกได้ในกระถาง ไม่มีที่หรือสวนก็ปลูกได้ มาดูวิธีปลูกต้นหอมในกระถางกันค่ะ

       ต้นหอมเป็นผักสวนครัว ที่อยู่คู่กับคนไทยมายาวนาน เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว ดูแลไม่ยาก ปลูกไว้แป๊บ ๆ ก็เก็บกินได้แล้ว ส่วนประโยชน์ในการทำอาหารนั้นก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นข้าวผัด ไข่เจียว หรือจะซอยโรยหน้าซุปหรือไข่ตุ๋นก็อร่อยใช่ย่อย มีดีขนาดนี้กระปุกดอทคอมเลยอยากให้ทุกคนปลูกต้นหอมที่บ้านเอาไว้ ด้วยวิธีปลูกต้นหอมในกระถางง่าย ๆ ทำตามได้เลยดังนี้

อุปกรณ์
          – กระถางปลูกต้นไม้มีรูระบายน้ำ
          – ดินร่วน
          – เปลือกถั่วลิสง
          – เมล็ดหอม
          – รากต้นหอมที่ทานใบแล้ว

วิธีการปลูก
       1.เตรียมดินด้วยการพรวนดินให้ร่วน ทุบเปลือกถั่วลิสงให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ

       2. นำเปลือกถั่วลิสงผสมกับดิน แล้วตักดินใส่กระถางโดยไม่ต้องกดดินให้แน่น

       3. ใช้มีดตัดต้นหอมเหนือราก 1.5-2 นิ้ว แล้วปักชำลงดิน โดยเว้นระยะห่างแต่ละต้น 2 นิ้วพร้อมกับรดน้ำพอให้ชุ่ม

       4. ถ้าปลูกด้วยเมล็ดให้โรยเมล็ดลงหน้าดินได้เลย ประมาณ 4-5 เมล็ดต่อกระถางก็พอ เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นและรากของต้นหอมติดกันเกินไปเมื่อโตขึ้น

การดูแล

      – ดูแลด้วยการรดน้ำเช้า-เย็นตามปกติ แต่พอมีใบสีเขียวแล้วให้ลดจำนวนครั้งลงเหลือ 1 ครั้งต่อวันก็พอ
      – สำหรับการปลูกในกระถางไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยก็ได้ ให้ใช้เปลือกถั่วลิสงทุบให้แหลกหรือนำเศษเปลือกไข่แตกโรยหน้าดินก็พอ

การเก็บเกี่ยว

       ต้นหอมที่ปลูกด้วยเมล็ดระยะเวลาการเก็บเกี่ยวจะอยู่ที่ 45 วัน ส่วนต้นหอมที่ปลูกโดยใช้รากจะสามารถเก็บกินได้เมื่อมีอายุ 30-32 วัน ถ้าไม่สะดวกนับวันก็ให้สังเกตจากความสูงของต้น ถ้าต้นหอมยาวเกือบถึงฟุตก็สามารถตัดใบกินได้เลย

จะเห็นได้ว่าวิธีปลูกต้นหอมนั้นไม่ยากเลย ไม่ต้องรอนาน ปลูกแป๊บเดียวก็สามารถเก็บใบกินได้ ปลูกติดครัวไว้เวลาจะนำมาประกอบอาหารก็สามารถตัดใบมาได้เลย จะได้ไม่ต้องไปซื้อที่ตลาด ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่งด้วยนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Heirloom organics, nontun,Sasiseesomและhome.kapook.com

เคล็ดลับ ปลูกโหระพา ให้งามไวปลูกแค่ครั้งเดียว สามารถเก็บได้เรื่อยๆนานถึง 2 ปี

การเลือกพื้นที่ในการปลูก โหระพาเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้ 1-2 ปี ในการเลือกพื้นที่นั้น ควรพิจารณาถึงสิ่งต่อไปนี้ คือ ดินควรมีความร่วนซุย มีความอุดมสมบูรณ์ดี มีการระบายน้ำดี อยู่ใกล้แหล่งน้ำและสามารถนำน้ำมารดได้สะดวก อยู่ใกล้ที่พักอาศัย และการคมนาคมสะดวก

การเตรียมดิน

– โหระพาเป็นพืชที่มี ระบบรากลึกปานกลาง การเตรียมดินควรขุดหรือไถดินลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร ตากดินไว้ 7-10 วัน ไถพรวนคราด ย่อยดินให้ละเอียด เก็บเศษวัชพืชออกให้หมด หลังจากนั้นยกแปลงสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร ยาวตามความเหมาะสมเว้นช่องว่างระหว่างแปลงประมาณ 30 เซนติเมตร

– เมื่อยกแปลงเสร็จแล้วใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ที่สลายตัวดีแล้วอัตรา 800 กิโลกรัมต่อไร่ หรือประมาณ 500 กรัมต่อตารางเมตร โรยให้ทั่วแปลง และใส่ปุ๋ ย สูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านให้กระจายทั่วแปลง คลุกเคล้าปุ๋ยคอกให้เข้ากันกับดินพร้อมที่จะปลูก

วิธีปลูก การปลูกโหระพาควรกระทำในตอนเย็น วิธีการปลูกที่นิยมมี 2 วิธีด้วยกัน คือ

การเพาะกล้าย้ายปลูก

– โดยการหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วแปลงแล้วใช้แกลบสด แกลบเผาหรือฟาง หว่านหรือคลุมบางๆ แล้วรดน้ำตามทันที หลังจากนั้น รดน้ำทุกวันเช้าและเย็น จนกระทั่งเมื่ออายุได้ 20-25 วัน

– จึงทำการย้ายปลูก โดยการถอนกล้าแล้วเด็ดยอดนำไปปลูกในแปลง โดยใช้ระยะปลูก 20×20 เซนติเมตร เมื่อถอนกล้าออกจากแปลงแล้วจะต้องปลูกให้เสร็จภายในวันเดียวกัน หลังจากปลูกเสร็จควรหาฟางหรือหญ้าแห้งมาคลุมเพื่อเก็บความชื้นและรดน้ำตามทันที

การปักชำ

– โดยตัดกิ่งที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร แล้วปลิดใบออกให้หมดนำไปปักชำในแปลง โดยใช้ระยะปลูก 20×20 เซนติเมตร ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งสะอาดคลุมให้ทั่วแปลง และรดน้ำตามทันที

การดูแลรักษา

– โหระพาเป็นพืช ที่ต้องการความชื้นสูงและสม่ำเสมอ ดังนั้นจึงควรมีการรดน้ำให้ทุกวัน แต่ระวังอย่าปล่อยให้มีการท่วมขังของน้ำในแปลง ในระยะแรกควรทำการพรวนดินและกำจัดพืชทุกๆ 1-2 สัปดาห์ โดยการใช้มือถอนจอบหรือเสียมดายหญ้าออกและควรทำด้วยความระมัดระวังอย่าให้กระทบต่อต้นและราก

– โหระพาเป็นพืชที่ดูแลรักษาง่าย เจริญเติบโตดี การใช้ปุ๋ ย (21-0-0) ในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ละลายน้ำรดหลังปลูกประมาณ 15-20 วัน จะทำให้การเจริญเติบโตของโหระพาดียิ่งขึ้น และมียอดอวบงามและใช้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ในอัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ทุกครั้ง

– หลังจากปลูกประมาณ 30-35 วัน สามารถทำการเก็บเกี่ยวได้ โดยใช้มีด คมๆ ตัดต้นหรือกิ่ง ห่างจากยอดลงมาประมาณ 10-15 เซนติเมตร นำไปขายหากยังไม่มีผู้รับซื้ออาจชะลอการเก็บเกี่ยวได้ โดยการตัดช่อดอก ออก โหระพาก็จะแตกกิ่งแตกใบออกมาอีกเรื่อยๆ การเก็บเกี่ยวสามารถกระทำได้ทุกๆ 15-20 วัน

ขอบคุณที่มา : เว็บไซต์ jo-workman.com

วิธีปลูกกระบองเพชร….ทำให้ออกดอกสวย

การปลูกต้นกระบองเพชรปลูกอย่างไรให้ออกดอก มาดูวิธีเลี้ยงและดูแลต้นกระบองเพชร พร้อมที่มาและความเชื่อการปลูกต้นกระบองเพชรในบ้าน

ต้นกระบองเพชร หรือ แคคตัส (Cactus) พืชอวบน้ำที่เกือบทุกคนต้องรู้จัก เพราะมีหน้าตาน่ารัก สวยงาม ลำต้นเล็ก เลี้ยงง่าย วางไว้ตามโต๊ะทำงานก็ยังได้ แถมฮิตและโด่งดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง ซึ่งถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องคอยไปหาซื้อต้นไม้ชนิดนี้อยู่เป็นประจำ ไม่เคยได้รู้ถึงวิธีปลูกของมันสักที วันนี้กระปุกดอทคอมนำการปลูกต้นกระบองเพชร การเลี้ยงและดูแล พร้อมด้วยเรื่องราวน่ารู้อื่น ๆ เกี่ยวกับต้นไม้ชนิดนี้มาฝากกันค่ะ 

ลักษณะ

          กระบองเพชร เป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงตั้งแต่ 30 เซนติเมตรขึ้นไป ลำต้นมีสีเขียวหรือเขียวคล้ำจากสารคลอโรฟิลล์ซึ่งใช้สังเคราะห์แสงแทนใบ มีทั้งทรงกลมเตี้ยและกระบอกสูง ขึ้นต้นเดี่ยวและแตกเป็นกอ

          สำหรับลักษณะของหนามมีทั้งแบบหนามแข็ง ปลายตรงหรืองุ้ม และแบบเส้นอ่อนคล้ายขนสัตว์ โดยสีของหนามขึ้นอยู่กับสายพันธุ์หรืออาจเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ

          ในขณะที่ดอกของกระบองเพชร แม้จะขึ้นได้ยาก แต่ก็มีความสวยงามไม่แพ้ดอกไม้ชนิดอื่น ๆ มีทั้งสีแดง ชมพู ขาว และเหลือง มักออกดอกเดี่ยว ๆ ไม่มีก้านดอก

          ส่วนของผลต้นกระบองเพชรก็มีหลากหลายรูปทรง ทั้งทรงกลม ทรงกระบอก รูปไข่ ผิวเปลือกเรียบ เป็นมัน เนื้อผลนุ่ม ใส คล้ายวุ่น มีหนามปกคลุมบางชนิด เมื่อผลแก่เต็มที่จะแห้งและร่วงลงดิน ในขณะที่ผลของบางสายพันธุ์เปลือกจะปริออกให้เมล็ดกระเด็นออกจากลำต้น

สายพันธุ์ของกระบองเพชร

          รู้ไหมคะว่ากระบองเพชรเป็นพืชที่มีสายพันธุ์มากกว่า 2,000 สายพันธุ์ โดยแต่ละสายพันธุ์ก็มีรูปร่างและขนาดที่แตกต่างกันออกไป แต่สามารถจำแนกเป็น 5 ประเภทหลักตามลักษณะของลำต้น ได้ดังนี้

          1. กระบองเพชรที่มีลำต้นและใบแบน (Flat-stem) เช่น สกุล Opuntia, Zygocactus, Epiplyllum

          2. กระบองเพชรพวกที่มีลำต้นเป็นหัวกลม ๆ (Globular-stem) เช่น สกุล As­trophytum, Thelocactus,Mam- millaria

          3. กระบองเพชรพวกที่มีกิ่งก้านคล้ายต้นไม้ทั่ว ๆ ไป (Branching-stern) เช่น สกุล Myrtillocactus Cereus, Pachy- cereus, Nopalxochia

          4. กระบองเพชรพวกที่มีต้นเป็นกระจุกหรือต้นเล็ก ๆ เหมาะสำหรับปลูกในกระถาง (Small cacti) เช่น สกุล Echinopsis, Ariocarpus, Neobesseya

          5. กระบองเพชรพวกที่เป็นเถาเลื้อยไต่ตามต้นไม้ กำแพง  (Climbingcacti) เช่น สกุล Echinocactus, Cornegiea, Trichocereus

การปลูกต้นกระบองเพชร

         การปลูกกระบองเพชรด้วยเมล็ด

          การปลูกกระบองเพชรด้วยเมล็ด ให้นำเมล็ดแก่หรือเมล็ดจากผลที่ปริแตก มาแช่น้ำ 2-5 นาที จากนั้นล้างเมือกออก แล้วตากแดดให้แห้งประมาณ 1-2 วัน พักไว้อีก 1-2 เดือน ค่อยนำมาปลูกลงในกระถาง โดยใช้ทรายหรือดินร่วนผสมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ในอัตรา 1:1 ส่วน ใส่ลงในกระถางพลาสติกเล็ก ๆ เพื่อทำการเพาะ ก่อนนำเมล็ดมาโรยแล้วเกลี่ยดินกลบเล็กน้อย ก่อนจะรดน้ำให้ชุ่มแล้วนำถุงพลาสติกมาหุ้มคลุมไว้ วางไว้ในที่ที่มีแดดรำไร พร้อมกับเช็กเป็นระยะ หากดินแห้งให้หมั่นรดน้ำเป็นประจำ หากพบว่าเมล็ดงอกเป็นต้นอ่อนได้ 2-3 วัน ค่อยย้ายไปปลูกในกระถางใหญ่ หากต้องการปลูกในแปลงเพื่อทำแนวรั้ว ให้ผสมดินร่วนกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 3:1 แล้วขุดดินเพื่อปลูก ขนาดหลุมประมาณ 30x30x30 เซนติเมตร

          การปักชำต้นกระบองเพชร

          วิธีการขยายพันธุ์ต้นกระบองเพชรที่ง่ายและรวดเร็ว เลยเป็นที่นิยมกันมาก โดยเตรียมวัสดุปลูกเหมือนกับการปลูกในกระถาง จากนั้นนำต้นหรือกิ่งจากต้นแม่มาปักชำลงกระถาง วางไว้ในที่แดดรำไร และรดน้ำ 2 วันต่อครั้ง หลังจากกิ่งชำติดแล้วลดเหลือ 3 วันต่อครั้งก็พอ เพราะเป็นต้นไม้ที่ต้องการน้ำน้อยแต่ต้องการต่อเนื่อง

ต้นกระบองเพชรกับการดูแล

           แม้ต้นกระบองเพชรเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมาก แต่ก็ต้องการน้ำต่อเนื่อง ฉะนั้นเมื่อต้นโตเต็มที่แล้ว ควรหมั่นให้น้ำอย่างน้อย 7-10 วันต่อครั้ง บำรุงด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 5-6 ครั้งต่อปี หมั่นตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้ง สิ่งที่ต้องระวังในการปลูกต้นกระบองเพชรคือ ลำต้นเหี่ยว มีรอยย่น และแคระแกร็น โคนโยก รากเน่าเพราะความชื้นสูงเกินไป แต่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องศัตรูพืชเหมือนต้นไม้ชนิดอื่น ๆ

          ส่วนเคล็ดลับในการเลี้ยงต้นกระบองเพชรให้ออกดอกสำหรับการปลูกในบ้านก็คือ วางให้โดนแดดโดยตรงในช่วงที่กำลังโต ประมาณ 4-6 ชั่วโมงต่อวัน นอกเหนือจากนี้ก็วางกระถางในที่ที่มีแดดรำไร และหมั่นรดน้ำเป็นประจำเมื่อหน้าดินแห้ง โดยรดน้ำให้ชุ่มหรือให้น้ำซึมลงไปจากหน้าดินประมาณ 2 นิ้ว นอกจากนี้ก็หมั่นใส่ปุ๋ยอย่าให้ขาด โดยเป็นปุ๋ยที่ใช้สำหรับบำรุงแคคตัสเท่านั้น หรือเป็นสูตรปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสกับโพแทสเซียมสูงแต่ไนโตรเจนต่ำ หากมีการเปลี่ยนกระถางไม่ควรรดน้ำทันที แต่ให้เว้นไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนให้น้ำครั้งต่อไป 

ประโยชน์ต้นกระบองเพชร

          – กระบองเพชรเป็นต้นไม้ที่มีลักษณะแปลกตา สีสันสวยงาม หลาย ๆ คนจึงนิยมนำไปปลูกประดับบ้านหรืออาคาร เช่น ตั้งบนโต๊ะทำงานหรือวางตามมุมห้องต่าง ๆ

          – ดอกและผลของต้นกระบองเพชรบางสายพันธุ์สามารถนำมารับประทานหรือประกอบอาหารได้ แต่ต้องกำจัดยางออกให้หมดก่อน

          – น้ำมันในเมล็ดของผลกระบองเพชรสามารถนำมาเป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางได้

          – สารสกัดจากต้นกระบองเพชรมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ทั้งวิตามินเอ วิตามินซี ไฟเบอร์ อีกทั้งยังช่วยลดการดูดซึมไขมัน ลดคอเลสเตอรอล และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย

          – หนามที่มีลักษณะแหลมคล้ายเข็มของกระบองเพชรสามารถนำมาเย็บแผลได้ แต่ต้องผ่านการฆ่าเชื้อที่สะอาดด้วยวิธีการที่ถูกต้อง

          – สามารถดื่มน้ำในลำต้นของกระบองเพชรแก้กระหายเมื่อขาดแหล่งน้ำ อย่างเช่นกลางทะเลทรายได้

         ใครที่เป็นแฟนตัวยงของต้นกระบองเพชรหรือต้นแคคตัสอยู่แล้ว หากได้ลองปลูกหรือขยายพันธุ์ต้นไม้เหล่านี้ด้วยตัวเองก็คงจะฟินไม่น้อย ส่วนใครที่เพิ่งเริ่มสนใจต้นแคคตัส จะลองปลูกด้วยวิธีที่นำมาฝากกันดูก็ได้นะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Wonderhowto, softpedia, AIHDP, housebeautiful, todayshomeowner

12 วิธีปลูกผักสวนครัวในน้ำ…วิธีปลูกผักไร้ดินไว้กินเองที่บ้าน

การปลูกผักสวนครัวลงดินต้องดูแลอะไรต่อมิอะไรตั้งหลายอย่าง แถมยังต้องบำรุงดินหลังการเก็บเกี่ยวอีกต่างหาก วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขออาสารวบรวมผักสวนครัวที่สามารถปลูกในน้ำแทนดินได้มาฝากกันไอเดียปลูกผักไร้ดินแบบง่าย ๆ ไม่ต้องสร้างแปลงใหญ่ ๆ แบบการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แต่ทุกบ้านก็มีผักสวนครัวสด ๆ ปลอดสารพิษไว้กินด้วย 12 วิธีปลูกผักสวนครัวในน้ำที่ใครก็ทำได้เพราะมันง่ายมากจริง ๆ

1. ขึ้นฉ่าย

          ผักที่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ชนิดนี้สามารถนำมาปลูกใหม่ในน้ำได้ โดยการตัดก้านด้านล่างมาแช่ในน้ำประมาณ 3-4 วัน หลังจากนั้นต้นอ่อนก็จะค่อย ๆ งอกขึ้นมารอวันเก็บเกี่ยว

2. ผักชี

          แม้ผักชีจะเป็นแค่ผักธรรมดา ๆ ใช้โรยหน้าแค่ไม่กี่ใบ แต่ถ้าหากขาดมันไปแล้วละก็อาหารจานนั้นต้องดูจืดชืดเป็นแน่ ก่อนที่จะปลูกผักชีในน้ำแนะนำให้ตัดลำต้นส่วนล่างที่มีรากติดอยู่ด้วยไปล้างคราบดินออกก่อน แล้วแช่ลงในแก้วน้ำและไปตั้งในที่ที่มีแดดปานกลาง จากนั้นผักชีก็จะงอกยอดสวย ๆ ออกมาให้เราได้กินกันแล้ว

3. แครอท

          อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าหัวแครอตจะงอกในน้ำได้นะคะ เพราะจริง ๆ ถ้านำแครอตมาปลูกในน้ำผลที่ได้ก็คือใบสีเขียว ๆ ที่ใช้ปรุงอาหารได้ โดยการนำหัวแครอตส่วนบนที่โดนฝานออกไปแช่น้ำตื้นในภาชนะที่เตรียมเอาไว้ และตั้งให้โดนแดด อีกไม่นานใบแครอตก็จะงอกออกมาให้เราเก็บไปกินค่ะ

4. ผักฉ่อย

          ผักสัญชาติจีน ใบสีเขียวเข้ม รูปร่างคล้ายผักกาดบ้านเรา รสชาติขมอมเผ็ดร้อนเล็กน้อย ปลูกได้โดยให้นำต้นติดรากไปแช่ในภาชนะที่มีน้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 วันก็จะมีใบอ่อน ๆ งอกขึ้นมาตรงกลาง เมื่อผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ผักก็จะขึ้นพร้อมเก็บกิน

5. สะระแหน่

          สมุนไพรชั้นดีอย่าง สะระแหน่ คือวัตถุดิบที่ทุกบ้านควรมีติดไว้ ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปซื้อหาให้ยุ่งยาก แค่นำยอดสะระแหน่สวย ๆ มาแช่ในโหลหรือแก้วที่มีน้ำ หลังจากนั้นไม่กี่วันรากก็จะงอกออกมาตามด้วยใบอ่อน แล้วเราก็แค่รอเวลาเด็ดกิน

6. กะหล่ำปลี 

          กะหล่ำปลีเป็นวัตถุดิบหลักและผักเคียงที่คนไทยรู้จักดี มีวิธีปลูกง่าย ๆ โดยที่ไม่ต้องใช้ดิน แค่นำฐานรากของกะหล่ำปลีที่เราตัดออกจากขั้นตอนปรุงอาหาร มาแช่ในถ้วยที่มีน้ำตื้น ๆ แค่ไม่กี่วันผ่านไปกะหล่ำปลีหัวน้อย ๆ ก็จะงอกขึ้นมาให้เราได้เก็บเกี่ยว

7. ตะไคร้

          สรรพคุณอันมากมายของตะไคร้ทำให้หลาย ๆ คนต้องลงมือขุดดินปลูกกันเลยทีเดียว แต่จริง ๆ สามารถปลูกกับน้ำได้ แค่ตัดต้นตะไคร้ส่วนล่างมาประมาณ 2-3 นิ้ว แล้วนำไปแช่ในภาชนะทรงสูงที่มีน้ำเพียงครึ่งเดียว ตั้งให้โดนแดดเล็กน้อยเท่านั้นเอง

8. ต้นกระเทียม

          ต้นกระเทียมเริ่มเข้ามามีบทบาทในครัวไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะนำมาทำเป็นอาหารญี่ปุ่นตามต้นฉบับ หรือจะนำมาผัดน้ำมันหอยตามตำรับไทยก็น่าอร่อยทั้งนั้น แค่ตัดต้นกระเทียมส่วนล่างให้ได้ขนาด 2-3 นิ้ว แล้วนำไปแช่น้ำ ผ่านไปไม่กี่วันก็นำมาทำอาหารได้แล้วค่ะ

9. ต้นหอม

          นอกจากผักชีแล้ว ต้นหอมยังเป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่ทุกบ้านต้องมีติดไว้ ซึ่งปลูกกับน้ำได้ง่าย ๆ ด้วยการนำส่วนล่างของต้นที่มีรากติดอยู่ด้วยนั้นมาแช่ในแก้วน้ำ วางตั้งให้โดนแดดเล็กน้อย จากนั้นยอดอ่อน ๆ ก็จะมีใบอ่อนงอกออกมาให้เห็น

10. ผักบุ้ง

          มาบำรุงสายตากันด้วยการปลูกผักบุ้งในน้ำไว้กินเองกันดีกว่า โดยตัดต้นผักบุ้งส่วนล่างที่มีรากติดไปล้างทำความสะอาดอย่างเบามือ แล้วแช่ลงในภาชนะที่มีน้ำให้พอท่วมราก วางให้โดนแดด ภายใน 2-3 วันผักบุ้งก็จะงอกยอดอ่อนออกมาแล้วล่ะ

11. ผักกาด

          เชื่อว่าบ้านไหน ๆ ก็ต้องมีผักกาดติดตู้เย็นไว้แน่นอน เพราะนอกจากจะเป็นวัตถุดิบหลักในจานอาหารแล้ว มันยังใช้จัดจานให้สวยงามได้อีกด้วย ก่อนจะนำไปปลูกกับน้ำให้นำต้นผักกาดมาตัดส่วนล่างออก แล้วนำไปแช่น้ำตื้น ๆ ในภาชนะ ตั้งให้โดนแดดไม่จัดมาก ประมาณ 3 วันก็จะมียอดอ่อน ๆ งอกขึ้นมา และเติบโตเต็มที่ภายใน 2 สัปดาห์

12. ผักชีฝรั่ง

          ตอนนี้ผักชีฝรั่งถือเป็นสมุนไพรที่ถูกนำมาเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารหลายเมนูเลย หากอยากมีผักชีฝรั่งเก็บไว้กินนาน ๆ ให้ตัดต้นผักชีฝรั่งตรงส่วนโคนต้นที่ติดกับรากไปล้าง แล้วแช่ลงในน้ำพอให้ท่วมราก ผ่านไปประมาณ 3 วันก็จะมีใบงอกออกมา จากนั้นก็รอให้ผักเจริญเติบโตพร้อมกินได้เลย

          เห็นไหมว่าเราก็สามารถลดรายจ่ายประจำวันไปกับค่าวัตถุดิบได้ด้วยการปลูกผักไว้กินเองด้วยการนำผักมาปลูกในน้ำ วิธีการปลูกผักไร้ดินง่าย ๆที่ไม่ต้องทำแปลงปลูกให้เสียเวลา มีแค่แก้วหรือถ้วยน้ำก็ปลูกผักไว้กินเองได้แล้ว
 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : outdoorsinlondon, Dontwastethecrumbs และ Outdoorsinlondon