เคล็ด(ไม่)ลับ เทคนิค “แกล้งมะม่วง” ให้ออกผลเยอะ ลูกดกตลอดทั้งปี ดูแลง่าย ผลใหญ่มีคุณภาพ ขายได้ราคาดี!!

มะม่วงเป็นผลไม้ที่หลายคนชอบทาน และสามารถทานได้หลายแบบ ทั้งทานสด ทานสุก หรือจะเอามาทำเป็นของหวานอย่างข้าวเหนียวมะม่วง ลอดช่องมีมะม่วงสุกก็อร่อยไม่น้อยเลย ใครที่ปลูกมะม่วงอยู่แล้วอยากจะให้มีผลผลิตออกมาเยอะ ๆ การดูแลดี ๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญ
    


วันนี้แอดมินเลยจะมานำเสนอวิธี การแกล้งมะม่วง ทำให้มีลูกเยอะ ลูกดกมีให้เก็บขายได้ตลอดทำอย่างไร ลองมาผ่านสูตรที่ทำตามกันง่าย ๆ ที่จะทำให้มะม่วงของคุณลูกใหญ่ขายได้ราคาดีมากขึ้น

หรือใครที่คิดกำลังอยากจะทำสวนมะม่วงก็ลองอ่านกันดูได้ อาชีพเกษตรนั้นรายได้งามมาก หากเรารู้หลักในการทำ หาตลาดเป็น ทำผลิตได้ดียังไงก็อยู่ได้แน่นอน เอาล่ะมาดูวิธีทำให้มะม่วงดกกันเลยค่ะ
 
สำหรับเทคนิกนี้เรียกว่า การปลูกมะม่วง 90 องศา โดย คุณกิจติกร กีรติเรขา เขาได้เล่าเกี่ยวกับเคล็ดลับนี้ว่า “การปลูกมะม่วง 90 แบบนี้เกิดจากที่ตนนั้น ได้สังเกตต้นมะพร้าวที่ปลูกให้เอียง 90 องศา มีลูกดกตลอดทั้งปี ต่างจากต้นที่ปลูแบบตั้งตรง จึงได้ศึกษาการปลูกต้นไม้แบบนี้จึงพบว่า

เมื่อต้นไม้เอียงมันจะพยายาม เร่งดูดสารอาหารเลี้ยงตัวเองให้มากที่สุด เพื่อให้อยู่รอด และเหตุผลนี้จึงทำให้มะม่วงออกดอกออกผลมากที่สุดเท่าที่ทำได้ จึงเริ่มนำวิธีการดังกล่าวมาทดลองกับต้นมะม่วงนั่นเองค่ะ ซึ่งผลที่ได้ออกมาก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย” ซึ่งมีวิธีการง่ายๆ ดังนี้….


วิธีการปลูก

1.ขั้นตอนแรกทำการปลูกมะม่วงให้มีความสูงประมาณ 2 เมตร แล้วตัดกิ่งบริเวณโคนลำต้นออกให้หมด

2.จากนั้นทำการหาไม้มาปักหลักโดยปักใกล้โคนต้นแล้วแล้วผูกเชือกดัดโคนต้นให้เอนตามหลักลงมา

3.ขั้นต่อมาให้นำไม้ปักหลักอีกท่อนหนึ่งมาปักไว้ห่างจากโคนต้น 1 เมตร แล้วค่อยๆดัดลำต้นให้เอียงระนาบกับพื้น แล้วใช้เชือกผูกยึดต้นกับหลักไม้ที่ปักไม้

4.ในการดัดวันแรกให้ดัดประมาณ 30 องศา วันที่ 2 และวันที่ 3 ให้ดัดเพิ่มวันละ 30 องศา ตามลำดับ จนลำต้นเอียงตั้งฉาก 90 องศา…

5.เมื่อลำต้นเอียงได้ 90 องศาแล้ว ให้ตัดยอดมะม่วงให้เหลือ 3 กิ่งเท่านั้น เพื่อป้องกันการแย่งอาหาร

6.ระหว่างการปลูกทำการบำรุงต้นมะม่วงปกติ เมื่อระยะเวลาผ่านไป 1 ปี ต้นมะม่วงก็จะทยอยออกผลผลิตมาให้เห็นแล้ว…

เพียงเท่านี้ก็เราก็จะได้ต้นมะม่วงเตี้ย ลูกดกมากทั้งต้น สามารถเก็บกินเก็บขายได้เงินดีอย่างแน่นอน เป็นวิธีที่ง่ายมากๆ ลองนำไปทำดูนะ

ขอบคุณข้อมูล : www.poobpub.com

วิธีปลูกมะละกอ….ให้ผลดกกำไรเยอะ

วิธีปลูกมะละกอ

ขั้นตอนการเพาะต้นมะละกอ

มะละกอ นิยมปลูกด้วยวิธีการเพาะต้นกล้าก่อนแล้วค่อยย้ายลงแปลงปลูก ต้นกล้างอกใหม่ดูแลเอาใจใส่มาก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงตามไปด้วย เพาะต้นกล้ามะละกอได้ดังนี้

1. เตรียมดิน โดยใช้ดิน 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน และขี้เถ้าหรืออินทรียวัตถุ 1 ส่วน ใส่ถุงปลูกซึ่งเจาะรูด้านล่างให้ระบายน้ำ

2. ฝังเมล็ดมะละกอลงในดินถุงละ 3-4 เม็ดให้ลึกประมาณ 0.5 ซม. แล้วตั้งถุงเรียงไว้กลางแจ้ง

3. รดน้ำให้ชุ่มวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น

ประมาณ 10-14 วัน ต้นกล้าจะเริ่มมีใบ 2-3 ใบ ให้เลือกต้นที่แข็งแรงเอาไว้ต้นเดียวและเมื่อต้นกล้าครบ 45-60 วัน ให้ย้ายไปลงแปลงปลูกได้

การเพาะเมล็ดลงแปลงเพาะ

1.เตรียมแปลงเพาะกว้าง 1×3-5 เมตร

2.จากนั้นเตรียมดินร่วนผสมกับปุ๋ยคอก แล้วยกให้เป็นแปลงสูงจากระดับดินเดิมประมาณ 15-20 ซม.

3.ใช้ไม้ขีดทำร่องแถวลึกประมาณ 1 ซม. ห่างกันประมาณ 25 ซม.

4.โรยเมล็ดมะละกอลงในร่องแถว รดน้ำให้ชุ่มทุกวันเช้า-เย็น

5.เมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 20-25 วัน ให้ย้ายต้นกล้าจากแปลงเพาะมาลงถุงพลาสติกขนาด 5×8 นิ้ว ถุงละ 1 ต้น ตั้งเรียงไว้ในที่ร่มที่มีแสงแดดรำไร

การเตรียมพื้นที่ปลูกมะละกอ

มะละกอ ชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำขัง ให้เว้นระยะห่างระหว่างหลุมปลูกอย่างน้อย 2.5×3 เมตร เพราะรากลึกและกว้าง ควรมีแนวไม้กันลม ปลูกให้อยู่ใกล้ทางขนส่งหรือเก็บเกี่ยวง่าย เพราะผิวของมะละกอบางมาก อาจจะเกิดการช้ำระหว่างการเก็บเกี่ยวและขนส่งได้

และหลังจากนั้นให้ไถพื้นที่ กำจัดวัชพืช และย่อยดินให้ละเอียด ยกหน้าดินทำเป็นแปลงขนาดกว้าง 2 ถึง 2.5 เมตร หาไม้ไผ่ยาวประมาณ 1 เมตร ปักทำตำแหน่งปลูกไว้ และขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 50 ซม. โดยเว้นระยะห่างระหว่างหลุมปลูกประมาณ 2 เมตร และรองก้นหลุมปลูกด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก

วิธีการปลูกมะละกอ

นำต้นกล้ามะละกอที่แข็งแรงพร้อมปลูกลงแปลงมาวางตามหลุมต่าง ๆ ที่เตรียมไว้

1.กรีดถุงพลาสติกออก วางต้นกล้าให้ลงตำแหน่งตรงกลางหลุมปลูก กลบดินให้แน่น โดยเฉพาะรอบ ๆ โคนต้น เพื่อให้รากจับดินใหม่ได้เร็ว ต้นจะตรงกันทุกแถว
 

2.ปิดทับหน้าดินด้วยฟางหรือแกลบ แล้วรดน้ำจนชุ่ม เพราะในช่วงที่ปลูกใหม่ ๆ ควรให้น้ำกับต้นกล้ามะละกอจนตั้งตัวได้ ประมาณ 2-3 ครั้งต่อวัน
 

3.นอกจากนี้ช่วงที่ต้นมะละกอติดดอกออกผลก็เป็นช่วงที่ต้องให้น้ำมากอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน

การดูแลรักษาต้นมะละกอ

  • การให้ปุ๋ย : โดยทั่วไปแล้ว จะให้ปุ๋ยต้นมะละกอเมื่อติดดออกออกผลแล้ว โดยให้ปุ๋ยสูตร 14-14-21 ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะต่อต้น หรือจะให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอก็ได้
  • การรดน้ำ : มะละกอเป็นพืชชอบน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำขัง จึงควรรดน้ำวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น ก็เพียงพอแล้ว ไม่ควรให้น้ำมากจนท่วมขัง เพราะจะเกิดอาการบวมน้ำและเน่าตายได้
  • ควรกำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ : ไม่ให้มารบกวนต้นกล้าที่เพิ่งลงหลุมปลูก
  • การทำไม้หลัก : เพื่อประคองต้นกล้าและทำให้แถวปลูกเป็นแถวตรง มีระเบียบ และเพื่อค้ำยันพยุงลำต้นไม่ให้ล้ม

การเก็บเกี่ยวผลมะละกอ

ต้นมะละกอที่ปลูกไปประมาณ 5-6 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลดิบได้ หากต้องการเก็บผลสุก ให้รอประมาณ 8-10 เดือน จึงจะเก็บเกี่ยวได้ โดยเลือกผลที่กำลังเริ่มสุก ผิวเริ่มมีแต้มสีส้มปนเขียว และผลยังไม่นิ่มมาก

ประโยชน์ของมะละกอ

มะละกอถือว่ามีประโยชน์ทั้งการกินสด การทำอาหาร และสรรพคุณทางยา นำมาใช้ได้หลายส่วนมาก ดังนี้

  • ผล : ถ้าเป็นผลดิบจะนิยมกินเพื่อขับลม ขับพยาธิ แก้ปัสสาวะขัด และนำมาอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ส้มตำ หรือนำไปทำเป็นมะละกอเชื่อม แช่อิ่ม หรือดองเค็ม ส่วนผลสุก จะมีสารอาหารและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น ไฟเบอร์ แคลเซียม โพแทสเซียม เบต้าแคโรทีน เหล็ก วิตามินเอ วิตามินซี นิยมนำไปทำน้ำผลไม้ แยม ซอส ผลไม้กระป๋อง หรือขนมขบเคี้ยว
  • ยางมะละกอ : มีเอนไซม์ย่อยโปรตีนหลายชนิด มีการนำยางของมะละกอไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ผลิตเบียร์ ผลิตเนื้อสัตว์หรือน้ำปลา ใช้ย่อยโปรตีนและทำให้สารละลายใสเมื่อเก็บไว้นาน ๆ ในอุตสาหกรรมยาหรือทางการแพทย์ใช้ผลิตยารักษาแผลติดเชื้อและช่วยฆ่าพยาธิในลำไส้ได้
  • เมล็ดมะละกอ : นำไปตากแห้งผสมกับเมล็ดฟักทองแล้วผสมน้ำ นำไปพอกแผลหนองหรือข้อเพื่อลดอาการปวดได้
  • เปลือกมะละกอ : ใช้ทำเป็นอาหารสัตว์หรือสีผสมอาหาร
  • ยอดต้นอ่อนและใบอ่อน : สามารถนำมาปรุงอาหารได้
  • ราก : นำมาต้มดื่ม มีสรรพคุณแก้หนองใน ขับปัสสาวะ และบำรุงน้ำนม

ขอขอบคุณข้อมูล :  home.kapook.com

8 เหตุผลทำให้ต้นไม้ตาย…เพราะแบบนี้ไงปลูกอะไรก็ไม่รอด !

ไขข้อข้องใจทำไมเลี้ยงต้นไม้ไม่รอด อยากรู้ว่าการปลูกต้นไม้ต้องทำอย่างไรบ้าง มาดูสาเหตุที่ทำให้ต้นไม้ตาย พร้อมวิธีปลูกและดูแลต้นไม้เบื้องต้น เพื่อให้ต้นไม้เจริญเติบโต แตกยอด ผลิใบ ออกดอกสวยงาม และอยู่คู่บ้านไปนาน ๆ

1.รดน้ำมากเกินไป

เมื่อพูดถึงการรดน้ำ บางคนอาจจะคิดว่ายิ่งรดน้ำมาก ยิ่งส่งผลดีกับต้นไม้ หรือบางคนอาจจะขี้เกียจรดน้ำบ่อย ๆ ไม่ก็กลัวว่าตัวเองจะลืม เลยรดน้ำทีเดียวเยอะ ๆ จนดินแฉะ ซึ่งจริง ๆ แล้วต้นไม้แต่ละสายพันธุ์ต้องการปริมาณน้ำที่แตกต่างกัน อีกทั้งต้องดูปัจจัยอื่นควบคู่กันไปด้วย เช่น ฤดู แสงแดด และอุณหภูมิ แม้ต้นไม้บางชนิดจะชอบน้ำมาก แต่หากมีน้ำขังในดินมากเกินไปก็ทำให้รากเน่าและตายได้ ฉะนั้นก่อนจะเลี้ยงต้นไม้ชนิดใดก็ตามควรศึกษาข้อมูลเบื้องต้นไว้ก่อน เพื่อดูว่าควรดูแลอย่างไร และมีเวลามากพอจะดูแลต้นไม้สายพันธุ์นั้น ๆ หรือไม่ 

ทั้งนี้ หากไม่แน่ใจว่าถึงเวลาควรรดน้ำเพิ่มหรือยัง ให้สังเกตจากหน้าดิน หากหน้าดินเริ่มแห้งก็ค่อยรดน้ำเพิ่ม โดยเฉพาะในหน้าร้อนที่มีอุณหภูมิสูง แล้วค่อยลดปริมาณการรดน้ำลงในช่วงฤดูฝน เพราะมีความชื้นในอากาศสูง ควรเว้นระยะการรดน้ำออกไป เช่น เปลี่ยนจากรดน้ำวันละ 2 ครั้ง เหลือเพียงวันละครั้งก็พอ

2. ใช้ดินผิดประเภท

ต้นไม้แต่ละชนิดใช้ดินปลูกไม่เหมือนกัน บางชนิดชอบดินร่วน บางชนิดชอบดินร่วนปนทราย ในขณะที่บางชนิดอย่าง แคคตัส ต้องใช้ดินผสมวัสดุปลูกกระบองเพชรโดยเฉพาะ เช่น พีทมอส หินภูเขาไฟ เพื่อให้ดินระบายน้ำได้ดี แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากการเลือกดินให้เหมาะสมกับต้นไม้แล้ว ควรใส่ดินในกระถางปลูกในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรใส่ดินจนแน่นหรือเยอะเกินไป เพราะเวลาที่รดน้ำจะทำให้น้ำขังอยู่ในกระถางนานและเกิดความชื้นสูง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหารากเน่าตามมาได้ สามารถสังเกตได้จากตอนรดน้ำ หากใช้เวลานานกว่าจะมีน้ำระบายออกมาจากก้นกระถาง แสดงว่าใส่ดินแน่นเกินไปนั่นเอง

3. วางกระถางผิดที่

ถึงแม้ว่าต้นไม้บางชนิดจะสามารถนำมาปลูกในบ้านได้ แต่ก็ควรหาที่วางกระถางต้นไม้ให้เหมาะสม เพราะต้นไม้ยังต้องการการสังเคราะห์แสงเพื่อการเจริญเติบโต ดังนั้น บริเวณที่วางกระถางควรมีแสงแดดส่องถึงบ้าง หรือหากในบ้านไม่มีมุมไหนที่แดดส่องถึงเลยจริง ๆ ควรนำกระถางสลับไปวางไว้ริมระเบียงหรือกลางแจ้งบ้าง เช่น ช่วงครึ่งเช้า เนื่องจากแดดในช่วงนี้ยังไม่ร้อนจนเกินไปนัก นอกจากนี้หากต้นไม้ไม่ได้รับแสงในปริมาณที่เพียงพอหรือวางในที่ที่มีแดดแรงเกินไป ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ใบไหม้ ต้นไม้โตช้า สีใบหรือทรงไม่สวย แม้จะบำรุงด้วยปุ๋ยแล้วก็ตาม

4. ขาดการดูแลที่เหมาะสม

สำหรับต้นไม้ที่ปลูกในบ้านควรหมั่นเช็ดใบให้สะอาด เพราะหากปล่อยให้ฝุ่นเกาะใบไปเรื่อย ๆ จะทำให้ต้นไม้สังเคราะห์แสงได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นควรหมั่นทำความสะอาดต้นไม้อย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดใบให้ทั่ว รวมไปถึงหมั่นเด็ดดอกไม้หรือใบไม้ที่กำลังตายทิ้ง และคอยถอนวัชพืชออกจากกระถางด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้วัชพืชแย่งอาหารต้นไม้ และป้องกันแมลงและโรคอื่น ๆ ที่อาจจะตามมา

5. ไม่ใส่ปุ๋ย

แม้ต้นไม้จะได้รับแสงแดดในการสังเคราะห์แสง รวมถึงคาร์บอนไดออกไซด์ ออกซิเจน และไฮโดรเจนจากน้ำกับอากาศ ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะต้นไม้ยังต้องการไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ไปช่วยในการเพิ่มความแข็งแรงให้กับลำต้น เร่งการแตกยอด ผลิใบ และการเจริญเติบโต ฉะนั้นควรใส่ปุ๋ยอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ตามสูตรปุ๋ยที่เหมาะกับต้นไม้แต่ละชนิด ซึ่งบนถุงปุ๋ยจะมีสูตรบอกปริมาณธาตุอาหารไว้บนฉลากเป็นตัวเลข 3 ส่วน เช่น 20-10-5 โดยตัวแรกหมายถึงไนโตรเจน (N) เน้นการบำรุงใบ ตัวที่สองคือฟอสฟอรัส (P) สำหรับบำรุงดอก และตัวที่สามหมายถึงโพแทสเซียม (K) ใช้บำรุงผลผลิต นั่นเอง

6. ลืมเปลี่ยนกระถาง

สำหรับต้นไม้ปลูกในกระถาง หลังจากปลูกไปประมาณ 1-2 ปี ก็ควรเปลี่ยนภาชนะและดินใหม่ เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้เกิดรากม้วนขดเป็นกระจุกจนแน่นกระถาง หรืออาจจะเห็นรากต้นไม้งอกออกมาทางรูระบายน้ำ ซึ่งอาจจะทำให้ลำต้นและใบเริ่มเฉา สีซีด เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาล และใบร่วงมากผิดปกติ เนื่องจากรากไม่สามารถดูดซึมสารอาหารจากดินได้เต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม ควรเลี่ยงเปลี่ยนกระถางในช่วงที่ต้นไม้กำลังออกดอก และควรเลือกไซซ์กระถางให้เหมาะสมกับขนาดลำต้นด้วย

7. ไม่กำจัดแมลง

นอกจากนี้ต้นไม้ปลูกในบ้านควรระวังศัตรูพืชอย่าง ตัวริ้น เพลี้ย หนอน ไร แมลงหวี่ขาว และมด เป็นพิเศษ ส่วนมากจะอาศัยอยู่ใต้ใบและในดิน ซึ่งเจ้าของควรหมั่นเช็กและสังเกตความผิดปกติของต้นไม้ให้ดี ได้แก่ ใบม้วน หงิกงอ มีรอยไหม้ ผิวใบเป็นปุ่มปม ใบเหลือง ลำต้นมีราดำ หากมีอาการเหล่านี้แม้จะเป็นจุดเล็ก ๆ ก็ควรรีบหาวิธีป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ หากปล่อยไว้นานก็ยิ่งกำจัดยากและทำให้ต้นไม้ตายในที่สุด

8. โดนสัตว์เลี้ยงป่วน

หากเจ้าของคนไหนที่มักเจอปัญหาสัตว์เลี้ยงชอบแอบมาแทะต้นไม้เล่นหรือปัดกระถางแตก สามารถป้องกันได้โดยการใช้ขาตั้งวางกระถางให้สูงขึ้น ใช้กระถางแบบแขวน สร้างรั้วกั้นต้นไม้ วางต้นไม้ไว้ในที่ที่สัตว์เลี้ยงเข้าไม่ถึง โรยหน้าดินด้วยหินก้อนใหญ่ป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงมาขุดดินเล่น เปลี่ยนมาปลูกต้นไม้ที่มีกลิ่นแต่ไม่มีพิษกับสัตว์ อย่าง โรสแมรี่ แทน หรืออีกหนึ่งวิธีก็คือ นำเปลือกส้มหรือเปลือกมะนาวฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ โรยรอบ ๆ โคนต้นไม้ นอกจากจะช่วยป้องกันสัตว์เลี้ยงได้แล้ว ยังกลายเป็นปุ๋ยเพิ่มแร่ธาตุในดินอีกด้วย

ต้นไม้ก็ต้องการอาหารและการดูแลที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิน แสงแดด น้ำ การให้ปุ๋ย รวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ ดังนั้น ถ้าอยากเลี้ยงต้นไม้ให้รอด เจริญเติบโตสวยงาม ควรศึกษาข้อมูลของต้นไม้ชนิดนั้น ๆ ให้ดี ทั้งวิธีการปลูกและการดูแลในเรื่องต่าง ๆ เช่น การรดน้ำ ปริมาณแสงแดด การใส่ปุ๋ย เพื่อให้ต้นไม้เติบโตสวยงาม ออกดอกผลิใบให้เราดูไปนาน ๆ

ขอบคุณข้อมูล : home.kapook.com

วิธีปลูกกุหลาบ…ราชินีแห่งดอกไม้

ต้นกุหลาบ สัญลักษณ์แห่งความรัก ปลูกไว้ประดับสวน มาดูวิธีปลูกดอกกุหลาบ สัญลักษณ์แห่งความรัก ไม้ดอกมีกลิ่นหอม นิยมให้แทนใจวันวาเลนไทน์

          ดอกกุหลาบ คือ หนึ่งในดอกไม้ยอดนิยมที่หลายคนอยากจะปลูกเอาไว้ติดบ้าน เพราะกลิ่นอันหอมกรุ่น และเสน่ห์ความงามของสีสันที่ให้อารมณ์แตกต่างกันไป ทำให้ต้นกุหลาบกลายเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่หลายคนหมายปอง อยากจะปลูกกุหลาบไว้ประดับสวน วันนี้กระปุกดอทคอมจึงมีข้อมูลของต้นกุหลาบ พร้อมทั้งวิธีปลูกกุหลาบ มาฝากกันค่ะ

A closeup shot of a red rose

ลักษณะของต้นกุหลาบ


         
เป็นไม้ยืนต้นพุ่มเล็ก ที่มีความยาวลำต้นตั้งแต่ 30-200 เซนติเมตร ส่วนใหญ่จะมีหนามแหลมอยู่บริเวณลำต้น แต่ก็มีบางชนิดที่ไม่มีหนาม ลักษณะใบโค้งมนสีเขียว ปลายแหลม ขอบใบมีหยักเล็กน้อย ดอกมีกลิ่นหอม ลักษณะกลีบเรียงซ้อนเป็นชั้น ๆ ประมาณ 4-6 ชั้น มีหลายสี เช่น สีแดง สีชมพู สีขาว สีเหลือง เป็นต้น

ประโยชน์ของต้นกุหลาบ


         
ต้นกุหลาบนิยมปลูกไว้เพื่อตกแต่งสวน เป็นไม้ดอกไม้ประดับที่เพิ่มความสดชื่นสวยงามให้กับสวน โดยมีฉายาว่า ราชินีแห่งอุทยาน (Queen of the Garden) เชื่อกันว่าบ้านใดปลูกกุหลาบไว้ในบ้าน จะเกิดความสง่าภาคภูมิ และดูโดดเด่นเมื่อพบเห็น นอกจากนี้กลิ่นหอมของดอกกุหลาบยังช่วยเพิ่มบรรยากาศดี ๆ ให้กับสวนอีกด้วย โดยหลายคนนิยมปลูกดอกกุหลาบเพื่อใช้ตกแต่งบ้าน หรือเป็นสัญลักษณ์ของความรัก และนิยมมอบให้แก่กันในวันวาเลนไทน์

วิธีปลูกกุหลาบ

          1.
ปลูกในแปลงปลูก ขนาด 30x30x30 เซนติเมตร โดยใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก และดินร่วน อัตราส่วน 1:2 ผสมดินปลูก

          2.
ปลูกในกระถาง ใช้กระถางทรงสูงขนาด 10-16 นิ้ว ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก แกลบผุ และดินร่วน อัตราส่วน 1:1:1 โดยควรเปลี่ยนดินในกระถางทุก 1 ปี เพื่อแทนดินเดิมที่เสื่อมสภาพ

วิธีดูแลรักษากุหลาบ

          ดิน : ชอบดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย มีความชื้นปานกลาง และระบายน้ำได้ดี

          
ปุ๋ย : ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก 1-2 กิโลกรัมต่อต้น เดือนละ 1-2 ครั้ง

          
น้ำ : ชอบน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5-7 วันต่อครั้ง

          
แสง : ชอบแสงแดดจัด จึงควรปลูกไว้ให้ได้รับแดดกลางแจ้ง

การขยายพันธุ์กุหลาบ

          ต้นกุหลาบสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการปักชำ การตอน การทาบกิ่ง และการติดตา โดยสามารถทำได้ ดังนี้

1.
การตอนกิ่ง

          
เป็นที่นิยมมากและเห็นผลได้เร็ว โดยควรเลือกกิ่งที่มีความสมบูรณ์ ไม่มีโรคหรือแมลง รวมทั้งไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป ใช้มีดคม ๆ ควั่นเปลือกรอบกิ่ง 2 รอย ห่างกันประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร ให้รอยควั่นด้านบนอยู่ใต้ตาเล็กน้อย กรีดตามยาวและลอกเอาเปลือกออก จากนั้นขูดเมือกออกให้หมด แล้วนำขุยมะพร้าวที่แช่น้ำแล้วมาแปะทับ โดยหุ้มด้วยถุงพลาสติกอีกชั้น แล้วมัดด้วยเชือกให้แน่น ใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ จะเห็นรากงอก

2.
การติดตา

          
กรีดต้นกุหลาบเป็นรูปตัว T ยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร เผยอรอยกรีดออกเล็กน้อย เลือกตาที่ดูนูนเด่นชัดจากกิ่งพันธุ์ นำมาสอดลงในแผลที่กรีดไว้ พันด้วยพลาสติกให้แน่น ทิ้งไว้ 7 วัน หากตายังเป็นสีเขียวแสดงว่าได้ผล

3.
การปักชำ

          
ใช้ทรายหยาบผสมขี้เถ้าแกลบ ในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน เลือกกิ่งกุหลาบที่มีดอกเริ่มแย้ม หรือบานมาแล้วไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัดกิ่งแล้วนำไปแช่น้ำ จากนั้นนำไปปักชำลงบนทรายที่ผสมไว้

4.
การเพาะเมล็ด

         
นำเมล็ดกุหลาบไปเพาะในภาชนะ ใส่ขุยมะพร้าวชื้น คลุมด้วยถุงพลาสติก แล้วนำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 3-4 สัปดาห์ หากมีเมล็ดงอกขึ้นมาประมาณ 5% ค่อยนำมาไว้ข้างนอก รอให้ต้นกล้างอกครบแล้ว จึงย้ายลงปลูกในกระถาง

          เป็นดอกไม้ที่มีประโยชน์หลายอย่างทีเดียว จัดสวนก็ได้ ปลูกประดับบ้านก็ดี เอาเป็นว่าใครชอบดอกไม้ชนิดนี้ ก็ลองนำวิธีปลูกกุหลาบไปทำดูกันนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : home.kapook.com, พืชเกษตร

5วิธีดูแลรักษา….ต้นไม้ในบ้าน

ตอนนี้รักต้นไม้พอๆ กับการรักตัวเอง แต่แค่รักอย่างเดียวคงยังไม่พอ เพราะมันต้องเอาใจใส่และดูแลต้นไม้ด้วยสิ ถึงจะอยู่กันได้ตลอดรอดฝั่ง ใครชอบปลูกต้นไม้ในบ้าน แต่เอามาเลี้ยงทีไรก็ใบเหลือง ใบเหี่ยว ใบไหม้ สุดท้ายก็ตายจากกัน ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่าเรายังให้เวลาและไม่รู้จักการปลูกต้นไม้ในบ้านดีพอ ไปดูวิธีเลี้ยงต้นไม้ยังไงให้รอดกันดีกว่า

1.เตรียมต้นไม้ให้พร้อม
– ลดปุ๋ย ด้วยสภาพแสงในบ้านที่น้อยกว่าด้านนอก หากใส่ปุ๋ยเยอะเกินไป ทำให้ต้นไม้ไม่แข็งแรง
– ลดการให้น้ำ พยายามรักษาให้ดินมีความชื้นปานกลางก็เพียงพอแล้ว
– ลดแสงสว่าง วางต้นไม้ให้อยู่ในที่มีแสงส่องถึงประมาณ 50 % เป็นเวลา 1-2 อาทิตย์ แล้วค่อยๆ นำไปวางในสภาพแสงน้อยประมาณ 20 % ในอีก 2-3 อาทิตย์ถัดมา จากนั้นตรวจดูโรค แมลง ทำความสะอาดใบ แล้วจึงนำไปวางในตำแหน่งที่ต้องการ

2.สังเกตต้นไม้
– หากต้นไม้ได้รับแสงมากเกินไป ใบจะซีดและเกิดจุดสีน้ำตาลเป็นหย่อมๆ
– หากได้รับแสงน้อยเกินไป ใบและกิ่งที่งอกใหม่จะลีบเล็ก ใบเก่าจะเริ่มเหลืองและหลุดร่วง
– ต้นไม้จะเอียงเข้าหาแสงสว่างเสมอ ดังนั้นต้องหมุนกระถางเพื่อให้ต้นไม้คงรูปทรงที่สวยงาม

3.การรดน้ำ
ควรรดน้ำ 1-2 อาทิตย์ต่อครั้ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับพรรณไม้ รดให้ชุ่มทั้งกระถางดีกว่ารดน้ำเพียงเล็กน้อยทุกวัน เพราะการรดน้ำบ่อยๆ จะปิดช่องว่างของดิน ทำให้อากาศถ่ายเทได้น้อย และไม่ควรปล่อยให้ดินแห้งสนิทและมีน้ำขังบริเวณยอดไม้

4.การให้ปุ๋ย
หลังจากย้ายต้นไม้เข้าในบ้านแล้ว 6 อาทิตย์จึงเริ่มให้ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ในอัตราส่วนเท่าๆ กันทุก 15 วัน สลับกับการให้ปุ๋ยอินทรีย์บ้างในช่วงที่นำต้นไม้ไปพักฟื้นภายนอก วิธีนี้จะช่วยไม่ให้ดินเสีย

5.การทำความสะอาด
หมั่นทำความสะอาดใบเสมอ โดยจะใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด หรือจะล้างฝุ่นด้วยการใช้ฝักบัวก็ได้ แต่ต้องหาอะไรปิดหน้าดินเพื่อช่วยป้องกันน้ำชะหน้าดิน

แหล่งข้อมูล : www.sanook.com/home

วิธีคืนชีพผัก7ชนิด…นำกลับมาปลูกใหม่ได้

ก่อนหน้านี้พวกเราหลายๆ คนคงโยนยอดและลำต้นของผักลงถังขยะโดยไม่ต้องคิดเลย แต่ทราบหรือไม่ว่าผักบางชนิดสามารถนำกลับมาปลูกเป็นอาหารได้ใหม่ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการประหยัดได้อีกทางหนึ่ง มาดูกันว่ามีผักอะไรบ้างที่สามารถคืนชีพกลับมาเป็นอาหารให้เราได้อีกหลายๆ รอบ

สำหรับวิธีคืนชีพ หรือให้เกิดการงอกใหม่ของผักต่างๆ นั้นก็เหมือนกับผักส่วนใหญ่คือนำยอด หรือก้านที่ตัดไปวางไว้ในจาน หรือภาชนะที่มีน้ำ แล้วนำไปวางไว้ใกล้หน้าต่างที่มีแดด แค่เพียงเปลี่ยนน้ำทุกๆ 2-3 วัน

1.เซเลอรี่ หรือขึ้นฉ่ายฝรั่ง
ต้ดท่อนล่างของต้นขึ้นฉ่าย 1-2 นิ้ว แล้ววางในจานที่มีน้ำอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง ภายใน 2-3 วันใบใหม่จะงอกออกมาจากกลางต้น เมื่อคุณเห็นรากงอกขึ้น คุณสามารถนำส่วนนั้นไปปลูกลงในดินได้ มันอาจจะให้ลำต้นที่เล็กกว่าประมาณ 3-4 ต้น แต่ก็เพียงพอสำหรับทำอาหารบางอย่าง

2.แครอท
แม้คุณจะไม่สามารถนำแครอททั้งหัวมาปลูกใหม่ได้หมด แต่คุณสามารถนำยอดแครอทที่ใบเช่นในพาสต้า ซุป คุณสามารถปลูกมันได้ในดิน เมื่อรากงอกยาวสัก 1-2 นิ้ว ก็เก็บเกี่ยวมาเป็นผักทานได้ นอกจากนั้นเมื่อตัดไปแล้ว ก็ยังกลับมาออกใบเขียวได้อีกรอบซึ่งอาจจะสูงมากถึง 9-10 นิ้ว

3.ผักฉ่อย
ตัดท่อนล่างของโคนต้นผักฉ่อย จากนั้นนำไปแช่น้ำ 1/4 นิ้ว  ถึงครึ่งนิ้ว ในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์คุณจะสามารถเห็นรากและใบใหม่ได้ หรือถ้าจะไม่เก็บใบแล้วปล่อยวันมันก็จะออกดอกและให้เมล็ด

4.กระเทียม
หากคุณมีกระเทียมเหลืออยู่ ให้วางมันไว้ในแก้วน้ำ แล้วตั้งที่ขอบหน้าต่าง ในที่สุดกระเทียมก็จะแตกใบออกมา และคุณสามารถตัดใบเขียวๆ ที่งอกออกมาไปใส่ไข่เจียว ซึ่งทำให้ได้รสชาติของกระเทียมไปอีกด้วย

5.ผักกาดหอม
จากฐานของหัวผักกาด 2 นิ้วให้ตัด แล้วนำฐานนั้นคว่ำลงในชามที่มีน้ำอยู่ อาจต้องใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มพยุงหัวผักกาดหอมบนภาชนะ เพื่อไม่ให้พลิกคว่ำ เมื่อเกิดรากสามารถนำลงดินได้เลย และเพียงไม่กี่สัปดาห์คุณก็สามารถเก็บเกี่ยวใบไปรับประทานได้เลย วิธีนี้สามารถใช้ได้กับผักกาดหอมทุกประเภท นอกจากนั้นยังสามารถปลูกผักกาดหลายๆ หัวได้ภายในกระถางเดียวกันอีกด้วย

6.ต้นหอม
ต้นหอมเป็นพืชที่มีความยืดหยุ่นสูงชนิดหนึ่ง และสามารถงอกใหม่ได้เต็มขนาด เพียงให้ตัดจากโคนขึ้นมา 1/2 หรือ 2 นิ้ว เพื่อใช้สำหรับปลูกใหม่ โดยนำไปแช่ในน้ำ เมื่อรากเริ่มเติบโตในน้ำ ยอดสดจะแทงขึ้นมาและยืดออก ซึ่งคุณสามารถปลูกลงในดินได้

7.หอมใหญ่
ถ้าคุณมีหัวหอมทั้งลูก แล้วมันอ่อนเกินไปสำหรับการรับประทาน คุณสามารถใช้หัวหอมทั้งลูกปลูกได้ วิธีการคือผ่าหัวหอมด้านล่างแล้วปล่อยให้แห้ง 1 วันก่อน จากนั้นนำไปจุ่มลงในโหลแก้วที่มีน้ำอยู่ แล้วปล่อยทิ้งไว้ แต่แนะนำให้เปลี่ยนน้ำทุกวันเพื่อป้องกันการเติบโตของแบคทีเรีย

แหล่งข้อมูล : https://www.sanook.com/home

5 ประโยชน์…จาก”เปลือกไข่”ที่คุณควรรู้

เจ้าเปลือกไข่พวกนี้มีประโยชน์อะไรบ้างไหม พอมาหาข้อมูลก็พบว่ามันมีประโยชน์หลายอย่าง แหม..ไม่นึกว่าไข่หนึ่งฟองจะมีประโยชน์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนี้ จริงๆ เปลือกไข่มีประโยชน์มากมาย แต่ครั้งนี้ขอคัดประโยชน์ด้านงานสวนมาแชร์ให้ทุกคนอ่านและนำไปใช้ดูก่อนนะคะ

1.เปลือกไข่ใช้เป็นที่เพาะต้นกล้า หากคุณคิดจะปลูกต้นไม้ การเริ่มเพาะกล้าลงในเปลือกไข่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ต้นไม้จะได้แร่ธาตุจากเปลือกไข่ และทำให้จากเมล็ดพืชกลายเป็นกล้าที่แข็งแรง เติบโตเร็ว วิธีการคือเจาะเปลือกไข่บริเวณด้านล่างเป็นรูเล็กๆ เพื่อระบายน้ำ จากนั้นกรอกดินใส่ลงไปในเปลือกไข่ วางเมล็ดพันธุ์ รดน้ำตามปกติ เมื่อต้นกล้าโตคุณสามารถวางเปลือกไข่ที่มีต้นกล้าภายในนั้นลงในดินที่จะปลูกได้เลย

2.ปุ๋ยหมักจากเปลือกไข่ คุณสามารถทำปุ๋ยหมักจากเปลือกไข่ได้โดยการผสมเปลือกไข่กับน้ำเล็กน้อยกับน้ำส้มสายชูครึ่งถ้วย

3.สารบำรุงต้นไม้ ต้นไม้อย่างกุหลาบชอบสารอาหารที่ได้จากเปลือกไข่ ดังนั้นคุณจึงสามารถนำเปลือกไข่มาบดเป็นผง จากนั้นผสมกากกาแฟที่เหลือจากการดื่มในตอนเช้า เมื่อส่วนผสมเข้ากันแล้วให้โรยผงเปลือกไข่ผสมกากกาแฟที่โคนต้นไม้ แล้วก็รดน้ำตามปกติ

4.ป้องกันแมลง พวกหอยทาก ตัวบุ้งไม่ชอบเปลือกไข่เพราะพวกมันไม่ชอบที่จะคลานข้ามขอบคมๆ ของเปลือกไข่ ดังนั้นวิธีการคือให้บีบเปลือกไข่ให้แตกหยาบๆ แล้วคั่นระหว่างต้นไม้ เปลือกไข่จะช่วยป้องกันไม่ให้ทาก บุ้งมารบกวนต้นไม้

5.บำรุงดิน การนำเปลือกไข่ไปผสมลงในดินที่จะนำไปใส่ในกระถางปลูก เมื่อเปลือกไข่แตกละเอียดมันจะกลายเป็นอาหารบำรุงดินชั้นเยี่ยม เปรียบไปแล้วก็เหมือนปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพ

แหล่งข้อมูลจาก : http://premeditatedleftovers.com , sanook.com

D.I.Y. กระถางแก้มลิง…จากขวดพลาสติกกันเถอะ!


แก้มลิงจากขวดน้ำ ไอเดียรีไซเคิลขวดพลาสติกเป็นกระถางปลูกต้นไม้ ทั้งประหยัดงบ ลดปริมาณขยะ แถมไม่ต้องคอยรดน้ำบ่อย ๆ ด้วย

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 4.-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A.jpg

          สำหรับคนเมืองที่อยาก จัดสวน แต่ไม่มีพื้นที่ในการปลูกต้นไม้มาก ไม่มีเวลาในการรดน้ำต้นไม้บ่อย กระถางแก้มลิงคงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ทว่าทุกคนไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อให้เปลืองเงินหรือยุ่งยากเลยนะคะ เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมมีไอเดียทำกระถางแก้มลิงจากขวดพลาสติกด้วยตัวเอง ของ คุณ Exotics_man สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม มาฝาก บอกเลยว่าอุปกรณ์หาง่ายแถมขั้นตอนก็น้อยมาก


          สวัสดีครับ วันนี้จะมาชวนทำกระถางแก้มลิงกันครับ เอาไว้เพาะเมล็ด ปลูกต้นไม้ แถมยังช่วยลดขยะได้อีก ส่วนขั้นตอนก็ง่าย ๆ มาทำกันเลยดีกว่าครับ

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 1.%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%94-3-%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99.jpg

อุปกรณ์

     – ขวดน้ำพลาสติก 1.5 ลิตร

     – กรรไกรหรือคัตเตอร์

     – และหัวแร้ง (ขวดน้ำถ้าเป็นแบบตัวอย่างในรูปก็จะดีครับ ดียังไงทำเสร็จแล้วจะเฉลยครับ)

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 2.%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B9.jpg

          – ตัดขวดเป็น 3 ส่วน ตามภาพเลยครับ โดยให้นับจากล่างขึ้นมาข้อที่ 5 ส่วนข้างบนนับลงมาข้อที่ 3 เราจะใช้แค่ส่วนบนกับส่วนล่าง สำหรับส่วนกลางก็ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ เก็บสะสมไว้ขายได้ครับ

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 3.%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%9A.jpg

          – เอาหัวแร้งเจาะรู โดยเจาะส่วนล่างเพื่อให้น้ำระบายออก เจาะส่วนบนเพื่อให้น้ำซึมเข้าตัวกระถาง

          – แต่งขอบให้ได้ส่วนโค้งตามขวด

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 4.-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A-1.jpg

          – เสร็จแล้วก็ประกอบทั้งสองส่วนเข้ากัน ก็จะได้หน้าตาแบบนี้ครับ

          ข้อดีของขวดแบบนี้คือ มันจะเข้าล็อกพอดีเป๊ะเลย เวลาหยิบยกจะไม่หลุดออกจากกันครับ ทุกวันนี้ปริมาณขยะพลาสติกมีมากขึ้นทุกวัน ถ้าหากเราเลี่ยงไม่ได้ก็เอามันมาทำประโยชน์ให้มากที่สุดก่อนที่จะทิ้งเป็นขยะก็น่าจะดีนะครับ กระทู้ต่อไปเดี๋ยวเอาขวดนี้มาใช้ประโยชน์กันครับ…

          ขอบคุณที่เข้ามาชมครับ

อขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก : คุณ Exotics_man สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม, home.kapook.com

วิธีปลูกผักสลัดลงดิน…ปลูกง่ายประโยชน์เยอะ

วิธีปลูกผักสลัดลงดิน…ปลูกง่ายประโยชน์เยอะ

ใช้เวลาเพียง 2 – 3 วันเพื่อให้เมล็ดงอก รออีก 45 วันก็ได้ผักสลัดที่ชอบมากินได้แล้ว ทั้งสีสันน่ากินและมีประโยชน์ต่อร่างกาย

1.นำดิน ปุ๋ยคอก และขุยมะพร้าวในอัตราส่วนเท่าๆ กันคลุกเคล้าให้ทั่วรดน้ำพอชุ่ม

2.ใส่ดินลงในถาดเพาะเมล็ด

3.หยอดเมล็ดลงในหลุม แล้วใช้นิ้วค่อยๆ เกลี่ยดินกลบเมล็ด แล้วค่อยๆ รดน้ำ วางไว้ในที่ร่ม

4.ประมาณ 2-3 วันเมล็ดผักจะงอกออกมาให้เห็น เมื่อครบ 7-10 วันให้นำไปวางที่มีแดด เพราะผักสลัดชอบแดดตลอดวัน

5.ย้ายต้นกล้าลงในกระถางหรือแปลงปลูก รออีก 45 วันก็ได้ผักสลัดที่ชอบมากินได้แล้ว

ประโยชน์ของผักสลัด

กรีนโอ๊ก

-ผักสลัดใบหยัก สีเขียวอ่อน เนื้อค่อนข้างนุ่ม ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงประสาทและกล้ามเนื้อ

เรดโอ๊ก

-มีกากใยอาหารมาก ย่อยง่าย บำรุงสายตาและกล้ามเนื้อ ป้องกันโรคปากนกกระจอก ล้างผนังลำไส้ กำจัดไขมัน มีธาตุเหล็ก และวิตามิน D สูง

วิธีย้ายต้นกล้าผักสลัดลงกระถาง

หากต้องการย้ายต้นกล้าลงกระถางหรือแปลงปลูกให้ใช้ช้อนพลาสติกเล็กๆ ตักกล้ากรีนโอ๊กหรือเรดโอ๊กขึ้นมาจากถาดเพาะเมล็ด ใส่ลงไปในหลุมที่เตรียมไว้โดยให้ดินเสมอกับโคนต้น (ใบ) กลบดินเบาๆ แล้วใช้ฟางคลุมลำต้น เพื่อป้องกันหน้าดินแห้ง รดน้ำอย่างเบามือ ขั้นตอนนี้ควรทำในตอนเย็นเป็นการให้ผักได้พักฟื้นด้วยนะ

แหล่งข้อมูล : https://www.sanook.com/home

วิธีปลูกผักสวนครัวในกระถาง…สำหรับบ้านพื้นที่จำกัด

จัดสวนผักในกระถาง เป็นทางเลือกที่ลงตัว สำหรับผู้ที่มีพื้นที่จำกัด วิธีการนี้ จะทำให้เราสามารถมีผักสวนครัวไว้รับประทานเองได้สบาย ๆ นอกจากจะได้ทั้งความประหยัด ได้ผักปลอดสารไว้รับประทานแล้ว ยังทำให้พื้นที่น้อย ๆ ในบ้าน คอนโด หรืออพาร์ทเมนท์ของเราดูสดชื่นขึ้นมาได้อีกด้วย

สวนผักในกระถางนี้ เราสามารถปลูกได้ ไม่ว่าพื้นที่จะจำกัดแค่ไหนก็ตาม แต่ทั้งนี้ ก็มีเทคนิคในการเลือกกระถาง หรือภาชนะที่จะใส่ รวมทั้งเลือกชนิดของพืชผัก ที่เหมาะสมด้วย

ไม่ว่าสวนของคุณจะเป็นแบบไหน การปลูกในภาชนะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะจะช่วยแก้ปัญหาวัชพืช และปัญหารากชอนไช ได้ไปในตัว สิ่งสำคัญคือ ภาชนะที่จะนำมาใช้ ต้องมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะรองรับพืช หรือผักที่เราต้องการจะปลูก ผักส่วนมากต้องการพื้นที่ประมาณ 15-18 นิ้ว ทั้งความกว้างและความลึก

สำหรับในเขตร้อน หรือในช่วงฤดูร้อน การเลือกสีภาชนะเป็นสีอ่อน จะช่วยเรื่องการรักษาอุณหภูมิให้กับรากพืช สีอ่อน จะช่วยให้ไม่ร้อนจนเกินไป แต่ถ้าหากคุณอยู่ในเขตหนาวเย็น หรือช่วงฤดูหนาว ก็ให้เลือกกระถางสีเข้ม เพราะจะช่วยรักษาอุณหภูมิที่อบอุ่นให้กับดินและรากพืชได้

การปลูกผักในกระถางนี้ จะต้องใส่ใจในเรื่องของการระบายน้ำด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ความสำคัญ ก็อยู่ที่การเลือกกระถางอีกเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ให้เลือกกระถางที่มีรูระบายน้ำ หรือหากไม่มี ก็ต้องเจาะรูให้ เพื่อให้น้ำสามารถระบายออกมาได้ กระถางหรือภาชนะบางอย่าง ก็เจาะรูได้ยาก ดังนั้นการเลือก นอกจากจะดูที่รูปแบบ และความสวยงามแล้ว ต้องดูที่ความสะดวกในการใช้สอยด้วย

พืช หรือผัก ที่มีขนาดลำต้นขนาดกลางขึ้นไป เราต้องมั่นใจว่า กระถาง จะต้องสามารถรองรับรากของพืชได้เพียงพอ การเลือกดิน ก็สามารถเลือกดินที่ผสมสำเร็จ ดินพวกนี้ จะได้รับการออกแบบมาให้ระบายน้ำได้ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าหากต้องการผสมเอง ก็ให้หลีกเลี่ยงดิน หรือปุ๋ยที่มีการผสมสารเคมี ดินที่เหมาะ ควรจะประกอบได้ด้วย พีทมอส หรือกากมะพร้าว 40 เปอร์เซนต์ ดินผสมคุณภาพดี 50 เปอร์เซนต์ และอีก 10 เปอร์เซนต์ เป็นเพอร์ไลท์ หรือหินภูเขาไฟ ดินที่มีส่วนประกอบที่กล่าวมานี้ จะสามารถรักษาความชุ่มชื้นได้ดี ระบายน้ำได้รวดเร็ว และมีความอุดมสมบูรณ์ในระดับปานกลาง

ไม่ต้องพยายามไปขุดดินจากสวนมาใส่กระถาง เพราะดินที่อยู่กับพื้นดินนั้น มีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไป ไม่เหมาะจะนำมาใช้ปลูกผักในกระถาง ดินจากพื้นดินนั้น หนัก และหนาแน่นมากกว่าดินผสม ที่ควรใช้สำหรับปลูกพืชในกระถาง

สำหรับพืชที่มีขนาดใหญ่ ควรเลือกกระถางที่ใหญ่ เมื่อจัดวางควรมีสัดส่วนที่เหมาะสม ขนาดของกระถางรองรับการขยายตัวของรากพืชได้ และอาจจะต้องมีการใช้ฟิลเลอร์ ปุ๋ย หรือสารบำรุงดิน ให้ความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้พืชเติบโตและออกดอกออกผล หรือให้ผลผลิตที่ดีด้วย

ข้อมูล : https://www.sanook.com/