วิธีทำไข่เค็มใบเตย!

วันนี้ขอชวนทุกท่านมาทำไข่เค็มแต่ไม่ใช่ไข่เค็มธรรมดาวันนี้จะมาทำสอนทำไข่เค็มใบเตยค่ะ ซึ่งไข่เค็มใบเตยนี้จะช่วงเพิ่มรสชาติให้ไข่เค็มธรรมดาหอมอร่อยยิ่งกว่าเดิม กลิ่นของใบเตยจะช่วยกลบกลิ่นคาวในไข่ ที่สำคัญยังมีประโยชน์กว่าเดิมอีกด้วย

วัตถุดิบที่ต้องเตรียม

1. ไข่เป็ด 50 ฟอง

2. ดินสอพอง 2 กิโลกรัม

3. เกลือ 1/2 กิโลกรัม

4. ใบเตยสด 1/2 กิโลกรัม

5. น้ำสะอาด

เหตุใดต้องใช้ไข่เป็นทำไข่เค็มใบเตย

เนื้อของไข่ขาวของไข่เป็ดมีความแข็งกว่าไข่ไก่เมื่อนำมาต้มแล้วจะได้เนื้อไข่ที่นุ่มไม่เละอร่อยพอดี อีกเหตุผลหนึ่งคือเปลือกของไข่เป็นเป็นมีรูพรุนค่อนข้างเล็กกว่าไข่ไก่เมื่อทำไข่เค็มจะช่วยให้เกลือซึมเข้าสู่เนื้อไข่ได้ดีและกลมกล่อม

ขั้นตอนการทำไข่เค็มใบเตย

1. เริ่มขั้นตอนแรกให้ทำการล้างคราบโคลนคราบดินของไข่เป็ดและใบเตยให้สะอาดและผึ่งลมให้แห้งสนิท

2. จากนั้นนำใบเตยมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วมาโขลกให้ละเอียด

3. ทำการบดดินสองพองให้เป็นผงแล้วนำมาผสมเข้ากับใบเตยและเกลือให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวระหว่างผสมให้ค่อยๆทะยอยเติมน้ำผสมเล็กน้อย

5. นำส่วนผสมที่ได้ทั้งหมดมาพอกกับไข่เป็ดให้มิดโดยกะให้มีความหนาจากเปลือกไข่ประมาณ 1 เซนติเมตร

6. ขั้นตอนสุดท้ายให้นำไข่ที่ได้มาวางใส่ถาดหรือตระแกรง เก็บไว้ในที่แห้งและอากาศถ่ายเท

วิธีรับมือกับ 5 โรคพืช ที่พบบ่อยในช่วงฤดูฝน!

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 5-%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9D%E0%B8%99.jpg

วิธีรับมือกับการระบาดของ 5 โรค 

ที่พบบ่อยในช่วงฤดูฝน โดยให้เกษตรกร

หมั่นสำรวจแปลงปลูกพืชอย่างสม่ำเสมอ

เพื่อเฝ้าระวังการระบาด และวางแผนการจัดการ

โรคพืชในแปลงปลูกให้ดี เพื่อลดความเสียหาย

ที่จะเกิดจากการเข้าทำลายของโรคพืชเหล่านี้

1) โรคราน้ำค้าง มักพบในพืชตระกูลแตง เช่น แตงกวา แตงร้าน แตงโม แตงไทย เมล่อน แคนตาลูป ซูกินี ฟักทอง ฟักเขียว ฟักแม้ว มะระจีน และบวบ

การระบาด : สภาพที่เหมาะสมของการเกิดโรคคือ ช่วงที่อากาศค่อนข้างเย็นและความชื้นสูง เชื้อราสาเหตุโรค สามารถแพร่ระบาดโดยลม น้ำ เครื่องมือการเกษตรและการเคลื่อนย้ายพืชปลูก โดยสามารถมีชีวิตอยู่ข้ามปีได้

 การป้องกันกำจัด :

– หมั่นสำรวจแปลงปลูก หากพบพืชที่แสดงอาการ ให้เก็บส่วนที่เป็นโรคออกและนำไปทำลายทิ้งนอกแปลง

– คลุกเมล็ดด้วยสารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา หรือแช่เมล็ดในน้ำอุ่นก่อนปลูก หากระบาดมากสามารถใช้สารเคมีไดเมโทมอร์ฟ ฉีดพ่นตามคำแนะนำ

2) โรคเน่าคอดิน มักพบใน ต้นกล้าของพืชผักและพืชไร่

การระบาด : เชื้อราสามารถแพร่กระจายจากการติดมากับเมล็ดพันธุ์ อยู่ในดินหรือแพร่กระจายโดยน้ำ

การป้องกันกำจัด :

– หมั่นสำรวจแปลงปลูกอยู่เสมอ เมื่อพบต้นกล้าที่เป็นโรค ให้ถอนและนำ – ใช้เมล็ดพันธุ์ดีปราศจากเชื้อโรคพืช และมีความงอกสูง ไม่หว่านเมล็ดแน่นเกินไป เว้นระยะต้นให้แสงแดดสามารถส่องผ่านได้

– ก่อนปลูกคลุกเมล็ดด้วยสารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา

– วัสดุปลูกและแปลงปลูกควรสะอาด มีการระบายน้ำที่ดี อาจปรับสภาพดินในแปลงด้วยปูนขาว หรือใส่ปุ๋ยอินทรีย์และเชื้อราไตรโคเดอร์มาในดินก่อนปลูก

3) โรคราสนิมขาวในผัก มักพบในผัก เช่น ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว และในไม้ดอก เช่น เบญจมาศ

การระบาด : ระบาดรุนแรงในฤดูฝนหรือช่วงอากาศชื้น

การป้องกันกำจัด :

– กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก

– หมั่นสำรวจแปลงปลูกอยู่เสมอ หากพบโรคในปริมาณน้อยให้ถอน หรือตัดเผาทำลาย

– แปลงที่เกิดโรคระบาด ควรงดการให้น้ำแบบพ่นฝอย และไม่ควรให้น้ำจนชื้นแฉะเกินไป

– ใช้สารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มาคลุกเมล็ดหรือหว่านลงแปลงก่อนปลูก หรือฉีดพ่นป้องกันกำจัดโรค อัตราตามคำแนะนำ

4) โรคใบจุด มักพบในพืชผักตระกูลกระหล่ำ

การระบาด : ระบาดมากในช่วงฤดูฝน ความชื้นสูง เชื้อสาเหตุโรคสามารถแพร่กระจายตามน้ำ ลม แมลง สัตว์ เครื่องมือทางการเกษตรกร และเมล็ดพันธุ์ หรืออาศัยอยู่กับวัชพืชในแปลง

การป้องกันกำจัด :

– หมั่นสำรวจแปลงปลูกอยู่เสมอ เมื่อพบส่วนที่เป็นโรคให้เด็ดทิ้งและนำไปทำลายนอกแปลงปลูก

– ปลูกพืชหมุนเวียน และมีการจัดการระบบน้ำที่ดี

– คลุกเมล็ดด้วยสารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา หรือแช่เมล็ดในน้ำอุ่นก่อนปลูก

– สามารถฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราไตรโดเดอร์มา เพื่อป้องกันกำจัดหรือเมื่อพบโรคในแปลง

– หากพบการระบาดรุนแรง สามารถฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัดโรคพืช หรืออาจต้องมีการพักแปลง ตากดิน

5) โรคเหี่ยว พบในพืชพวกแตงชนิดต่างๆ เช่น แตงกวา แตงร้าน แตงแคนตาลูบ (cantaloup) แตงไทย แตงโม ฟักแฟง ฟักทอง แตงสควอซ (squash) เป็นต้น

การระบาด : สภาพอากาศมีอุณหภูมิสูง ดินมีความชื้นสูง และฝนตกชุก จะทำให้โรคนี้ระบาดได้ดี

การป้องกันกำจัด :

– หมั่นตรวจแปลงปลูก เมื่อพบโรคให้ถอนต้นที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก

– หลีกเลี่ยงการปลูกพืชในพื้นที่ที่เคยเกิดการระบาดมาก่อน หรือปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน

– แปลงปลูกควรมีการระบายน้ำที่ดี ไม่ปลูกพืชแน่นเกินไป

– ทำความสะอาดอุปกรณ์ทางการเกษตร เพื่อป้องการเชื้อสาเหตุโรคไปยังต้นปกติ

– ก่อนปลูกควรไถกลับหน้าดินตากแดด และใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดิน หรือใส่ปุ๋ยอินทรีย์และเชื้อราไตรโคเดอร์มาในดินก่อนปลูก

– ใช้สารชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา สำหรับโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ซับทีลิส สำหรับโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

– หากพบการระบาดรุนแรงสามารถใช้สารเคมีในกรณีเกิดจากเชื้อรา เช่น เมตตาแลกซิล อัตราตามคำแนะนำ กรณีเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ควรพักแปลง ตากดิน ใส่ปูนขาว เพื่อลดการสะสมของเชื้อในดิน หรือปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรการเกิดโรค

ขอบคุณข้อมูล :

ทีมประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร

กระจับเขาควาย! วัชพืชมีราคา

‘กระจับ’ เป็นพืชน้ำล้มลุกอายุหลายฤดู มีอยู่ทั่วไป ลักษณะเป็นกอลอยน้ำ ชอบน้ำนิ่ง มีรากหยั่งยึดดินและมีไหล ใบเดี่ยวมี 2 แบบ ใบที่ลอยน้ำมีก้านยาว อวบน้ำและพองเป็นกระเปาะตรงกลาง ทำให้ลอยน้ำได้ดี แผ่นใบมีรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือรูปพัด ใบจะเรียงรอบลำต้นเวียนเป็นเกลียวถี่ๆ ทำให้ดูเหมือนใบแผ่เป็นวงรอบต้น ใบอีกแบบหนึ่งอยู่ในน้ำ เป็นเส้นฝอยๆ คล้ายราก

คุณสุนัน พละเจริญ ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เกษตรกรผู้ปลูกกระจับ ที่อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เล่าว่า กระจับเป็นพืชที่ปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ที่มีน้ำท่วมขังตลอดทั้งปี ปัจจุบัน มีปลูกมากในแถบภาคกลาง โดยเฉพาะที่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อุทัยธานี สุพรรณบุรีกระจับ ปลูกไม่ยาก แต่ต้องเอาใจใส่ ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมหรือแล้ง
เนื่องจากอยู่ในน้ำอยู่แล้ว มีน้ำแค่เพียง 60 เซนติเมตร ก็อยู่ได้แล้ว ที่สำคัญยังปลูกขายฝักหรือขายต้นทำเป็นไม้ประดับได้อีกด้วย

ขั้นตอนการปลูก

วิธีการ เหมือนกับการดำนา เอายอดพันธุ์มาดำ โดยนำยอด 1-2 ยอด ฝังลงไปในพื้นดิน ระยะห่างระหว่างต้นและแถว (1.1 x 1 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ = 1,000 กอ)

และหลังจากปลูก 1 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยสูตร 24-8-8

ต้นกล้าเริ่มตั้งตัวและทอดยอด

จากนั้นให้เริ่มเติมน้ำเข้าแปลงเป็นระยะๆ (น้ำคลอง ค่า pH 6.5-7.0) จนระดับความสูงขั้นต่ำ 60 เซนติเมตร

พอต้นแข็งแรงเริ่มแตกกอและตั้งยอด บำรุงด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 24-8-8 อีกครั้ง

ร่วมกับปุ๋ยน้ำหรือสารสกัดสมุนไพร ฉีดพ่นทางใบ ทุกๆ 15-20 วัน

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล

https://www.technologychaoban.com/agricult…/article_106990

———-

ทักแชทปรึกษาปัญหาพืช 📲https://m.me/kasetnewstv

📲 ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

https://line.me/ti/p/%40kasetnews

———-

📲กด Like 👍 และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

———-

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺 หมายเลข 72

———-

#กระจับ#ข่าวเกษตร#เกษตรนิวส์

มะเขือพวง ดกเป็นก้อนๆไม่ยาก!

การปลูกมะเขือพวงนั้นถึงจะปลูกง่ายขึ้นง่ายแต่การที่จะให้ออกผลผลิตดี อายุยาวนาน มีเก็บตลอดทั้งปี ก็จะสามารถทำได้ตามเทคนิคดังนี้ค่ะ

การเพาะกล้า

1. เริ่มขั้นตอนการเพาะกล้าด้วยการขุดหน้าดิน

ให้ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ดินที่ขุดให้ตากแดดเอาไว้ 10-15 วัน

2. จากนั้นให้นำปุ๋ยคอกมาคลุกผสมกับที่ขุดตากไว้

3. ขั้นตอนสุดท้ายให้ทำการพรวนดินแล้วโรยเมล็ดมะเขือพวง

ให้ทั่วบริเวณ แล้วนำดินที่ผสมปุ๋ยคอกไว้มากลบทับเมล็ดเป็นชั้นบางๆ

4. เมื่อเวลาผ่านไปกล้าของต้นมะเขือพวงก็จะงอกออกมาให้เห็น

เมื่อมีอายุครบ 1 เดือน ก็ขุดนำไปปลูกต่อได้เลย

เตรียมแปลงปลูก

1. เตรียมแปลงปลูกสามารถปลูกแบบยกร่อง แบบแปลงปลูก แบบหลุมปลูก ก็ได้ตามสะดวก

2. ให้เว้นระยะระหว่างต้น 2-3 เมตร เพราะมะเขือพวงเมื่อโตเต็มที่จะมีพุ่มค่อนข้างใหญ่

ปลูกมะเขือพวง

1. เริ่มจากการย้าย ต้นกล้ามะเขือพวงมาในแปลงปลูกที่เราจัดเตรียมไว้ข้างต้น เลือต้นกล้าที่สมบูรณ์และมีใบจริง 3-4 ใบ และสูง ประมาณ 10 เซนติเมตร

2. เมื่อต้นกล้าลงปลูกในแปลงเป็นระยะเวลา 10 วันแล้วให้ทำการใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 บำรุงต้นมะเขือพวง โดยอย่าโรยชิดโคนต้นมากเกินไป ใส่ต้นละ 1/4 ช้อนชา แล้วรดน้ำตามทันที

3. หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตมะเขือพวงในรุ่นแรกแล้วประมาณ 2-3 เดือน ให้เริ่มตัดแต่งกิ่งที่เคยออกผลผลิตแล้วทิ้งไป เพื่อบังคับให้กิ่งใหม่งอกขึ้นมาออกผลผลิตต่อ วิธีนี้จะช่วยให้ต้นมะเขือพวงอายุยืนเป็นพุ่มสวย และผลผลิตออกมาดกเป็นก้อนค่ะ

ปลูกไม่ยากแต่ต้องอาศัยเทคนิคง่ายๆ ตลอดช่วงการปลูก เพื่อที่จะได้ผลผลิตได้ตามต้องการ

ขอบคุณภาพและข้อมูล

postnoname

ปลูกพืชหลังทำนา เพิ่มรายได้กว่า 2,000!!

🥒ปลูกพืชหลังทำนา ไอเดียเพิ่มรายได้วันละเกือบ 2 พัน ‼️

นางหวันสาเหราะ บินมุสา กล่าวว่า ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะใช้พื้นที่นาข้าวประมาณ 1 ไร่ครึ่ง ไถกลบตอซังข้าวเพื่อบำรุงดิน และเพิ่มธาตุอาหารในดิน และลงมือปลูกแตงกวาประมาณ 1 ไร่

รวมทั้งแตงโมร่วมกับฟักทองอีกประมาณครึ่งไร่ ซึ่งเป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย ได้ผลผลิตสูง โดยเฉพาะแตงกวา หลังปลูก 30 วันเริ่มให้ผลผลิต และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกวันต่อเนื่องนานกว่า 1 เดือน

แต่ละวันจะได้ผลผลิตประมาณ 80 กิโลกรัม ซึ่งจะมีแม่ค้ามารับซื้อถึงหน้าบ้าน

สำหรับแตงกวาในช่วงนี้ราคากิโลกรัมละ 23 บาท สร้างรายได้ให้ครอบครัวเป็นกอบเป็นกำประมาณวันละ 1,800 บาท และที่สำคัญช่วงนี้ราคาผักดีเกินคาด โดยเฉพาะแตงกวาในปีนี้ราคาดีกว่าทุกปีที่ผ่านมา จากที่เคยจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 15 บาท มาปีนี้ราคาเป็น 23 บาท

โดยมีคณะอาจารย์คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสงขลา เข้ามาให้คำแนะนำ ให้ความรู้ ทั้งการผลิต การตลาด และส่งเสริมการผลิตพืชปลอดภัยให้ได้มาตรฐานจีเอพี ให้แก่เกษตรกรบ้านเกาะแต้วได้ปลูกพืชหลังนา สร้างรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัวทุกวัน ไม่หวั่นแม้ช่วงนี้ปุ๋ยราคาแพง

ขอบคุณภาพ-ข้อมูลhttps://mgronline.com/south/detail/9650000052063

———-

ทักแชทปรึกษาปัญหาพืช 📲https://m.me/kasetnewstv

📲 ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇https://line.me/ti/p/%40kasetnews

———-

📲กด Like 👍 และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

———-

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺 หมายเลข 72

———-

#แตงกวา#ฟักทอง#ข่าวเกษตร#เกษตรนิวส์

5 เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตถั่วฝักยาว!

กรมวิชาการเกษตรส่ง 5 เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตถั่วฝักยาว!

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากปัญหาการผลิตถั่วฝักยาวของเกษตรกรอำเภอวังทรายพูนและอำเภอบึงนารางจังหวัดพิจิตรพื้นที่ปลูกจำนวน 132 ไร่ ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตรสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จ.พิษณุโลก (สวพ.2) กรมวิชาการเกษตรได้นำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรลงไปช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ให้กับเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตผักตำบลหนองพระอำเภอวังทรายพูนและตำบลห้วยแก้วอำเภอบึงนารางจังหวัดพิจิตร

โดยผ่านกิจกรรมหลัก 2 กิจกรรม คือการฝึกอบรมและเสวนา และการจัดทำแปลงต้นแบบโดยปลูกถั่วฝักยาวพันธุ์พิจิตร 3 พืชพันธุ์ดีของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีลักษณะเด่นเนื้อหนา อายุเก็บเกี่ยวสั้น 43 วัน ให้ผลผลิตสูง 3,861 กิโลกรัมต่อไร่ที่สำคัญเกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองในฤดูกาลผลิตต่อไปได้
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร ได้นำเทคโนโลยีการผลิตของกรมวิชาการเกษตรจำนวน 5 เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตถั่วฝักยาวในแปลงต้นแบบ ได้แก่ เทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต 5 กิโลกรัม คลุกผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ 100 กิโลกรัม ให้เข้ากันแล้วใช้รองก้นหลุมพร้อมปลูกหรือใส่รอบโคนต้นถั่วฝักยาวที่อายุ 1-2 สัปดาห์

เทคโนโลยีการจัดการปุ๋ยเคมีจากปุ๋ยสูตรสำเร็จมาเป็นการผสมปุ๋ยใช้เองตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร โดย ปุ๋ยรองพื้น ใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 7 กิโลกรัมต่อไร่ ผสมกับ 18-46-0 อัตรา 17 กิโลกรัมต่อไร่ และ 0-0-60 อัตรา 15 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อถั่วฝักยาวมีอายุ 1 เดือนใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 13 กิโลกรัมต่อไร่ ผสมกับปุ๋ยสูตร 0-0-60 อัตรา 15 กิโลกรัมต่อไร่

เทคโนโลยีไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงสายพันธุ์ไทยป้องกันกำจัดศัตรูพืชจำพวกหนอนกินใบในระยะตัวอ่อน เช่น หนอนกระทู้ หนอนชอนใบ หนอนคืบ เป็นต้น โดยใช้อัตรา 5-10 ถุงต่อน้ำ 20 ลิตร ปริมาณและความเข้มข้นต่อพื้นที่จะแปรผันตามความรุนแรงของการระบาด เทคโนโลยีการใช้มวนพิฆาต ควบคุมหนอนกระทู้ หนอนคืบ และหนอนเจาะผลมะเขือ ทำการปล่อยมวนพิฆาตจำนวน 1,000-3,200 ตัวต่อไร่ต่อครั้ง ตามความรุนแรงของการระบาดของศัตรูพืช

“เกษตรกรที่ผลิตถั่วฝักยาวโดยใช้ 5 เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรทำให้ได้ผลผลิตสูงถึง 3,850 กิโลกรัมต่อไร่ มากกว่าวิธีการผลิตแบบเดิมของเกษตรกรที่ให้ผลผลิตเพียง 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรสามารถเพิ่มผลผลิตได้ถึง 1,850 กิโลกรัมต่อไร่ คิดเป็นผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว นอกจากนี้ยังสามารถลดต้นทุนการผลิตลง 1,250 บาทต่อไร่ เกษตรกรมีรายได้ 36,700 บาทต่อไร่
ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรหลังการทำนาและในอนาคตเกษตรกรในพื้นที่วางแผนที่จะขอรับรองพื้นที่การผลิตเป็นแหล่งผลิตพืช GAP เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตและสร้างความยั่นยืนในอาชีพให้กับชุมชนต่อไป” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว
โดยปลูกถั่วฝักยาวพันธุ์พิจิตร 3 ของกรมวิชาการเกษตรแทนพันธุ์การค้า นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดความรู้การผลิตพืชปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตของกรมวิชาการเกษตร เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพการผลิตให้กับเกษตรกรแปลงต้นแบบและเกษตรกรในพื้นที่ที่มีความสนใจ
ขอบคุณภาพ-ข้อมูล
https://www.doa.go.th/th/?p=40218
———-
ทักแชทปรึกษาปัญหาพืช 📲 https://m.me/kasetnewstv
📲 ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇
https://line.me/ti/p/%40kasetnews
———-
📲กด Like 👍 และ ติดตามเพจ 🌟
เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่
———-
#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺 หมายเลข 72
———-

วิธีทำ มังคุดคัด!

💜ถ้าพูดถึงมังคุดหลายๆ คนคงจะเคยกินมังคุดสีม่วงดำ รสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน กินแล้วชื่นใจสุดๆ แต่หลายคนอาจจะไม่ทราบมาก่อนว่าจริงๆ แล้วมังคุดสามารถกินได้ตั้งแต่ลูกที่ยังเป็นสีเขียว หรือเรียกว่ามังคุดสีขาว

ซึ่งมีรสชาติ กรอบ รสชาติมีความเปรี้ยวอมหวาน ที่หลายคนเคยเห็นขายอยู่ทางภาคใต้ เป็นมังคุดแกะเปลือกออกเสียบไม้ หรือที่เรียกกันว่าเป็นมังคุดคัด เจ้ามังคุดคัดที่เจอเสียบไม้นี้ ไม่ได้เป็นการคัดเกรด คัดทิ้ง หรือคัดพิเศษแต่อย่างใด
แต่เป็นการใช้มังคุดลูกดิบสีเขียวที่ยังไม่แก่จัด คือไม่อ่อนหรือสุกเกินไปนั่นเอง ถ้าสุกเกินไปเนื้อก็จะนิ่มไม่กรอบ อ่อนเกินไปเนื้อจะน้อยและรสชาติไม่อร่อยโดยจะใช้มีดปอกเปลือกแข็งๆ
ออกให้เหลือแต่เนื้อในสีขาวกรอบ ขั้นนี้อาจต้องใช้น้ำในการล้างเยอะหน่อย เพราะผลมังคุดที่ยังดิบจะมียางอยู่มาก ชาวบ้านอาจนั่งแกะในลำธาร หรืออาจใช้ก๊อกน้ำ
เพื่อให้น้ำไหลผ่านก็ได้ ขั้นนี้อาจต้องใช้การฝึกฝนและประสบการณ์ เพื่อให้ได้มังคุดคัดที่สวยงาม เท่านี้ก็พร้อมรับประทาน จะเสียบไม้เหมือนลูกชิ้นปิ้ง หรือโยนเข้าปากเลยก็ได้
ขอบคุณรูป-ข้อมูล : kaijeaw

อย่าทิ้งเม็ดทุเรียน เอาไปเพาะได้!

ช่วงนี้ผลไม้ที่นิยมรับประทานกันและมีราคาแพงคงคิดถึงอะไรไม่ได้เลยนอกจากทุเรียน ขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้ที่ปลูกยาก หลายท่านกินทุเรียนแล้วก็ทิ้งเมล็ดไม่คิดว่าจะสามารถปลูกทุเรียนจากเมล็ดได้ วันนี้จึงขอนำเสนอวิธีการเพาะต้นทุเรียนจากเมล็ดโดยมีเทคนิคง่ายๆรับรองว่าเป็นทุกต้น

วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. เมล็ดทุเรียน

2. ถุงดำเพาะชำ

3. แกลบดิบ

4. ดินสำหรับปลูก

5. มูลวัวแห้ง

วิธีเพาะเมล็ดทุเรียน

1. เริ่มขั้นตอนแรกด้วยการ นำเมล็ดทุเรียนสายพันธุ์ใดก็ได้มาล้างให้สะอาดอย่าให้มีเนื้อทุเรียนติด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน

2. เมื่อครบเวลาแล้วจะสังเกตเห็นได้ว่ามีตุ่มรากเริ่มงอกออกมาให้เห็นก็เป็นอันใช้ได้ ให้นำมาพึ่งลมให้แห้งเตรียมไว้

3. เริ่มทำการเตรียมดินสำหรับเพาะเมล็ดด้วยการนำ ดินปลูก แกลบดิบ มูลวัวแห้ง ในอัตราส่วน 1:1:1 มาคลุกผสมกันเป็นเนื้อเดียว

4. นำถุงดำเพาะชำมาใส่ดินที่ผสมเตรียมไว้เหลือพื้นที่ว่างสัก 2 นิ้ว แล้วทำหลุมเล็กๆตรงกลาง นำเมล็ดทุเรียนที่เตรียมมาจิ้มลงไปในหลุมเอาส่วนรากลงดินเท่านั้นอย่ากลบดินให้จนมิดเมล็ดทุเรียน

5. จากนั้นให้ทำการรดน้ำให้ดินชุ่มแล้วไปตั้งไว้ในที่ร่ม เมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน จะพบว่าต้นทุเรียนจะงอกขึ้นมาประมาณ 1 ฟุต ก็เป็นอันใช้ได้ค่ะ

ทั้งนี้ การจะปลูกทุเรียนให้ได้ผลดีนั้นต้องการดูแลเอาใจใส่อย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้น้ำ ให้ปุ๋ย สภาพอากาศ ดินแต่ละพื้นที่ เพราะฉะนั้นต่อจากนี้กินทุเรียนแล้วอย่าทิ้งเมล็ดนะคะ

ขอบคุณ postnoname

ปลดล็อก กัญชา แล้ว!!

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 285638526_127911769914650_7117893188294695457_n-1024x683.jpg

9 มิ.ย 65 ปลดล็อก กัญชา แล้ว

เริ่มเข้ามามีบทบาทในเรื่องของสุขภาพในประเทศไทยมากขึ้น เมื่อกฎหมายเริ่มเปิดโอกาสให้คนไทยได้ใช้กัญชาในทางการแพทย์อย่างถูกต้อง ‼️

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 285706612_127911839914643_4071659323147495948_n-1024x683.jpg

เรามาดูประโยชน์ของกัญชากันค่ะ!

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 285878876_127911779914649_278338975068329511_n-1024x683.jpg

กัญชาเป็นผลมาจากสารแคนนาบินอยด์ ที่จะทำงานร่วมกับตัวรับแคนนาบินอยด์ (Canabinoid Receptor) ที่อยู่ในร่างกาย ทำหน้าที่และควบคุมการทำงานของกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย ส่งผลให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การใช้ยากัญชาที่ไม่ได้มีการวางแผนการรักษา จะไม่สามารถกำหนดความเข้มข้นของปริมาณสารกัญชา จึงอาจเกิดอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ง่วงซึม เวียนศีรษะ มองเห็นสีผิดปกติ คลื่นไส้ ความจำลดลง ความดันโลหิตต่ำ ปากแห้ง เกิดความผิดปกติทางจิต เช่น ซึมเศร้า สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ต้องกินยาตลอด ห้ามหยุดยา แล้วหันมาใช้ยากัญชาในการรักษา เพราะจะทำให้เกิดอันตรายจนเสียชีวิต

ดังนั้น หากสนใจใช้กัญชาในการรักษาโรค หรือบรรเทาอาการจากโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างใช้กัญชาในปริมาณหรือในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมโดยไม่ได้ตั้งใจ

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 285885737_127911789914648_1833730881729381475_n-1024x683.jpg

ขอขอบคุณข้อมูล : www.sanook.com

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนน้า

เทคนิคการเลือกสแลน…ให้เหมาะกับพืชแต่ละชนิด

วันนี้เรามีความรู้มาแบ่งปันให้ทุกท่านได้ทราบกัน เกี่ยวกับผ้าสแลนที่นำมาใช้พรางแสงแดด ไว้สำหรับทำเกษตรต่างๆ จะเลือกอย่างไรถึงจะเหมาะแก่การปลูกพืชแต่ละชนิด

ซึ่งปัจจุบัน การจำหน่ายผ้าสแลนนั้น เรียกได้ว่ามีหลากหลายรูปแบบซะเหลือเกินครับ หลายๆท่านอาจจะสับสนว่ามันแตกต่างกันอย่างไร แบบไหนดี แบบไหนไม่ดี แบบไหนเหมาะแก่การใช้งานของเรา วันนี้ผมมีเคล็ดลับการเลือกผ้าสแลนมาฝาก ไปดูกันเลยครับ

ประโยชน์ของสแลน

———-

1.พรางแสงให้เบาลง เพื่อป้องกันไม่ให้พืชได้รับแสงแดดมากจนเกินไป

2.ลดความเข้มข้นของแสงและความแรงของแสง

3.ช่วยลดอายุการเก็บเกี่ยวให้สั้นลง เนื่องจากการปลูกพืชบางประเภทมีความต้องการแสงแดดไม่เท่ากัน หากมีแสงแดดที่เหมาะสมจะช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้เร็วมากขึ้นและให้ผลผลิตดี

4.ช่วยทำให้ควบคุมสภาพแวดล้อมในการทำเกษตรได้

สีของของสแลน

———-

สแลนสีดำและสีเขียว มีความแตกต่างกันในเรื่องของสีกับแสงและความรู้สึก โดยสแลนสีดำนั้นจะไม่ไปตัดทอนค่าความยาวของคลื่นแสง แสงที่ลอดผ่านสแลนสีดำนั้น จะเป็นแสงขาวเหมือนที่เราเห็นทั่วไป

แต่สแลนสีอื่นจะสะท้อนตัดทอนค่าความยาวของคลื่นแสงที่เป็นสีเดียวกันกับสีของสแลนนั้นออกไป และพืชก็ต้องการแสงสีน้ำเงินและแดงเป็นหลัก ซึ่งรวมอยู่ในแสงสีขาวนั้นอยู่แล้ว ถ้าแสงสีเหล่านี้ถูกตัดทอนออกไปก็จะมีผลต่อการสังเคราะห์แสง จนถึงการเจริญเติบโตของพืชครับ

ส่วนสแลนสีเขียวนั้นเราจะเห็นคนเลือกใช้กันเยอะมากกว่าสีดำนั่นก็เพราะว่าประเด็นหนึ่งเลยคือสแลนสีดำเก็บความร้อนได้ดีกว่าสีเขียว ตามคุณสมบัติของสีดำ ซึ่งส่งผลให้ในระยะยาวแสลนสีดำนั้นจะเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าสีเขียวนั่นเองครับ

เทคนิคการเลือกสแลน

———-

– ช่วงระยะเพาะเมล็ด การกรองแสง 70-80%

– ระยะต้นกล้า การกรองแสง 50-60 %

– พืชที่ต้องการร่มเงาและไม่ต้องการแสงแดดที่จัด การกรองแสง 80%

ทั้งนี้การเลือกก็ต้องดูชนิดของพืชที่ปลูกด้วยนะครับ ต้องศึกษาว่าพืชที่ปลูกชอบแสงแดดมากน้อยเพียงใด นอกจากจะนำมาใช้สำหรับปลูกพืชแล้วยังสามารถนำไปใช้ในการทำประมงเลี้ยงสัตว์ก็ได้เช่นกันครับ เลือกใช้ตามความเหมาะสมกันด้วยนะครับ

Credit : https://mepanya.com/05102022-2-2/