ภูมิปัญญาชาวบ้าน สูตรการทำหน่อไม้ส้ม

เก็บไว้ได้นานเป็นปี ‼️หน่อไม้ส้มหรือหน่อไม้ดอง

เป็นการแปรรูปและถนอมอาหารอีกอย่างหนึ่งให้เก็บไว้ทานได้นานและสามารถเป็นของฝากหรือสามารถจำหน่ายสร้างรายได้สำหรับเกษตรกรที่มี่าไผ่หรือหารมาจากธรรมชาติ สูตรนี้ถึงแม้จะเก็บไว้นานนับปีก็ไม่ดำ ยังน่าทานอยู่เสมอ วันนี้เรียนมาเรียนรู้วิธีการทำไปด้วยกันครับ
อุปกรณที่ต้องเตรียม
1.หน่อไม้สดจากสวนหรือหาได้จากธรรมชาติ
2.ขวดน้ำพลาสติก
3.เกลือ 2 กำมือ
4.กะละมังขนาดเล็กสำหรับคั่นหน่อไม้ ตามรูปในขั้นตอน
5.ข้าวสารเหนียว 2 กำมือ


ขั้นตอนการทำ

1.แกะกาบหน่อไม้ออก ล้างทำความสะอาดและทำการฟาดหน่อไม้ให้เป็นเส้น

2.แช่หน่อไม้ที่ฟานแล้วในน้ำสะอาดทิ้งไว้ 1 คืน

3.นำหน่อไม้มาใส่ลงในที่กะละมังเพื่อรอการคั่น

4.จากนั้นเทข้าวสารลงไป 2 กำมือ หรือตามปริมาณของหน่อไม้ลดตามสัดส่วน

5.ตามด้วยเกลือ 2 กำมือ หรือตามปริมาณหน่อไม้ให้ลดตามสัดส่วน

6.ทำการคั่นหน่อไม้ให้เข้ากันกับส่วนผสม คั่นไปเรื่อยๆ จนเริ่มมีน้ำออกมาและสังเกตว่าขณะการคั่นจะอ่อน จับตัวกันเป็นก้อนแสดงว่าส่วนผสมเริ่มเข้ากันครับ

7.ล้างทำความสะอาดขวดพลาสติกก่อนทำการกรอกหน่อไม้ที่คั่นแล้ว

8.ทำการกรอกหน่อไม้ที่คั่นลงในขวดพลาสติกและตักน้ำเติมลงไปนิดหน่อย เท่านี้เราก็ได้หน้อไม้ส้มไว้ทานกันแล้วครับ ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน ก็สามารถนำไปประกอบอาหารได้เลยครับ ถ้าท่านใดชอบเปรี้ยวหน่อยก็ทิ้งไว้หลายๆ วันก่อนนำไปทานกันครับ

ผมเป็นคนชอบรับประทานหน่อไม้ ผมว่าคนไทยทุกคนก็คงชอบเหมือนกับผม ทั้งนี้ ผมคิดว่าในหน่อไม้น่าจะมีประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์อย่างแน่นอน ผมอยากได้ความรู้เพิ่มเติมว่า ในหน่อไม้มีธาตุอาหารสำคัญอะไรบ้าง นอกจากเป็นความรู้แล้ว ผมจะได้นำไปเล่าให้ลูกหลานได้รับทราบต่อไป

ขอบคุณภาพแหล่งที่มาจาก ช่องยูทูปอิสาน บ้านสาวเฉิ่ม

ขอบคุณข้อมูล https://r-sim100.com/5818/

อียูไฟเขียว!! มะระไทย

อาจเป็นรูปภาพของ กลางแจ้ง และ ข้อความ
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2565 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้รับแจ้งจากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรปว่า สหภาพยุโรปได้อนุญาตให้นำเข้ามะระจากไทยอีกครั้ง หลังระงับการส่งออกตั้งแต่ปลายปี 2562 เนื่องจากสหภาพยุโรปได้มีการปรับปรุงบัญชีรายชื่อพืช สินค้าพืช และวัสดุอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้สินค้าที่อยู่ภายใต้บัญชีดังกล่าวจากประเทศที่สามไม่สามารถส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้ จนกว่าจะได้รับการประเมินความเสี่ยง

โดยครอบคลุมถึงมะระจากประเทศไทยที่มีการระงับการส่งออกตั้งแต่ 14 ธันวาคม 2562 ซึ่งไทยเคยมีการส่งออกมะระไปสหภาพยุโรปในปี 2560-2562 ปริมาณ 23,700 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 1,092,000 บาท

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะส่งออกผลมะระสดไปยังสหภาพยุโรป จะต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ในแปลงปลูกจนถึงภายหลังการเก็บเกี่ยวในโรงคัดบรรจุ โดยในแปลงปลูกของเกษตรกรต้องติดกับดักกาวเหนียวเพื่อดักจับเพลี้ยไฟตลอดวงจรการผลิต และมีตรวจสอบแปลงผลิตมะระอย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์และมีการจดบันทึก โดยต้องไม่พบอาการหรือร่องรอยการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ

นอกจากนี้ ผลมะระที่เก็บเกี่ยวแล้วต้องจัดการและขนส่งไปยังโรงคัดบรรจุในภาชนะที่มิดชิดป้องกันการเข้าทำลายซ้ำของเพลี้ยไฟ สำหรับการดำเนินการหลังเก็บเกี่ยวในโรงคัดบรรจุจะต้องทำความความสะอาดผลมะระด้วยการแปรงและล้างด้วยน้ำผสมน้ำยาฆ่าเชื้อ และต้องผ่านการสุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจสอบศัตรูพืชจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรฐาน ISPM 31 ก่อนออกใบรับรองสุขอนามัยพืช เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูล
https://www.prachachat.net/economy/news-979084

ปลูกกล้วยหน้าฝน! ระวังโรคตายพราย

นายศรุต สุทธิอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร แจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยเฝ้าระวัง โรคตายพราย หรือ โรคปานามา หรือ โรคเหี่ยว สาเหตุจากเชื้อรา Fusarium oxysporum f.sp. cubense พบโรคได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของกล้วย โดยให้สังเกตลักษณะต้นกล้วยที่มีอาการของโรคตายพรายใบกล้วยที่อยู่รอบนอกหรือใบแก่แสดงอาการเหี่ยวเหลือง ใบจะเหลืองจากขอบใบและลุกลามเข้ากลางใบ ก้านใบหักพับตรงรอยต่อกับลำต้นเทียม และจะทยอยหักพับตั้งแต่ใบที่อยู่รอบนอกเข้าไปสู่ใบด้านใน

ระยะแรกใบยอดยังเขียวตั้งตรง จากนั้นเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ต่อมาใบทั้งหมดจะเหี่ยวแห้ง เมื่อตัดลำต้นเทียมตามขวางหรือตามยาว จะพบเนื้อเยื่อภายในลำต้นเทียมเน่าเป็นสีน้ำตาลตามทางยาวของลำต้นเทียม เนื้อเยื่อในเหง้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ต้นกล้วยชะงักการเจริญเติบโตและตายในที่สุด…

การป้องกันกำจัดโรค หากต้องการปลูกกล้วยในพื้นที่ใหม่ ควรเลือกแปลงที่ไม่เคยพบโรคนี้มาก่อนและเลือกหน่อกล้วยจากแหล่งปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรค หรือไม่นำหน่อพันธุ์จากกอที่เป็นโรคไปปลูกหรือขยาย ใช้หน่อพันธุ์ที่ไม่มีร่องรอยการติดเชื้อ ในกรณีที่ไม่แน่ใจให้ชุบหน่อพันธุ์กล้วยด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช อีไตรไดอะโซล+ควินโตซีน 6% + 24% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์เบนดาซิม 50% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ทีบูโคนาโซล 43% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พร้อมกับปรับสภาพดินไม่ให้เป็นกรดจัด โดยใส่ปูนขาว หรือโดโลไมท์ แปลงปลูกควรมีการระบายน้ำที่ดี และต้องระมัดระวังการให้น้ำไม่ให้น้ำไหลผ่านจากต้นที่เป็นโรคไปต้นปกติ หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ…

เปลี่ยนศัตรูพืชเป็นเงิน!!

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 ที่ตำบลโคกสูง อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม นายสุรินทร์ คุยพร ประธานกรรมการฯ เปิดเผยว่า สมาชิกสหกรณ์การเกษตรสว่างภูมีพัฒนา จำกัด ได้มีการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ในการดำรงชีวิตและการบริหารงาน ทำให้ทุกคนรู้จักการบริหารจัดการเวลา ที่ดิน การอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดโดยหนึ่งในนั้นก็คือการจับปูนามาเลี้ยงเพื่อจำหน่าย ซึ่งปูนาถือเป็นศัตรูพืชตัวร้ายของข้าว เพราะชอบไปกัดกินต้นข้าวที่ปักดำใหม่ๆ ทำให้ต้นข้าวขาดและตายก่อนที่จะตั้งต้นและแตกกอได้ อีกทั้งปูนายังชอบขุดรูตามคันนา ทำให้คันนาไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ และหากย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยอดีต พ่อแม่ ปู่ยา ตายาย ชาวนาก็มีวิธีกำจัดแตกต่างกันไป เช่น การนำมันสำปะหลังมาหั่นและหว่านไว้ตามแปลงนาเพื่อให้ปูนามากัดกินแทนต้นข้าว

ซึ่งสารพิษที่อยู่ในหัวมันจะทำให้ปูน าตายลงในที่สุด หรือจะใช้กิ่งสะเดาสดวางไว้บริเวณที่มีปูนาชุกชุม ก็จะสามารถไล่ปูนาไม่ให้เข้ามาในบริเวณนาข้าวได้เหมือนกัน หรือแม้แต่การจับปูนามาทำปุ๋ยไคโตซานบำรุงพืช เพราะปูนามีสารไคตินสูงกว่าสัตว์เปลือก สัตว์กระดองชนิดอื่นๆ และที่คนทั่วไปเห็นอยู่ประจำก็คือการนำมาเป็นเครื่องปรุง ส้มตำ ที่เป็นเมนูยอดฮิตของคนไทยและคนอีสาน

ดังนั้นสมาชิกสหกรณ์ฯ จึงมองเห็นเป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนศัตรูพืชตัวฉกาจ มาเป็นรายได้ให้กับทุกคน ทั้งเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ให้ปูนาสูญพันธุ์ไปด้วย จึงจับปูนามาเลี้ยงเพื่อเพาะพันธุ์และจำหน่ายให้กับพ่อค้าที่รู้จักที่จะมารับถึงที่ ถือเป็นรายได้เสริมเพิ่มเติมจากการทำนาและการทำการเกษตรอื่นๆ

ช่วงนี้ราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 30-40 บาท เพราะปูนามีอยู่ทั่วไป แต่ถ้าถึงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเท่าตัวไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 60-70 บาทเลยทีเดียว สำหรับการเลี้ยงก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเพราะปูนากินทั้งผัก เศษใบไม้ และหญ้า หรือแม้แต่ข้าวเย็นที่เหลือจากเรารับประทานก็กิน

ข้อสำคัญคือเราต้องทำบ่อเลี้ยงให้ดี เป็นธรรมชาติ จะทำให้ปูนาไม่ตายเพียงเท่านี้ ก็มีรายได้จากการเลี้ยงปูนาแล้ว โดยหลังจากนี้คาดว่าสมาชิกจะมีการเก็บหอยที่อยู่ตามทุ่งนามาเลี้ยงเพื่อจำหน่ายเพิ่มเติมเหมือนกัน เพราะจากการทดลองเลี้ยงแล้ว เห็นว่ามีช่องทางการตลาด กำลังเป็นสินค้าอีกตัวที่มีความต้องการสูงจากผู้บริโภค

ขอบคุณข้อมูล
https://www.77kaoded.com/news/tawee/2307858

สวนยางรูปแบบใหม่!!

นายณัฐกฤษฎ์ โอฬารหิรัญรักษ์ รองนายกสมาคมการค้าธุรกิจเกษตรไทย-จีน เปิดเผยว่า สถานการณ์ผลผลิตทุเรียนภาคใต้เริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย.ปีนี้ ถึง ม.ค.ปีหน้า คาดว่าปริมาณทุเรียนน่าจะส่งออกได้ใกล้เคียงกับปีก่อน จำนวน 25,000 ตู้ หรือประมาณ 450,000 ตัน ซึ่งราคาช่วงต้นฤดูเริ่มขยับขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากผลผลิตน้อย

ราคาทุเรียนเกรด AB เพิ่มขึ้นเป็น กก.ละ 130-135 บาท แต่หลังจากวันที่ 10-15 ก.ค. ผลผลิตออกมากขึ้น ล้งจาก จ.จันทบุรี จะย้ายมาเปิดรับซื้อทุเรียนที่ภาคใต้ 100% กระจายตัวจาก จ.ชุมพร ไปสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา ปริมาณทุเรียนอย่างมากวันละ 100 ตู้ ราคาไม่น่าสูงขึ้นมาก เพราะราคาตลาดปลายทางประเทศจีนไม่สูงนัก เพราะตรงกับช่วงฤดูร้อนของจีน มีผลไม้หลายชนิดจากยุโรปเข้าไปจำหน่าย ต่างจากภาคตะวันออกที่ทุเรียนออกตรงกับช่วงฤดูหนาวของจีน ผลไม้อื่นๆ มีน้อย

พ่อค้าจากแหล่งรับซื้อรายใหญ่ ให้ข้อมูลว่า เนื่องจากฝนตกหนัก ดอกทุเรียนร่วง ทำให้ปริมาณผลผลิตทุเรียนภาคใต้คาดว่าน้อยลงถึง 60-70% ส่งผลให้ราคาดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะล้งแย่งกันซื้อ ราคาต้นเดือนกรกฎาคม กก.ละ 130-135 บาท ที่เหลือคือตกไซซ์ กก.ละ 80-85 บาท เทียบกับปีก่อนเฉลี่ย กก.ละ 110 บาท

ทั้งนี้ ชาวสวนคาดหวังว่าราคาน่าจะสูงถึง 200 บาท แต่ราคาความเป็นจริงจะอยู่ที่ 135-140 บาทเท่านั้น ซึ่งฝ่ายจีนเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อ ล้งต้องคาดการณ์ล่วงหน้า 7-10 วัน ต้องตั้งราคาแข่งขันกันเพื่อหาลูกค้า

นายอุดมพร เสือมาก ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชุมพร กล่าวว่า คาดว่าราคาทุเรียนน่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี เพราะปริมาณทุเรียนน้อย สถานการณ์ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ 14 จังหวัดปี 2565 ผลผลิตคาดการณ์ไว้เมื่อ 11 พฤษภาคม 2565 มีปริมาณ 465,959 ตัน ลดลงจากปีก่อนปริมาณ 576,594 ตัน หรือลดลง 19%

โดย 4 จังหวัดที่มีผลผลิตมาก คือ จ.ชุมพร 286,258 ตัน นครศรีธรรมราช 52,268 ตัน จ.สุราษฎร์ธานี 50,694 ตัน และยะลา 28,711 ตัน ทั้งนี้ จะมีคาดการณ์ผลผลิตอีกครั้งว่าในเร็วๆ นี้น่าจะลดลงอีก เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ฝนตกหนักทำให้ผลผลิตเสียหายตอนออกดอก

ขอบคุณข้อมูล
https://www.prachachat.net/local-economy/news-973180

รวมสมุนไพรใกล้ตัว..ต้านหวัด!!

มักเป็นโรคกับทางเดินหายใจเสียส่วนใหญ่ เช่น ไอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ปวดหัวตัวร้อน เป็นไข้ มีเสมหะ ลองเปลี่ยนจากการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน มาเป็นสมุนไพรใกล้ตัว ที่สามารถหาได้ง่ายๆดีกว่า

1.มะขาม อุดมด้วยวิตามิน C แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

2.ข่า ช่วยแก้หวัด ไอ เจ็บคอ

3.หอมแดง มีสารไบโอฟลาโวนอยด์ เควอชิตันต้านอนุมูลอิสระ

4.พริกสด อุดมด้วยสารแคปไซซินและวิตามิน C บรรเทาหวัด ลดน้ำมูก บำรุงสายตา

5.กระเทียมไทย แก้ไข้หวัด บำรุงกำลัง บำรุงตับและไต

ขอบคุณข้อมูล whitechannel

ระวัง!! ฉีดพ่นยาฆ่าย่าแรงดันสูง..

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 เฟซบุ๊กแฟนเพจ “สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความรู้ด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย โพสต์ข้อความระบุว่า เตือนภัย..อย่าใช้แรงดันน้ำสูงพ่นยาฆ่าหญ้า

เหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในพื้นที่ อบตแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดภาคกลาง คนงานได้นำยาฆ่าหญ้า ไกลโฟเซต และ 2,4-ดี ไปพ่นกำจัดวัชพืชริมทางสาธารณะที่ อบต. รับผิดชอบ แต่ปรากฏว่า พ่นสารในขณะที่ลมแรงและใช้แรงดันน้ำสูงเกินไป ทำให้ละอองสารปลิวไปสัมผัสแปลงผักบุ้งแก้วของเกษตรกร 4 รายที่อยู่ห่างไปอีก 400 เมตร รวมพื้นที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด 15 ไร่ และต้นมะรุมที่อยู่บริเวณข้างทางแสดงอาการเป็นพิษ หลังพ่นสาร 3-7 วัน

อาการเป็นพิษของไกลโฟเซต คือยอดผักบุ้งที่แตกออกมาใหม่ จะแคระแกรนและมีสีเหลืองผิดปกติ ส่วนอาการของ 2,4-ดี คือใบผักบุ้งจะมีลักษณะงุ้มเข้าหากัน ลำต้นและก้านใบบิดม้วนเล็กน้อยและแตกรากมากผิดปกติ

ถาม : ต้นมะรุมและผักบุ้งจะตายมั้ย..จะแก้ไขอย่างไร? ตอบ : ไม่ตายค่ะ แต่ให้รีบตัดกิ่งหรือส่วนยอดที่แสดงอาการเป็นพิษทิ้งไปให้หมด เพราะ ไกลโฟเซต และ 2,4-ดี จะสะสมอยู่บริเวณส่วนยอดอ่อนของพืชเป็นจำนวนมาก หากปล่อยทิ้งไว้อาการเป็นพิษก็จะเพิ่มมากขึ้นในส่วนยอด ทำให้พืชฟื้นตัวได้ยาก หลังตัด..รดน้ำใส่ปุ๋ยไนโตรเจนบำรุงต้น ประมาณ 2-4 สัปดาห์..ต้นจะฟื้นเป็นปกติ

สำหรับเจ้าหน้าที่ อบต. แนะนำว่า ให้ใช้แรงดันน้ำไม่เกิน 3 บาร์ และควรเปลี่ยนไปใช้หัวฉีดแบบผสมอากาศ เพื่อลดการปลิวของละอองสารได้ 80-90% แต่ปัจจุบัน ยังห้ามใช้ไกลโฟเซตในพื้นที่สาธารณะอยู่หรือไม่ ต้องสอบถามไปที่กรมวิชาการเกษตร

ขอบคุณข้อมูล
https://www.facebook.com/1868825710042450/posts/3172221999702808/
https://www.naewna.com/local/663705

#เกษตรนิวส์#ข่าวเกษตร#เกษตรอินทรีย์

ข้าวเหนียวดำแซมสวนยาง!!

เกษตรกร อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา จะมีอาชีพทำสวนยางพาราเป็นหลัก สวนยางแห่งไหนมีต้นยางแก่อายุเกิน 30 ปี ชาวบ้านจะโค่นต้นยางทิ้ง เพื่อปลูกใหม่ทดแทนระหว่างที่รอต้นยางปลูกใหม่เจริญเติบโต ในช่วง 3 ปีแรก เกษตรกรจะปลูกพืชอย่างอื่นแซมระหว่างร่องแถวยางพาราเพื่อหารายได้ชดเชย มีทั้งปลูกข้าวโพดหวาน ถั่วลิสง แต่ที่จะปลูกกันมากเป็นพิเศษนั่นคือ ข้าวเหนียวดำพันธุ์พื้นเมือง

นอกจากจะเป็นพื้นที่ทำรายได้ให้ดีกว่าพืชตัวอื่น ข้าวเหนียวดำยังเป็นพืชที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นขนม ได้หลายอย่างที่จำเป็นต้องนำไปในเทศกาลประเพณีงานบุญของคนภาคใต้ด้วย ชาวสวนยางที่นี่เลยนิยมปลูกข้าวเหนียวดำกันมาก

นางบุญเจือ เพ็ชรแกมแก้ว ประธานคณะกรรมการดำเนินการ สหกรณ์การเกษตรคลองหอยโข่ง จำกัด ผู้ส่งเสริมและผลักดันในข้าวเหนียวดำคลองหอยโข่งให้เป็นที่รู้จัก เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายเพิ่มขึ้นบอกอีกว่า ด้วยข้าวเหนียวดำแซมสวนยาง

ปลูกในพื้นที่เป็นที่ ราบเนินเขา ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีแร่ธาตุแมกนีเซียมมากเป็นพิเศษ ประกอบที่ดินสวนยางมีการบำรุงมาตลอด 30 ปี เลยทำให้ข้าวเหนียวดำคลองหอยโข่งมีความหอม นุ่ม อร่อย มีน้ำมันรำข้าวมากกว่าข้าวเหนียวดำที่ปลูกในแหล่งอื่นๆ

และจากการศึกษาหาข้อมูลด้านโภชนาการทางสหกรณ์การเกษตรคลองหอยโข่ง พบว่าข้าวเหนียวดำมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มระดับไขมันดีในกระแสเลือด บำรุงการทำงานของต่อมใต้สมอง ช่วยให้เกิดการกระจายตัวของเกล็ดเลือด และลดการเกิดกรดในกระเพาะอาหาร กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง

รวมถึงช่วยให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบหัวใจ ประสาทและกล้ามเนื้อ บำรุงสายตา บำบัดโรคเรื้อรังที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ช่วยให้นอนหลับสนิท แก้ปัญหาวัยทอง

ปัจจุบันข้าวเหนียวดำคลองหอยโข่งแซมสวนยางมีผลผลิตอยู่ที่ปีละ 5,000 กก. โดยมีสหกรณ์การเกษตรคลองหอยโข่งเข้ามาช่วยรับซื้อผลผลิตเพื่อนำไปทำการตลาด จำหน่ายทั้งในรูปข้าวเหนียวดำและแปรรูปเป็นขนมในรูปแบบต่างๆ แต่ต้องสั่งจองกันล่วงหน้า สนใจติดต่อได้ทาง โทร.06–3195–0331 หรือ Line : @COOPPKHK

ขอบคุณข้อมูล

#ข่าวเกษตร#เกษตรนิวส์#เกษตรอินทรีย์

6 ประโยชน์ ผักแผว!!

#ผักแพว เป็นผักพื้นบ้านของไทยที่พบได้ทั่วไปตามริมน้ำ มีกลิ่นหอมฉุน สามารถรับประทานสด หรือเป็นส่วนประกอบอยู่ในอาหารประเภทแกงที่ต้มกับปลาเพื่อดับคาว รวมไปถึงในอาหารเวียดนามก็สามารถพบได้ในเมนูอย่าง แหนมเนือง ก๋วยจั๊บญวน เป็นต้น

ประโยชน์ของผักแพว
1.มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
2.เสริมภูมิต้านทานโรค
3.ป้องกันโรคหัวใจ
4.ช่วยทำให้เลือดลมในร่างกายเดินสะดวกมากขึ้น
5.ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันและแก้อาการท้องผูก เพราะมีใยอาหารสูง
6.ช่วยแก้ลม ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

*ข้อควรรู้ของผักแพว*
—–
ผักแพวมี 2 ชนิดหลักๆ คือ ผักแพวแดง และผักแพวขาว แตกต่างกันเพียงสีของต้น แต่มีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรเหมือนกัน ถ้านำมาใช้เป็นยาสมุนไพรคู่กัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามากขึ้น

ขอบคุณข้อมูล
https://www.sanook.com/health/34657/

ผักโขม ปลูกง่ายมาก..ประโยชน์เพียบบ!!

#ผักโขม ถือเป็นพืชพื้นบ้านของไทยเราอีกตัวหนึ่งมีอยู่หลายชนิด เช่น ผักโขมหนาม ผักโขมหิน ผักโขมหัด ผักโขมสวน ผักโขมเกลี้ยงที่เข้ามาตีตลาดคือผักโขมจีนโดยผักโขมเป็นพืชที่ให้สารวิตามินเอแก่ร่างกายเช่นเดียวกับฟักทอง ผักบุ้ง พริกชี้ฟ้า มีรสขมเล็กน้อย รสชาติอร่อย

วิธีปลูกผักโขมผักพื้นบ้านขาย

ผักโขม เป็นผักพื้นบ้านที่มีเส้นใยมากและอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก เป็นผักที่ใช้ทานเพื่อบำรุงน้ำนมของคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ๆและการทานผักโขมยังสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคในกระเพาะอาหารและป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์เป็นผักพื้นบ้านที่นำมาประกอบอาหารได้ทั้งเมนูอาหารไทยอย่าง เช่น แกงเลียง ผัดน้ำมันหอยหรือเป็นส่วนประกอบในเมนูอาหารฝรั่งเหมาะสำหรับนำมาปลูกขายเป็นอาชีพเสริมหลังเลิกงานที่ทำได้ไม่ยาก ซึ่งมีคำแนะนำในการปลูกดังนี้

คำแนะนำการปลูกผักโขมผักพื้นบ้าน

———-

1.ปลูกโดยใช้เมล็ดเป็นพืชที่ดูแลง่ายและปลูกได้ตลอดทั้งปี

2.ผักโขมเหมาะสำหรับปลูกกลางแจ้งโดยใช้วิธีหว่านเมล็ดห่างๆ ลงในแปลงดินแล้วคลุมทับด้วยฟางหมั่นรดน้ำให้ชุ่มทุกวันอย่างสม่ำเสมอ

3.หากต้องการปลูกเพื่อเก็บเมล็ดควรปลูกให้มีระยะห่าง 40 ซม. x 50 ซม.

4.เมื่อผักโขมอายุได้ 20-25 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวขายได้เรื่อยๆ ช่วงนี้จะทานได้ทั้งต้นและใบหากปล่อยให้แก่ก็สามารถเก็บใบและยอดอ่อนทานได้

5.ควรใส่ปุ๋ยเมื่อผักโขมอายุได้ 30 วัน หรือ 50 วัน เมื่อขายไม่ทันหรือทานไม่หมดก็สามารถปลูกไว้เพื่อเก็บเมล็ดได้

ผักโขมมีหลายชนิดทั้งผักโขมบ้าน ผักโขมสวนและผักโขมจีนหากต้องการปลูกขายเป็นอาชีพเสริมหลังเลิกงานแนะนำให้ปลูกผักโขมจีนเพราะคนส่วนใหญ่นิยมทานและยังมีขายอยู่ทั่วไปทำให้หาตลาดขายส่งได้ง่าย

Credit : http://xn--12cmh8bbc4da0bh2bc2a3d5edobk6sg.com/

เปลี่ยนเรื่องเกษตรให้เป็นเรื่องง่าย ใครอยากปลูกพืชผักไว้กินเองแบบปลอดภัย ใช้ตัวนี้บำรุงขั้นตอนเดียวจบเลย ‘กรีนนาโน’ แคปซูลนาโนบำรุงเพียงแค่ฉีดทางใบทุก 7-15 วัน เห็นผลแน่นอน

สั่งปุ๋ยนาโนทักแชท 📲https://m.me/greencapsulenano

☎️โทรเลย 02-104-9999 ,085-776-0707

📱ไลน์ @KasetNano หรือคลิ๊ก 👇http://line.me/ti/p/@kasetnano

💻รับชมคลิปความสำเร็จการปลูกพืชhttps://bit.ly/กรีนนาโนสารอินทรีย์

#ผักโขม#ปลูกผักโขม#เกษตรอินทรีย์#กรีนนาโนแคปซูล#นาโนที่ถูกที่สุดในท้องตลาด