สารสกัดเห็ดเรืองแสง พิชิต รากโคนเน่า!

“ที่ผ่านมา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาวิจัยหาวิธีการป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าโดยชีววิธี ด้วยการนำสารสกัดจากเห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีผสมกับสีฝุ่น ไปทาบนแผลที่เป็นโรครากเน่าโคนเน่าเพียงครั้งเดียว

เราพบว่าสามารถควบคุมโรคได้ประมาณ 1 ปีโดยที่แผลยังแห้ง ไม่มีน้ำเยิ้ม และเชื้อไม่ขยายลุกลาม ซึ่งแตกต่างจากวิธีการใช้สารเคมีเมทาแลกซิล 25% WP ที่เกษตรกรนิยมใช้ในปัจจุบัน ที่ต้องทาซ้ำทุก 7 วัน จนกว่าแผลจะแห้ง”

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเผยอีกว่า หลังจากคณะนักวิจัยนำสารสกัดเรืองแสงสิรินรัศมีควบคุมโรครากเน่าและโคนเน่าไปลงพื้นที่ทดสอบกับสวนทุเรียนในเขตพื้นที่ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี อ.กะปง จ.พังงา อ.ธารโต และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา มาตั้งแต่ปี 2563-2565

ปรากฏว่าสามารถควบคุมโรครากเน่าโคนเน่าจากเชื้อไฟทอปธอราในทุเรียนได้จริง จนเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการและเกษตรกรในพื้นที่ เพราะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายถูกกว่าใช้สารเคมีได้มากถึง 70% จากที่เกษตรกรเคยใช้สารเคมีกำจัดโรครากเน่าโคนเน่ามีต้นทุนเฉลี่ยไร่ละ 1,800 บาทต่อปี แต่ใช้สารสกัดเห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีผสมกับสีฝุ่นมีต้นทุนอยู่ที่ไร่ละ 500 บาทต่อปีเท่านั้นเอง

“ผลงานวิจัยและทดสอบเทคโนโลยีเรื่องนี้จะเสร็จสิ้นในปี 2565 กรมวิชาการเกษตรมีแผนที่จะดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีเห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรในปี 2566 เพราะรูปแบบการผลิตขยายและวิธีการใช้ที่ง่าย เกษตรกรสามารถผลิตใช้เองได้ จะส่งผลให้มีระบบการผลิตพืชที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีระบบเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม” นายระพีภัทร์ กล่าว

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล

www.thairath

#ข่าวเกษตร#เกษตรนิวส์#เกษตรอินทรีย์#โรครากเน่า

สมุนไพร 6 ชนิด..ฟื้นฟูอาการ Long Covid!

“Long Covid” คือ อาการทางร่างกายและทางจิตใจ ที่หลงเหลืออยู่หลังหายจากการติดเชื้อโควิด-19 อาจเป็นผลกระทบทางตรงจากร่องรอยของโรค หรือเป็นผลกระทบทางอ้อมที่มาจากช่วงที่เคยติดเชื้อก็ได้

ทั้งนี้ ลักษณะอาการอาจคล้าย หรือแตกต่างกันกับอาการในช่วงที่ติดโควิด-19 ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ข้อมูลว่าอาการ Long Covid มีความเป็นไปได้ที่หลากหลาย ซึ่งลักษณะที่พบบ่อย ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย มีอาการหายใจถี่ หรือหายใจไม่ทัน หอบเหนื่อยใจสั่น รู้สึกแน่นหรืออึดอัดบริเวณหน้าอก ความจำสั้น สมาธิสั้น หรือรู้สึกสมองล้า บางรายอาจมีภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลได้ด้วยขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน

พท.ป.ฐิตารีย์ สุนทรพิสิทธิ์ แพทย์แผนไทยประยุกต์ กล่าวว่า “อาการของ Long Covid-19 ยังพบว่าหลังจากผู้ป่วยจบการรักษาไปแล้วและทำการตรวจไม่พบเชื้อ แต่ผู้ป่วยก็มักมีอาการที่พบบ่อย เช่น ไอ มีเสมหะ อ่อนเพลีย หายใจลำบาก ปวดข้อ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส

เนื่องจากระหว่างการติดเชื้อร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อไปจับกับเซลล์โปรตีนของอวัยวะบางส่วน ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น ส่งผลกระทบไปทั่วร่างกาย เช่น อาการปอดบวม หรือเนื้อปอดถูกทำลาย

โดยระดับความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการรักษา และการกำจัดเชื้อโควิดในร่างกาย เราเรียกภาวะนี้ว่า “โควิดระยะยาว (Long Covid)” โดยกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่า สามารถพบได้ถึง 30-50% ฃปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังอาการป่วยร่างกายจะไม่แข็งแรงเท่าเดิมโดยเฉพาะปอดและหัวใจ

จึงมีความจำเป็นที่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรง และที่สำคัญ คือ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้ง เพราะการติดเชื้อซ้ำจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงต่ออวัยวะภายใน ทำให้ร่างกายทรุดลงไปอีกได้”

สำหรับสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้ เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังจากติดเชื้อ Covid-19 ได้แก่

1.ขิง มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ต้านไวรัส ลดอักเสบ ลดเสมหะ แก้คัดจมูก เพิ่มการไหลเวียนโลหิตและขับเหงื่อ

2. มะขามป้อม มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านไวรัส ลดอักเสบ แก้ไอ ละลายเสมหะ

3. ตรีผลา ประกอบด้วยมะขามป้อม สมอไทย และสมอพิเภก มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านไวรัส ลดอักเสบ แก้ไอ ละลายเสมหะ

4. ข่า ตะไคร้ มีน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ เรียกว่า ยูจีนอล (Eugenol) เป็นสมุนไพรแก้หวัดคัดจมูก ปวดศีรษะ ช่วยให้นอนหลับสบายและผ่อนคลายความเครียด

5. หอมแดง ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา มีสารเควอร์ซีติน (Quercetin) มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและช่วยขยายหลอดลม (หอมใหญ่ก็ใช้ได้)

6. หนุมานประสานกาย รสหอมเผ็ดปร่าขมฝาดเล็กน้อย สรรพคุณแก้ไอ แก้เจ็บคอ คออักเสบ แก้ปอดและหลอดลมอักเสบ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา มีสารซาโปนิน (Saponin) มีฤทธิ์ขยายหลอดลม ต้านการแพ้ กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อบุผิว และมีฤทธิ์ลดน้ำตา

ขอบคุณข้อมูล

thaiquote

#ข่าวเกษตร#เกษตรนิวส์#เกษตรอินทรีย์#LongCovid#ลองโควิด

“ใบเตย”ใน ไห

เตยหอมถือเป็นพืชที่ปลูกง่ายปลูกได้แทบกับดินทุกชนิด เพียงเตยนั้นเป็นพืชที่ชอบน้ำต้องรดน้ำบ่อยๆ ดังนั้นวันนี้จึงขอนำเสนอวิธีปลูกเตยหอมในไหซึ่งปลูกครั้งเดียวไม่ต้องดูแลมากไม่ต้องรดน้ำอีกด้วย

วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. กล้าต้นเตย

2. ไหหรือโอ่งใบเล็ก

3. ทรายหยาบ

4. น้ำสะอาด

5. ปุ๋ยน้ำหรือน้ำแช่มูลวัว

วิธีการทำ

1. เริ่มขั้นตอนแรกด้วยการเลือกต้นเตยหอมที่จะมาปลูกโดยให้เลือกต้นกล้าที่มียอดและใบสมบูรณ์ โดยมีใบประมาณ 10 ใบ หน่อไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป

2. จากนั้นให้นำไหหรือโอ่งใบเล็กมาตั้งไว้ในที่แสงแดดรำไรหรือในที่ร่มแล้วเทน้ำสะอาดลงในไหประมาณ 1/2 ของไห

3. ขั้นต่อมานำทรายหยาบเทลงไปในไหรอบแรกปริมาณ 1/4 ของไห ทรายเมื่อแช่อยู่ในน้ำจะช่วยเก็บความเย็นไว้ในไห ทำให้ต้นเตยเจริญงอกงามดีและรากของเตยดูดน้ำและอาหารได้ดีขึ้น

4. จากนั้นนำกล้าต้นเตยมาใส่ไว้ในไหโดยตั้งลำต้นให้ไขว้ในทิศทางตรงกันข้ามกัน โดยหนึ่งไหจะปลูกเตยไว้ 2 ต้น การไขว้ต้นเตยจะทำให้ต้นเตยเจริญเติบโตเต็มไหเป็นกอสวย

5. ขั้นตอนสุดท้ายให้เติมทรายหยาบลงไปในไหรอบสุดท้ายให้มีปริมาณเพิ่มเป็น 3/4 ของไห แล้วนำปุ๋ยน้ำหรือน้ำแช่มูลวัวเทลงไปเพื่อช่วยบำรุงต้นเตยให้งามใบและเร่งการเจริญเติบโต

6. เมื่อเวลาผ่านไป 1-2 เดือนเตยก็จะขึ้นเต็มไหลสามารถแบ่งหน่อไปปลูกหรือตัดใบได้เลย โดยการตัดใบเตยควรตัดจากด้านล่างของลำต้นไล่ขึ้นไปด้านบนโดยให้เหลือส่วนที่เป็นใบและยอดแต่ละต้นประมาณ 15 ใบ เพื่อให้ต้นเตยที่เหลือเจริญเติบโตต่อไปได้

นี่เป็นการปลูกเตยหอมที่ง่ายและไม่เปลืองพื้นที่แต่ได้ผลดีทีเดียวลองไปปลูกกันดูค่ะ

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล

postnoname

💁🏻‍♀‍ทักแชทได้เลย

📲แอดไลน์ @GreenPure

☎️ปรึกษาปัญหาพืชฟรี

‼️ 02-104-9999, 082-662-6465

#ดินน้ำ#เกษตร#เขียวขจีดินน้ำ

#ลดต้นทุน#สินค้าเกษตรอันดับ1

คุมเข้ม “ลำใย”ส่งออก

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ image-1-1024x1024.png


เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วย นายระพีพัฒน์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชุมร่วมผู้ประกอบการล้งลำไยใน จ.จันทบุรี เพื่อหารือถึงกติกาในการทำงานและการรับซื้อลำไยจันทบุรี ที่กำลังจะออกสู่ตลาดจำนวนมากในปีนี้ โดยมี ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา นำภาคเอกชนในพื้นที่เข้าร่วม
ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้เน้นย้ำให้เกษตรกรชาวสวนลำไย และทุเรียน รวมถึงผลไม้อื่นๆ ในพื้นที่ต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ และให้ความสำคัญในการดูแลผลผลิตไม่ให้มีเพลี้ยแป้งราดำ หรือเชื้อโรคอื่นๆ ปะปนไปกับผลไม้

“คนงานและทุกกระบวนการในการส่งผลผลิตลำไย และผลไม้ต่างๆ ออกขายในต่างประเทศจะต้องให้ความสำคัญเรื่องการป้องกันไม่ให้มีเชื้อโควิด-19 ปะปนไปกับผลผลิต ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดปัญหาเรื่องการส่งออกทุเรียน”
ส่วนตัวแทนผู้ประกอบการล้งได้เสนอปัญหาต่อที่ประชุมโดยขอร้องให้ภาครัฐเข้มงวดในการกำกับดูแลชาวสวนป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเพลี้ยแป้งราดำ เพราะเมื่อเก็บลำไยส่งล้งแล้วกระบวนการคัดแยกทำได้ยาก ดังนั้น หากจะให้เกิดผลดีที่สุดคือจะต้องเข้มงวดตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง คือระหว่างการเก็บผลผลิตจากสวน

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรี พบว่า จ.จันทบุรี มีพื้นที่ปลูกลำไยเป็นจำนวนมาก และคาดว่าปริมาณผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในปีนี้น่าจะไม่น้อยกว่า 300,000 ตัน ขณะที่ช่วงเดือน ส.ค.จะเป็นช่วงที่ผลผลิตเริ่มออก และจะมีมากที่สุดในเดือน พ.ย.-ธ.ค.
ขอบคุณภาพ-ข้อมูล
mgronline
#ข่าวเกษตร#เกษตรนิวส์#เกษตรอินทรีย์#ลำไย

“ไม้ด่าง”ราคาล่วง 90%

กระแสความนิยมไม้ด่างจากที่ก่อนหน้านี้ไม้ด่างอยู่ในกระแสความต้องการของคนรักต้นไม้อย่างมาก ทำให้ร้านขายต้นไม้ต่างโกยกำไร ขายไม้ด่างได้ในราคาสูงลิ่ว แต่หลังจากกระแสความนิยมเริ่มซาลง

ไม้ด่างที่แต่ก่อนเคยมีราคาซื้อขายกันอยู่ที่หลักหมื่น ปัจจุบันเหลือเพียงหลักพันบาท เนื่องจากปัจจุบันไม้ด่างเริ่มล้นตลาดและคนสนใจน้อยลง

นางสาวสิรินภา โสสน อายุ 22 ปี เจ้าของร้านหนึ่งแคคตัส เล่าว่า ก่อนหน้านี้มอนสเตอราไทคอน ร้านจะขายอยู่ที่ 15,000 บาท ตอนนี้ต้องปรับราคาเหลือ 8,000-9,000 บาท

สาเหตุที่ราคาลดลงเรื่อยๆ คาดว่าเกิดจากลูกค้าที่ซื้อไปบางคนก็นำไปขยายพันธุ์และขายต่อ ทำให้ปริมาณต้นไม้ด่างล้นตลาด อีกทั้งปัญหาเรื่องเศรษฐกิจก็มีส่วนเช่นกัน กระทบต่อกลไกราคาไม้ด่างต้องปรับลด

แต่ก่อนไม้ด่างพอนำมาขายจะออกเร็วมาก แต่ปัจจุบันการขายออกช้าลง แม้ว่าต้นไม้ที่นำมาขายรูปทรงต้นใบจะสวยมาก แต่ก็ต้องยอมขายราคาถูกมากๆ เพื่อให้ขายออก

ตนคาดว่าหลังจากนี้ราคาต้นไม้ด่างจะมีการปรับราคาลดลงเรื่อยๆ เป็นรายสัปดาห์ ซึ่งจะต้องหาทางออก คือร้านต้องเปลี่ยนมาขายต้นไม้ชนิดอื่นให้มากขึ้น และลดการนำต้นไม้ด่างมาขาย

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล

mgronline

#ข่าวเกษตร#เกษตรนิวส์#เกษตรอินทรีย์#ไม้ด่าง

มะระจีนกิโลกรัมละ 20 บาทเอง!

เกษตรกรจ.ปราจีนบุรี ลุยขายมะระจีน ส่งขายกิโลกรัมละ 20 บาท ลูกใหญ่ๆ สวยๆ 🥒

เมื่อวันที่ 25 ก.ค.65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านวังดินสอ หมู่ที่ 1 ต.วังท่าช้าง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เกษตรกรในพื้นที่ได้หันมาปลูกมะระจีน ส่งขายกิโลกรัมละ 20 บาท เก็บวันเว้นวัน ได้เงินดีลูกใหญ่ขนาด 2 ลูก/กก.น้ำหนักดีเก็บขายวันละ 150 กิโลกรัม มีรายได้ครั้งละ 3,000 บาท

โดยนายเจริญ คนชม เกษตรกรผู้ปลูกมะระจีน กล่าวว่า ได้รับการแนะนำจากเพื่อนที่ปลูกมะระจีนแนะนำให้ปลูก ครั้งละ 2 ไร่ ขายได้เงิน 200,000 บาทเศษ รวมถึงปลูกถั่วฝักยาว แตงกวาผสมผสานไปในตัวได้อีกด้วย ลงทุนหมื่นเศษ ๆ แต่ขายของได้ 2 แสนเศษ ๆ ถือว่าคุ้มจึงทดลองทำตาม

ซึ่งการซื้อเมล็ดพันธุ์ 1 กระป๋อง ราคา 1,000 บาท (500) เม็ด และซื้อด้ายไนลอนตาข่าย 10,000 บาท สำหรับเกษตรกรที่มีท่อ PVC ที่จะนำมาไว้สำหรับรดน้ำจะประหยัดเงินได้อีกเท่าตัว

ทั้งนี้ การปลูกมะระจีน มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก โดยเริ่มจากการมีที่ดินและทำการไถและปลูกเหมือนพืชผักทั่วไป ถ้าไม่ใช่หน้าฝนให้รดน้ำวันเว้นวันให้โชก ใส่ปุ๋ยสูตรและขี้ไก่

เมื่อมะระมีอายุได้ 50 วัน ก็จะสามารถทยอยเก็บขายให้กับพ่อค้าได้ มะระจีนมีอายุเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานถึง 2 เดือนเศษ เฉลี่ยจะมีรายได้จากการขายมะระจีนไม่ต่ำกว่าสองแสนบาทเศษ และไม่คิดรวมรายได้ในการปลูกถั่วฝักยาวและแตงกวาผสมผสานไปด้วย

ในการปลูกพืช 3 อย่างนี้ จะปลูกทยอยปลูกเป็นรุ่น ๆ ไป ถ้ามีพื้นที่ในการปลูกพืช 3 อย่างนี้ เกษตรกรทั่วไปสามารถมีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ตลอดฤดูกาล

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล 77kaoded

หวั่น..ทุเรียนไทยราคาร่วง!

นายสัญชัย ปุรณชัยคีรี นายกสมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ไทย และเจ้าของล้ง ดรากอน เฟรช ฟรุท จันทบุรี กล่าวว่า กรณีที่ประเทศจีนอนุญาตให้เวียดนามนำเข้าทุเรียนผลสดได้ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม 2565 นั้น คาดว่ายังใช้เวลาอีก 15 วัน ขั้นอนุมัติเรื่องเอกสาร

ทั้งนี้ ทุเรียนไทยมีโอกาสได้รับผลกระทบ เพราะจะถูกทุเรียนเวียดนามแย่งตลาดด้วยราคาที่ถูกกว่าแน่นอน ด้วยปัจจัยสำคัญ ๆ คือ ต้นทุนที่ต่ำกว่า ทั้งรวมค่าแรงงาน ค่าปุ๋ย ยาที่ราคาถูกกว่า การขนส่งระยะทางสั้นกว่า ใช้ระยะเวลาเพียง 36 ชั่วโมง ขณะที่การขนส่งจากประเทศไทยอย่างเร็วที่สุดใช้เวลา 3-4 วัน และทุเรียนเวียดนามจะตัดแก่ตรงกับความต้องการของตลาดจีน

ทั้งนี้ ทุเรียนไทยต้องยอมรับว่าจะถูกปรับราคาลงตามกลไกตลาด และอนาคตไทยยังต้องประสบกับประเทศคู่แข่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง สปป.ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ แต่มั่นใจว่าตลาดทุเรียนไทยยังไปได้ดี ถ้ายังรักษาคุณภาพมาตรฐานคุณภาพดี และปัญหาระบบการขนส่งต้องได้รับความสะดวกรวดเร็ว

“ผลกระทบระยะสั้นปีนี้ยังมีไม่มากนัก เพราะทุเรียนภาคตะวันออกหมดเร็ว จะกระทบกับทุเรียนทางใต้ ตั้งแต่รุ่น 1 ของจังหวัดชุมพรจะหมดเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งราคายังดีอยู่ เหลือรุ่นต่อไปอีก 3 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และยะลา จะหมดปลายเดือนสิงหาคม ปริมาณทุเรียนเวียดนามที่ส่งออกประมาณวันละ100 ตู้ ปริมาณกว่า 1,000 ตัน ที่ผ่านมามีล้งจีนเข้าไปลงทุนรับซื้อทุเรียนในเวียดนามอยู่แล้ว

โดยทุเรียนเวียดนามที่มีชื่อเสียงเหมือนสายพันธุ์หมอนทองของไทย คือ รีเชา (RI 6) ที่ลักษณะเนื้อเหลืองคล้ายพันธุ์พวงมณี ทรงพูคล้ายก้านยาว ทุเรียนไทยต้องย้อนกลับไปยุคแรก ๆ ที่ส่งออกเป็นทุเรียนแก่ ต่อมาส่งออกไปจีนมากมีทุเรียนอ่อน จึงมีการกำหนดเปอร์เซ็นต์แป้งเพื่อสร้างมาตรฐานคุณภาพ เราต้องยืนคุณภาพ โดยเฉพาะความแก่เปอร์เซ็นต์ของเนื้อแป้ง ทำให้รสชาติจะหวานอร่อย ซึ่งเป็นจุดเด่นของทุเรียนไทยที่จีนชื่นชอบ

จีนอนุญาตเวียดนามนำเข้าทุเรียนผลสดเข้าไปขายในตลาดจีนได้ เป็นช่วงเดียวกับที่ทุเรียนทางภาคใต้ออก แต่ปีนี้ปริมาณทุเรียนภาคใต้มีน้อย ต่อไปรสชาติ สีสันทุเรียนใช้ปุ๋ย ยา ปรุงแต่งได้ เวียดนามสามารถพัฒนาทันทุเรียนไทยได้ไม่ยาก

ปีนี้มีล้งที่ไม่ใช่มืออาชีพจริง ๆ มาทำทุเรียนกันมาก เพราะทุเรียนราคาดี จากนี้คงต้องถอนตัวกันออกไป ผู้ประกอบการที่ยังทำอยู่น่าจะเตรียมปรับตัวจากซื้อผลสดส่งออก มาเป็นทำโรงงานห้องเย็นแช่แข็ง หาตลาดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น แต่ตลาดจีนยังคงมีความสำคัญต้องรักษาไว้ คนจีนเองชอบทำการค้ากับไทย คนจีนรักสุขภาพกล้าซื้อทุเรียนราคาแพงถ้าคุณภาพดี การปรับไซซ์ทุเรียนเล็กลงจะสอดคล้องกับตลาด

ขอบคุณข้อมูล prachachat

กะปิ” ใช้แทน น้ำยาเร่งราก!

สำหรับวันนี้เรามีเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับข้อสงสัยทำไมถึงต้องใช้กระปิแทนสารเร่งรากได้ การใช้กะปิช่วยเร่งการแตกรากในการตอนกิ่ง

เนื่องจากในกะปิมีสารอินโดล ที่ได้จากการหมักกุ้งที่ใช้ทำกะปิ สารอินโดลนี้มีรูปร่างโมเลกุลคล้ายกับ สารออกซิน (อินโดลอะซิติกแอซิด) ของน้ำยาเร่งรากนั่นเอง ดังนั้น การใช้กะปิจะช่วยในเรื่องของการเร่งการเกิดรากได้ดี ซึ่งจะมีวิธีการทำอย่างไรนั้นเราไปชมกันค่ะ

การใช้กะปิช่วยเร่งการแตกรากในการตอนกิ่งภูมิปัญญาชาวบ้านเกี่ยวกับการนำกะปิมาใช้ทำเป็นสารละลาย เพื่อใช้กระตุ้นในการเจริญเติบโตของพืช แต่เกษตรกรไม่ได้นำวิธีนี้ไปใช้กันแพร่หลาย เพราะเข้าใจว่าฮอร์โมนจะสามารถช่วยเร่งรากพืชที่ทำมาจากสารน่าจะช่วยในเรื่องการเร่งรากพืชได้ดีกว่าและยังขาดข้อมูลที่แน่นอน จากงานวิจัยที่ทำการทดลองออกมาหลายครั้ง พบว่าสารละลายน้ำกะปิสามารถที่จะใช้แทนฮอร์โมนเร่งรากพืชได้จริง

โดยในกะปิมีสารอินโดล ที่ได้จากการหมักกุ้งที่ใช้ทำกะปิ สารอินโดลนี้มีรูปร่างโมเลกุลคล้ายกับ สารออกซิน (อินโดลอะซิติกแอซิด) ของน้ำยาเร่งรากนั่นเอง ดังนั้นการใช้กะปิก็สามารถเร่งการเกิดรากได้ดี เนื่องจากในกะปิจะใช้กุ้งหรือเคยมาทำ

ซึ่งในตัวของกุ้งหรือเคยจะมีสารที่เรียกว่า Kinetin ในส่วนของเปลือกหรือผิวกุ้งที่เราเห็นเป็นสีแดงเมื่อโดนความร้อน สาร Kinetin เป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนที่เรียกว่า ไคโตซาน จะมีผลต่อการขยายของเซล์ ดังนั้น จึงทำให้ต้นพืชที่ได้รับสารนี้จากกระปิมีการแบ่งเซลล์ที่เยอะขึ้น และสามารถที่จะเกิดรากได้ในจำนวนที่เพิ่มขึ้น เมื่อนำไปใช้สำหรับการตอนกิ่ง

วิธีการใช้กะปิกับการกิ่งตอน

1. เลือกกิ่งพันธุ์ที่มีลักษณะกึ่งแก่กึ่งอ่อนที่มีความสมบูรณ์โดยปราศจากโรคและแมลง

2. จากนั้นทำการควั่นกิ่ง ลอกเอาเปลือกออกแล้วขูดเยื่อเจริญที่เป็นเมือกลื่นๆ ออก จากนั้นนำกะปิเท่าหัวนิ้วมือผสมกับน้ำ 1 แก้ว(150 CC) คนให้เข้ากัน แล้วนำไปทาส่วนที่เราต้องควั่นกิ่ง

3. เมื่อทำการควั่นกิ่งและทากระปิเสร็จแล้ว นำตุ้มตอน(ขุยมะพร้าวที่แช่น้ำ แล้วบีบหมาดๆอัดลงในถุงพลาสติกผูกปากถุงให้แน่น) มาผ่าตามความยาวแล้วนำไปหุ้มบนรอยแผลของกิ่งตอน จากนั้นมัดด้วยเชือกทั้งข้างบนและข้างล่างของรอยแผล

4. หลังจากนั้นเมื่อกิ่งตอนเริ่มมีรากงอกแทงออกมาผ่านวัสดุ และเริ่มแก่มีลักษณะเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล ปลายรากมีสีขาวและมีจำนวนรากที่มากพอสามารถที่จะตัดกิ่งตอนได้แล้ว

5. นำกิ่งตอนที่ได้ไปชำในภาชนะ กระถางหรือถุงพลาสติกเพื่อรอการปลูกต่อไปค่ะ

ขอบคุณ

mepanya

ทักแชทสั่งแคปซูล 📲

☎️โทรเลย 02-104-9999 ,085-776-0707

📱ไลน์ @KasetNano

#เกษตรอินทรีย์#กรีนนาโน

#นาโนที่ถูกที่สุดในท้องตลาด

วิธีเลือก ต้นกล้าปาล์มที่ดีที่สุด!

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปาล์มน้ำมันเป็นทั้งพืชอาหารและพืชทดแทนพลังงาน เป็นวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์หลายชนิด การทำสวนปาล์มน้ำมันเพื่อให้มีผลผลิตที่ดี มีประสิทธิภาพจะต้องมีการเลือกพันธุ์ที่ดี เลือกพื้นที่ปลูกให้เหมาะสม และจัดการสวนอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามความต้องการของปาล์มน้ำมัน จะทำให้ผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน
ดังนั้นการปลูกปาล์มน้ำมัน เกษตรกรต้องซื้อพันธุ์ปาล์มน้ำมันจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้เท่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นพันธุ์ดี แต่จากภาวะปัจจุบันความต้องการต้นกล้าปาล์มน้ำมันที่สูงมาก ทำให้มีการเพาะเมล็ดใต้โคนมาจำหน่ายทางสื่อออนไลน์-เฟชบุ๊กต่างๆ รวมถึงการจำหน่ายเมล็ดงอกไม่มีที่มาที่ถูกต้อง ส่งผลให้เกษตรกรหลงเชื่อซื้อต้นกล้าและเมล็ดงอกที่ไม่มีคุณภาพดังกล่าว
ซึ่งศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี กรมวิชาการเกษตร มีคำแนะนำการเลือกซื้อต้นกล้าพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพเพื่อปลูกเป็นการค้า ให้ผลผลิตสูงและได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า โดยแนะนำเกษตรกรชาวสวนปาล์มหรือผู้ที่คิดจะเริ่มต้นทำสวนปาล์มน้ำมัน ดังนี้
การเลือกซื้อต้นกล้าพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพ ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้หรือผู้ผลิตที่สามารถให้คำรับรองพันธุ์และหลักฐานใบเสร็จรับเงินจากการซื้อพันธุ์ได้ ก่อนตัดสินใจซื้อขอให้สอบถามข้อมูล และตรวจสอบแหล่งที่มาของพันธุ์ปาล์มน้ำมันจากผู้ผลิตก่อน
เนื่องจากพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่มาจากแหล่งผลิตที่มีมาตรฐานจะให้ผลผลิตดีกว่าพันธุ์ที่ไม่ทราบที่มาซึ่งจะเป็นความเสี่ยงอย่างมากสำหรับเกษตรกร และควรเลือกซื้อปาล์มน้ำมันลูกผสมเทเนอราจากแปลงเพาะชำที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร พันธุ์ปาล์มน้ำมันที่มีลักษณะดีให้เลือกต้นกล้าที่มีอายุ 8-12 เดือน ขึ้นไป และต้นกล้าต้องมีลักษณะสมบูรณ์แข็งแรง ทรงต้นแผ่กว้างไม่สูงชะลูด โคนต้นอวบสมบูรณ์แข็งแรง พร้อมขอหนังสือสัญญาซื้อขายและใบเสร็จรับเงินจากผู้ผลิตเป็นหลักฐาน
นอกจากนี้ควรเลือกพื้นที่ปลูกในเขตที่เหมาะสม พร้อมศึกษาข้อจำกัดของปาล์มน้ำมันก่อนปลูกจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้
การเลือกซื้อต้นกล้าปาล์มน้ำมันที่ถูกต้องตรงตามพันธุ์ต้องซื้อจากแปลงเพาะที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมันที่ขึ้นทะเบียนในปี 2565 จำนวน 244 แปลง โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมันได้จากเว็บไซต์ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร www.doa.go.th/ard
สำหรับพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ไม่มีคุณภาพให้สังเกตจากส่วนลักษณะต้นกล้าที่ผิดปกติในแปลงอนุบาล (อายุ 2-4 เดือน) จะมีลักษณะยอดและใบบิดเบี้ยว ใบขดม้วนรอบเส้นกลางใบ ใบเรียวแคบ ใบกึ่งกลางคอด และต้นแคระแกร็น ส่วนลักษณะต้นกล้าผิดปกติ แปลงอนุบาลหลัก (อายุตั้งแต่ 8 เดือน ขึ้นไป) จะมีลักษณะใบย่อยไม่คลี่ ใบขนนกไม่คลี่เป็นใบย่อยหรือคลี่บางส่วน ส่วนมากอาการคล้ายปาล์มเป็นหมัน ซึ่งต้นกล้าชนิดนี้จะให้ผลลิตต่ำมาก ใบเกิดใหม่สั้นทางใบตกและต้นอ่อนแอลักษณะต้นเจริญเติบโตและพัฒนาช้ากว่าปกติ ทำให้ต้นมีขนาดเล็ก แคระแกร็น

ขอบคุณข้อมูล
https://www.thaipr.net/general/3211919

ตัวช่วยเกษตรกร “ลดต้นทุน”#กรีนนาโน

พี่สมพงษ์ อัครพิเชษฐ์ เกษตรกรอ.เมือง จ.อ่างทอง ที่ในอดีตนั้นประสบปัญหาต้นทุนสูงจากการใช้สารเคมีและปุ๋ยเป็นจำนวนมาก

ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจาก #เชื้อรา #เพลี้ยกระโดด #หนอนชอนใบ ซึ่งต้องใช้สารเคมีกำจัดเท่านั้นถึงจะควบคุมการแพร่ระบาดได้

แต่ในปัจจุบันนั้นลดน้อยลงมาก เนื่องจากต้นข้าวภูมิต้านทานสูงขึ้น แข็งแรง ใบเขียว ใบหนา ไม่อ่อนแอง่ายเหมือนก่อน

ด้วยประสิทธิภาพของ ‘กรีนนาโน’ ที่ไม่ได้ช่วยบำรุงด้วยสารอาหารที่พืชต้องการเพียงอย่างเดียว แต่ยังเสริมความแข็งแกร่งกับพืชได้อย่างดี

ปัจจุบันผลผลิตที่ได้นั้น 95 ถังขึ้นไปทุกรอบ เม็ดน้ำหนักดี ออกรวงสวย แตกกอดี

ต้นทุนลดลงเพราะไม่ต้องใส่ปุ๋ยจำนวนเยอะๆ เหมือนเดิม ใส่แค่ครึ่งเดียวและสารเคมีที่เอาไว้กำจัดแมลงแทบจะไม่ใช้ยกเว้นในกรณีแพร่ระบาดมากๆ

#ใช้ง่าย#ผลผลิตเพิ่ม ผลิตจากธรรมชาติ 100% ‘กรีนนาโน’

☎️ สั่งตอนนี้มีโปรโมชั่น. 02-104-9999 ,085-776-0707

Line : @KasetNano

💻 สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ www.kasetnewshop.com

#กรีนนาโนแคปซูล#นาโนที่ถูกที่สุดในท้องตลาด#ปลูกข้าว