7 ผลไม้หน้าฝน…วิตามินซีสูงป้องกันหวัด

ฝนคู่กับหวัด แต่ธรรมชาติก็ส่งผลไม้หน้าฝนที่โดดเด่นด้วยวิตามินซีสูงปรี๊ดมาช่วยเราเช่นกัน

 .

เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่อากาศเย็นสบายก็มาพร้อมอาการหวัดซึ่งขอบอกว่าเป็นเรื่องธรรมชาติค่ะ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าเหล่าผลไม้ประจำฤดูฝนที่ออกดอกผลได้เราได้กินกันช่วงนี้ มีคุณสมบัติที่คล้ายกันมากๆ อยู่อย่างหนึ่ง คือเป็นผลไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานและมาพร้อมวิตามินซีสูง ซึ่งสอดคล้องกับสภาพอากาศ เดี๋ยวแดดออก เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเย็น ใครร่างกายไม่แข็งแรงก็ป่วยได้ง่ายๆ เลย ธรรมชาติจึงส่งน้องผลไม้เหล่านี้มาเป็นตัวช่วยให้พวกเรา

นอกจากการดูแลสุขภาพ กินอิ่ม นอนหลับ รับประทานอาหารมีประโยชน์ เสริมด้วยผลไม้วิตามินซีสูงปรี๊ดเหล่านี้ที่มีให้เลือกกินช่วงหน้าฝนก็จะยิ่งเพิ่มความแข็งแรง สร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านอาการหวัด ดีต่อร่างกาย แล้วยังดีต่อกระเป๋าเงินของเราด้วย เพราะผลไม้ตามฤดูกาลนั้นหาซื้อง่ายและราคาไม่แพง แถมรสชาติยังดีที่สุดกว่าฤดูอื่นๆ อีกด้วย

ฝรั่ง

มีวิตามินซีสูงลิบ มากกว่าส้มถึง 4 เท่า ช่วยต้านหวัด ช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน ช่วยซ่อมแซมเซลล์เนื้อเยื่อและหลอดเลือด รวมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ เลือกกินผลสดๆ จะให้วิตามินซีมากกว่าผลที่สุกจัด

มังคุด

มีวิตามินบีคอมเพล็กซ์ช่วยการเผาผลาญพลังงาน ใยอาหารจำนวนมากช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย มีโฟเลทที่ดีต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ มีฤทธิ์เย็นช่วยลดความร้อนในร่างกาย ลดการอักเสบของผิว ป้องการอาการติดเชื้อได้

สับปะรด

มีวิตามินซีที่ช่วยสร้างคอลลาเจน เสริมภูมิต้านทานป้องกันหวัด มีเอนไซม์ช่วยย่อยอาหารทำให้กระเพาะไม่ต้องทำงานหนัก ช่วยลดอาการท้องผูก แล้วยังมีแคลอรี่น้อยนิดเมื่อเทียบกับปริมาณ กินบ่อยแค่ไหนก็ได้ ไม่ต้องกลัวอ้วน

กล้วยน้ำว้า

มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยชะลอความเสื่อมของผิว น้ำตาลต่ำ (มีค่า GI เพียง 37) จึงเหมาะกับคนเป็นเบาหวาน ธาตุเหล็กสูง ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง แล้วยังมีสารทริปโตเฟนที่ช่วยคลายเครียด ลดอาการวิตกกังวล

ส้มเขียวหวาน

วิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันหวัด มีแคลเซียมและวิตามินดีช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง สารฟลาโวนอยด์ช่วยป้องกันการอักเสบและเลือดจับตัวเป็นก้อน แถมด้วยเบตาแคโรทีนช่วยชะลอความเสื่อมของเส้นผม เล็บ และผิว 

มะละกอ

โดดเด่นด้วยเอนไซม์ปาเปนที่ช่วยย่อยโปรตีนในร่างกาย ช่วยล้างสำไส้ให้สะอาด ช่วยป้องกันโรคไขข้ออักเสบและโรคข้อเข่าเสื่อม แล้วยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินต่างๆ ป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดแดง บำรุงตับและสายตา

มะเฟือง

แคลอรี่ต่ำ ไฟเบอร์สูง วิตามินซีสูง และอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยต้านหวัด ช่วยเสริมความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายจากพิษไข้ได้ด้วย

ขอขอบคุณข้อมูล : https://www.fourfarm.com

10 วิธีเพาะเมล็ดผักสวนครัว ไว้กินเอง

บางท่านอาจจะคิดว่าทำไม่ได้หรือบางท่านอาจจะไม่เคยทราบด้วยซ้ำว่า ผักที่เราซื้อที่ตลาดกันในทุกวัน เราสามารถนำมาเพาะเมล็ดเพื่อปลูกได้ง่ายๆ ด้วยวิธีทำที่ง่ายแสนง่าย ที่คุณอาจจะคิดไม่ถึงด้วยซ้ำ  วันนี้เราจะมาบอกเคล็ดลับง่ายๆที่จะทำให้คุณได้เพาะเมล็ดเองเพื่อปลูกพืชผักสวนครัวด้วยตัวเองได้ที่บ้าน โดยไม่ต้องออกไปซื้อที่ตลาดเลย มาลองดูกันค่ะ

1.เทคนิคการปลูกผักชี

วิธีการเพาะผักชี

1. เริ่มจากการนำเมล็ดผักชีมาห่อด้วยกระดาษ
2. จากนั้นก็ใช้ขวดแก้วคลึงเมล็ดให้แตกออกเป็น 2 ซีก
3. จากนั้นก็นำไปแช่น้ำอุ่นรอจนเมล็ดชมเพียงเท่านี้ก็จะสามารถนำมาใช้ได้
4. ผักชีนั้นจะใช้เวลางอกอยู่ที่ประมาณ 5-7 วันโดยผักชีไทยนั้นใช้เวลาปลูกประมาณ 50 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ส่วนผักชีลาวใช้เวลาเพียงแค่ 60 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วค่ะ

2. เทคนิคการผักชีฝรั่ง

วิธีการเพาะผักชีฝรั่ง

1. นำเมล็ดผักชีฝรั่งมาแช่น้ำอุ่น
2. รอจนกว่าครบ 3 ชั่วโมงเพียงเท่านี้ก็สามารถนำมาเพาะได้
3. ผักชีฝรั่งนั้นจะใช้เวลางอกอยู่ที่ประมาณ 7 วันโดย ใช้ระยะเวลาในการปลูกประมาณ 4 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวได้

3. เทคนิคการแตงกวา

วิธีการเพาะแตงกวา

1. นำเมล็ดแตงกวาไปแช่น้ำอุ่นในอุณหภูมิ 50 องศา
2. แช่เมล็ดไว้จนจมน้ำจากนั้นก็นำทิชชู่ชุบน้ำมาลองก้นกลางพลาสติก
3. แล้วก็นำเมล็ดที่แช่น้ำมาใส่จากนั้นก็ทำการปิดฝาให้แน่น
4. นำไปตากแดดในช่วงเช้าประมาณซัก 2 ชั่วโมง
5. เมื่อครบ 2 ชั่วโมงก็นำไปเพาะในวัสดุที่ต้องการปลูกได้เลย
6. แตงกวานั้นจะใช้เวลางอกอยู่ที่ประมาณ 7 วันและใช้เวลาปลูก ประมาณ 6 วัน

4. เทคนิคการปลูกผักบุ้ง

วิธีการเพาะผักบุ้ง

1. นำเมล็ดผักบุ้งมาแช่น้ำ
2. โดยให้เมล็ดผักบุ้งนั้นจมน้ำและใช้เวลาประมาณซัก 12 ชั่วโมง
3. จากนั้นก็นำผักบุ้งไปเพราะโรงกระถางได้
4. ผักบุ้งนั้นจะใช้เวลางอกอยู่ที่ประมาณ 14 วันและใช้ระยะเวลาในการปลูกอยู่ที่ประมาณ 25 วันถึงจะเก็บเกี่ยวได้

5. เทคนิคการปลูกคื่นช่าย

วิธีการเพาะคื่นช่าย

1. นำเมล็ดคื่นช่ายมาแช่น้ำจนจมน้ำ
2. จากนั้นก็นำเมล็ดมาห่อด้วยทิชชู่และใส่ในกล่องพลาสติก
3. และทำการปิดฝาแล้วแช่ตู้เย็นประมาณ 1 วันจึงจะสามารถนำมาเพาะในกระถางได้
4. คื่นช่ายนั้นจะใช้เวลางอกอยู่ที่ประมาณ 7 วันและใช้ระยะเวลาในการปลูกอยู่ที่ประมาณ 80 วันถึงจะเก็บเกี่ยวได้

6. เทคนิคการปลูกพริก

วิธีการเพาะพริก

1. นำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่นประมาณ 5-10 องศาจนเมล็ดจมน้ำ
2. แล้วเอากล่องพลาสติกที่มีฝาปิดมารองก้นด้วยกระดาษทิชชู่จุ่มน้ำ
3. แล้วก็นำเมล็ดมาใส่ลงไปในกล่องพลาสติก
4. จากนั้นก็ปิดฝากล่องให้แน่นและทิ้งไว้ 1 คืนเพียงเท่านี้ก็สามารถนำมาเพาะปลูกได้
5. พริกนั้นจะใช้เวลาในการงอกอยู่ที่ 10 วันและใช้เวลาในการปลูกอยู่ประมาณ 80 วันถึงจะเก็บเกี่ยวได้

7. เทคนิคการปลูกปวยเล้ง

วิธีการเพาะปวยเล้ง

1. นำเมล็ดไปแช่เย็นประมาณ 1 คืน
2. จากนั้นก็เอาเมล็ดนำมาใส่ในกล่องพลาสติกเตรียมเอาไว้
3. และใส่กระดาษทิชชู่พรมน้ำรองก้นกล่องพลาสติก
4. จากนั้นก็นำเมล็ดมาใส่ลงไปแล้วปิดฝาแล้วแช่ตู้เย็นในช่องปกติ
5. รอประมาณ 14 วันจนมีรากงอกแล้วค่อยนำไปปลูก
6. ใช้เวลางอกอยู่ที่ประมาณ 14 วันและใช้เวลาในการปลูกอยู่ที่ประมาณ 45 วันถึงจะเก็บเกี่ยวได้

8. เทคนิคการปลูกผักสลัด

วิธีการเพาะผักสลัด

1. เอากล่องถนอมอาหารรองด้วยกระดาษทิชชูแล้วพรมน้ำให้เปียก
2. ใส่เมล็ดผักลงไปแล้วปิดฝากล่องให้แน่น
3. นำไปแช่เย็นประมาณ 2 วัน
4. เมื่อเช้าเย็นเสร็จแล้วก็ทำการปลูกลงดิน

9. เทคนิคการปลูกถั่วงอก

วิธีการเพาะถั่วงอก

1. นำเมล็ดถั่วเขียวมาแช่น้ำประมาณ 8 ชั่วโมง
2. จากนั้นก็เทน้ำออกและเตรียมตะกร้าเอาไว้และใส่ทิชชูมาลองก้นตะกร้า
3. ใส่เมล็ดถั่วเขียวกระจายแผ่ไปทั่วตะกร้า
4. นำทิชชูชุบน้ำมาปิดทับชั้นแรก
5. เอาผ้าชุดน้ำ มาปิดทับอีกชั้นหนึ่งจากนั้นก็นำถุงดำมาครอบตะกร้าเอาไว้
6. เอาตะกร้าถั่วงอกไปไว้ในที่ที่แดดส่องไม่ถึงและทำการรดน้ำวันละ 3 เวลา
7. ถั่วงอกนั้นจะใช้เวลางอกอยู่ที่ 1 วันและเก็บเกี่ยวได้โดยใช้เวลาประมาณ 4 วันเท่านั้น

10. เทคนิคการปลูกต้นหอม

วิธีการเพาะต้นหอม

1. ทำการเตรียมดินสำหรับปลูกให้เรียบร้อย
2. เอาเมล็ดถั่วลิสงมาทุบแล้วผสมกับดินให้เป็นเนื้อเดียวกัน
3. เอาเมล็ดต้นหอมโรยลงไปบนหน้าดิน
4. ทำการรดน้ำช่วงเช้าและเย็น
5. เมื่อใบขึ้นแล้วก็ให้ทำการรดน้ำลงเหลือครั้งละ 1 วันพอ
6. ต้นหอมนั้นจะใช้เวลาในการงอกอยู่ที่ 5 วันและใช้เวลาปลูกอยู่ที่ 45 วันจึงจะสามารถเก็บเกี่ยวได้

ขอขอบคุณข้อมูล : https://www.fourfarm.com

“ขิง” ประโยชน์และโทษที่คาดไม่ถึง

ประโยชน์ของขิงมีมากมาย แต่ก็มีข้อที่ควรระวังเช่นกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่ว่าเราจะนำไปใช้อย่างไร

แม้ว่า ขิง จะเป็นสมุนไพรที่สามารถใช้ทำอาหารและมีสรรพคุณในการรักษาโรค แม้ว่าขิงจะมีกลิ่นฉุนและมีรสชาติเผ็ดร้อน เลยทำให้ไม่ถูกปากหลายคนนั้น แต่ขิงก็เป็นสมุนไพรที่สามารถใช้ทำอาหารและมีสรรพคุณรักษาโรค เรามาดูกันดีกว่าสมุนไพรดีๆ อย่างขิงนั้นมีประโยชน์และโทษอะไร ที่เราคาดไม่ถึงบ้าง

ประโยชน์ของขิงลดอาการท้องอืด

หากคุณรู้สึกท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อย ให้จิบชาน้ำขิง หรือรับประทานขิงสดจะทำให้คุณรู้ดีขึ้น หรือถ้าหากคุณเกิดอาการท้องอืดจากการรับประทานถั่วละก็ คราวหน้าลองฝานขิงบางๆ ลงไปในอาหารที่มีถั่ว นั่นก็จะช่วยลดอาการท้องอืดได้เช่นกันค่ะ เพราะขิงนั้นเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน สามารถช่วยขับลม และกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้อาการท้องอืดบรรเทาลงได้

ช่วยบรรเทาอาการไมเกรน

จากการศึกษาพบว่า การรับประทานขิงตอนที่อาการไมเกรนใกล้กำเริบนั้น จะช่วยทำให้ความเจ็บปวดจากอาการไมเกรนลดลงได้ เพราะขิงจะไปช่วยสกัดฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการอักเสบ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาอื่น แสดงให้เห็นอีกว่าขิงสามารถช่วยรักษาอาการไขข้ออักเสบ โดยพบว่าผู้ที่มีอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมหรือโรครูมาตอยด์มีอาการลดลงเมื่อบริโภคขิงผงเป็นประจำทุกวัน

ประโยชน์ และโทษที่คาดไม่ถึงช่วยป้องกันมะเร็ง

ขิง มีคุณสมบัติในการช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็ง โดยมีการศึกษาพบว่า ขิง ช่วยทำให้เซลล์มะเร็งภายในรังไข่ตาย เพราะในขิงมีสารเคมีธรรมชาติที่ไปช่วยกระตุ้นเอนไซม์กลูตาไธโน-เอส-ทรานสเฟอเรส ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันมะเร็งได้ นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีขิงเป็นส่วนประกอบยังช่วยลดอาการอักเสบในลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย

ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้

ขิง สามารถบรรเทาอาการคลื่นไส้ได้ โดยชาวเอเชียนั้นมักจะใช้ขิงในการช่วยบรรเทาอาการเมารถ หรือเมาเรือ นอกจากนี้ ยังมีหลายการศึกษาพบว่า ขิงสามารถช่วยป้องกันและบรรเทาอาการอาเจียนหลังจากการผ่าตัดและยังช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียนในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เข้ารับเคมีบำบัดได้อีกด้วย

ช่วยลดน้ำตาลในเลือด

มีการศึกษาใหม่พบว่า ขิงผงนั้นสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานขิงร่วมกับยา เพราะขิงอาจทำปฏิกิริยากับยาที่ใช้รักษาได้ และควรติดตามผลระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด เพราะหากรับประทานขิงมากเกินไป ก็อาจจะทำให้ระดับอินซูลินลดลงมากเกินไปจนอยู่ในขีดอันตรายได้

ขิงดอง สรรพคุณดีก็มี เราอาจจะเคยได้ยินกันมาว่าการรับประทานของหมักดองไม่ดีกับสุขภาพ แต่ต้องขอยกเว้นไว้สำหรับขิงดองค่ะ เพราะจริงๆ แล้วแม้ขิงดองจะเป็นอาหารที่ผ่านการหมักด้วยน้ำส้มสายชู แต่เรื่องสรรพคุณและประโยชน์เพื่อสุขภาพ ขิงดองก็มีดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าขิงสดๆ ซึ่งประโยชน์ของขิงดองมีดังนี้

ช่วยแก้อาการเมาเรือ เมารถและอาการแพ้ท้อง

เนื่องจากขิงดองเป็นอาหารที่มีกลิ่นแรงอีกทั้งยังมีรสชาติเผ็ดอมเปรี้ยว เลยทำให้กลายเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่มีอาการเมาเรือ เมารถ และสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งมักจะมีอาการแพ้ท้อง เอาไว้รับประทานเวลาที่รู้สึกคลื่นไส้ เพราะจะช่วยบรรเทาอาการได้ ไม่ต้องพึ่งยาแก้เมา หรือยาแก้แพ้ท้อง ลองใช้ขิงดองดู

ล้างปากเวลารับประทานอาหาร

สำหรับหลายคนที่สงสัยว่า ทำไมเวลาไปรับประทานอาหารญี่ปุ่นแล้ว บนจานอาหารญี่ปุ่นจะมีขิงดอง คำตอบก็คือ ขิงดองเหล่านั้นมีไว้รับประทานล้างปาก โดยส่วนใหญ่ในการรับประทานอาหารญี่ปุ่น จะรับประทานขิงดองตามเข้าไปหลังจากรับประทานอาหารจานนั้นหมดแล้ว เพื่อไม่ให้รสชาติอาหารจานเดิมติดอยู่ในปากจนทำให้รู้สึกเลี่ยนและรับประทานจานต่อไปไม่ไหว อีกทั้งยังทำให้ลิ้มรสอาหารจานต่อไปได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

โซเดียมต่ำ

แม้ขิงดองจะมีรสจัด แต่น่าแปลกที่ขิงดองเป็นอาหารที่มีโซเดียมต่ำมากเมื่อเทียบกับอาหารหมักดองชนิดอื่นๆ เมื่อนำมารับประทานแล้วก็ทำให้ไม่ต้องกังวลกับปริมาณโซเดียม ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความดันโลหิตสูงลงไปได้อีกเยอะเลย

ข้อควรระวัง ในการรับประทานขิง

อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ได้ มีบางการศึกษาพบว่า ขิงมีความเชื่อมโยงกับภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์และการแท้ง แต่ในการตั้งครรภ์รายอื่นๆ นั้นไม่พบว่าการรับประทานขิงจะทำให้เกิดอาการเหล่านั้นขึ้น แถมยังช่วยลดอาการคลื่นไส้จากการแพ้ท้องได้อีกด้วย ดังนั้น คุณควรไปปรึกษาแพทย์ก่อนจะที่ใช้ขิงในการรักษาอาการแพ้ท้องด้วยตนเอง

ทำให้เกิดแผลร้อนในภายในปากได้ขิงเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนถ้าหากรับประทานเข้าไปในปริมาณที่มากก็จะสามารถทำให้เยื่อบุภายในช่องปากเกิดการอักเสบจนเป็นอาการร้อนในได้ ดังนั้น ไม่ควรรับประทานขิงมากจนเกินไป

ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด การศึกษาหนึ่งในออสเตรเลีย พบว่า ขิงนั้นมีสรรพคุณในการต้านการแข็งตัวของเลือดมากกว่ายาแอสไพริน สถาบันสุขภาพของออสเตรเลียได้ออกคำเตือนให้งดการรับประทานขิงในขณะที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด เพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอาการห้อเลือดหรืออาการเลือดออกได้ ดังนั้น ถ้าหากคุณมีอาการเลือดออกผิดปกติหรือกำลังใช้ยาละลายลิ่มเลือด ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานขิง

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว หวังว่าหลายๆ คน ที่กำลังคิดจะใช้ขิงช่วยบรรเทาอาการของโรคต่างๆ ก็คงจะต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นนะคะ เพราะบางทีถ้าหากเราใช้ขิงในการรักษาโรคหนึ่ง แต่ก็อาจจะไปช่วยกระตุ้นให้อีกโรคนั้นอาการกำเริบได้ ดังนั้น ควรจะรับประทานขิงอย่างระมัดระวัง แต่ถ้าหากไม่มั่นใจควรปรึกษาแพทย์ดีกว่า

ขอขอบคุณข้อมูล : https://www.fourfarm.com/

อาชีพเลี้ยง “ปูนา” เลี้ยงขายง่ายได้กำไรดี!

การเลี้ยงปูนา เลี้ยงขายง่าย ได้กำไรดี ก้ามปูราคากิโลกรัมละ 1,000 บาท ส่วนราคาปูนิ่มนั้น ราคากิโลกรัมละ 1,200 บาท ด้านตลาดปูนา ส่วนเศษกระดองมีประเทศจีนที่รับซื้อเฉพาะกระดองตากแห้งแล้วบดเป็นผงกิโลกรัมละ 5,000 บาท ส่วนปูที่ตายแล้วแต่มีส่วนประกอบที่สมบูรณ์จะนำมาสต๊าฟส่งให้พิพิธภัณฑ์ นอกจากประเทศจีนแล้วก็จะมีส่งไปประเทศเกาหลี โดยมีคนที่จังหวัดสมุทรสงครามมารับไปอัดกระป๋องแล้วส่งทางเรือไปประเทศเกาหลี

โดยใช้เวลา 15-18 วัน ล่าสุดประเทศญี่ปุ่นต้องการที่จะซื้อปูสดขนาดเล็ก เพราะต้องการกระดอง เนื่องจากคนญี่ปุ่นจะกินเฉพาะกระดอง แต่ไม่กินเนื้อ เพราะกระดองปูมีแคลเซียมสูง ตอนนี้กำลังจัดการเรื่องการขนส่ง เพราะ คำนวณแล้วใช้เวลา 6-8 ชม. อาจมีการน็อกน้ำแข็ง หรือแช่แข็ง ให้ปูคงสภาพความสดไว้เหมือนปูเป็น ยังอยู่ในขั้นตอนของการหาวิธีการขน

ขอขอบคุณข้อมูล : https://www.fourfarm.com/

“ดินดี” สีอะไร ?

กำเนิดดิน

ดินเกิดมาจากการสลายตัวผุพังของหินและแร่ (อนินทรีย์สาร inorganic material) รวมกับซากพืชและสัตว์ที่ตายเน่าเปื่อย (อินทรีย์สาร : organic material) คลุกเคล้าเข้าด้วยกันโดยมีกระบวนการ ทางธรรมชาติคอยควบคุมการเกิดดินให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องติดต่อกันโดยตลอด การสลายตัวผุพังของวัตถุต้นกำเนิดดินที่เป็นอนินทรีย์สารเกิดจากกระบวนการทางด้านกายภาพ (physical process) เช่น การเกิดแรงดึงและแรงดันของพื้นผิวโลก ทำให้หินแร่แตกหัก หรือการกัดเซาะของน้ำและลม ทำให้หินแร่ผุกร่อนแตกหักได้ เป็นต้น กระบวนการทางเคมี (chemical process) เช่น การทำปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างน้ำกับแร่ธาตุต่าง ๆ อย่างเช่น ปฏิกริยาไฮโดรไลซีส (hydrolysis) ปฏิกริยาไฮเดรชั่น (hydration) หรือการทำปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างอากาศกับแร่ธาตุต่าง ๆ อย่างเช่น ปฏิกริยาออกซิเดชั่น (oxydation) ปฏิกริยาคาร์บอเนชั่น (carbonation) เป็นต้น 

และกระบวนการทางด้านชีวภาพ (biological process) โดยจุลินทรีย์ที่มีชีวิตเล็ก ๆ ช่วยย่อยสลายวัตถุต้นกำเนิดดินให้มีขนาดเล็กลงจนเป็นอนุภาคเล็ก ๆ การสร้างตัวของดิน เริ่มจากการทับถมของวัตถุต้นกำเนิดดินที่เป็นเศษหินและแร่ธาตุต่าง ๆ ได้เป็นชั้นดินที่เรียกว่าชั้นกำเนิดดิน หรือชั้นดิน C แล้วมีการผสมคลุกเคล้ากับสารอินทรีย์ที่ถูกทำให้สลายตัว ทำให้ลักษณะของดินชั้นนั้นค่อยเปลี่ยนแปลงไปโดยมีการผสมของอินทรีย์สารเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นดินชั้นใหม่เรียกว่าดินชั้นบน หรือชั้นดิน A ซึ่งจะมีกิจกรรมของจุลินทรีย์และสิ่งที่มีชีวิตในดินมากขึ้น หลังจากนั้นกระบวนการสร้างดินยังคงดำเนินการต่อไปอยู่ตลอดเวลาทำให้เกิดลักษณะของดินใหม่ ๆ จนกลายเป็นดินชั้นใหม่ เรียงกันไปตามลำดับความลึกเป็นชั้น ๆ เรียกว่าโปรไฟล์ของดิน (soil profile)

สีของดินบอกอะไรบ้าง?

เคยสงสัยไหมว่าดินแต่ละบริเวณจะมีสีที่แตกต่างกันไป เช่น สีดำ น้ำตาล เหลือง แดง หรือ สีเทา รวมถึงจุดประสีต่าง ๆ  พอจะตอบได้ดังนี้สีของดินที่ต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของแร่ที่เป็นองค์ประกอบในดิน สภาพแวดล้อมในการเกิดดิน ระยะเวลาสีของดินเป็นสมบัติของดินที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว่าสมบัติอื่น ๆ ดังนั้น จากสีของดิน เราสามารถที่จะประเมินสมบัติบางอย่างของดินที่เกี่ยวข้องได้ เช่น การระบายน้ำของดิน อินทรียวัตถุในดิน ระดับความความอุดมสมบูรณ์ของดิน

ดินสีดำ สีน้ำตาลเข้มหรือสีคล้ำ

ส่วนใหญ่มักจะเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง เนื่องจากมีการคลุกเคล้าด้วยอินทรียวัตถุมาก โดยเฉพาะดินชั้นบน แต่บางกรณี สีคล้ำของดิน อาจจะเป็นผลมาจากอิทธิพลของปัจจัยที่ควบคุมการเกิดดินอื่น ๆ นอกเหนือไปจากการมีปริมาณอินทรียวัตถุในดินมากก็ได้ เช่น ดินที่พัฒนามาจากวัตถุต้นกำเนิดดินที่ผุพังสลายตัวมาจากหินที่ประกอบด้วยแร่ที่มีสีเข้ม เช่น หินภูเขาไฟ และมีระยะเวลาการพัฒนาไม่นาน หรือดินมีแร่แมงกานีสสูง ก็จะให้ดินที่มีสีคล้ำได้เช่นกัน

ดินสีเหลืองหรือแดง

สีเหลืองหรือแดงของดินส่วนใหญ่จะเป็นสีออกไซด์ของเหล็กและอลูมิเนียม แสดงถึงการที่ดินมีพัฒนาการสูง ผ่านกระบวนการผุพังสลายตัวและซึมชะมานาน เป็นดินที่มีการระบายน้ำดี แต่มักจะมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ดินสีเหลืองแสดงว่าดินมีออกไซด์ของเหล็กที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ ส่วนดินสีแดงจะเป็นดินที่ออกไซด์ของเหล็กหรืออลูมิเนียมไม่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ

ดินสีขาวหรือสีเทาอ่อน

การที่ดินมีสีอ่อน อาจจะแสดงว่าเป็นดินที่เกิดมาจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกที่สลายตัวมาจากหินที่มีแร่สีจาง เป็นองค์ประกอบอยู่มาก เช่น หินแกรนิต หรือหินทรายบางชนิด หรืออาจจะเป็นดินที่ผ่านกระบวนการชะล้างอย่างรุนแรง จนธาตุอาหารที่มีประโยชน์ต่อพืชถูกซึมชะออกไปจนหมด หรือมีสีอ่อนเนื่องจากมีการสะสมปูน ยิปซัม หรือเกลือชนิดต่าง ๆ ในหน้าตัดดินมากก็ได้ ซึ่งดินเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ 

ดินสีเทาหรือสีน้ำเงิน

การที่ดินมีสีเทา เทาปนน้ำเงิน หรือน้ำเงิน บ่งชี้ว่าดินอยู่ในสภาวะที่มีน้ำแช่ขังเป็นเวลานาน เช่น ดินนาในพื้นที่ลุ่ม หรือดินในพื้นที่ป่าชายเลนที่มีน้ำทะเลท่วมถึงอยู่เสมอ มีสภาพการระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศไม่ดี ทำให้เกิดสารประกอบของเหล็กพวกที่มีสีเทาหรือสีน้ำเงิน แต่ถ้าดินอยู่ในสภาวะที่มีน้ำแช่ขังสลับกับแห้ง ดินจะมีสีจุดประ ซึ่งโดยทั่วไปมักปรากฏเป็นจุดประสีเหลืองหรือสีแดงบนพื้นสีเทา ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสารประกอบออกไซด์ของเหล็กที่สะสมอยู่ในดิน โดยสารเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปที่มีสีเทาเมื่ออยู่ในสภาวะที่มีน้ำแช่ขัง ขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน ๆ และเปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่ให้สารสีแดงเมื่อได้รับออกซิเจน

ขอขอบคุณข้อมูล : https://www.fourfarm.com/

❝มันหวานญี่ปุ่น❞ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

ใครที่กำลังมองหาพืชทดแทน ปลูกผสมผสาน เพิ่มรายได้ แนะนำปลูกเลยมันหวานญี่ปุ่น สายพันธุ์แท้ ระยะปลูกสั้น ปลูกง่าย ดูแลง่าย ปลูกในไทยได้ราคาดีกว่าปลูกมันชนิดอื่น  ชาวไร่มัน โคราชสำปะหลังตัดสินใจพลิกวิกฤตราคาตก หันมามองหาโอกาสเพิ่มรายได้ด้วยการปลูกมันหวานญี่ปุ่น จนทำรายได้เพิ่มเท่าตัว ปีหนึ่งรับรายได้หลักล้านบาท

นายวิวัฒน์ ศรีกระสัง ชาวไร่มัน จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า แต่ก่อนเคยปลูกมันสำปะหลัง แต่ว่ารายได้ค่อนข้างต่ำ แต่มาในช่วงหลังเริ่มเห็นผู้บริโภคนิยมรับประทานมันเทศจากประเทศญี่ปุ่น หรือมันหวานญี่ปุ่น เลยตัดสินใจนำมาปลูกที่ไร่มันของตัวเอง  หลังจากเริ่มศึกษา และปลูกแล้ว ก็ปรากฎได้ผลผลิตดี คุณภาพใกล้เคียงกับมันหวานญี่ปุ่นเกือบ 80% จึงเลิกปลูกมันสำปะหลัง แล้วหันมาปลูกมันหวานญี่ปุ่นสายพันธุ์ต่างๆ แทน ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นเป็นปีละล้านกว่าบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 1 แสนบาท

สำหรับสายพันธุ์มันหวานญี่ปุ่น ที่เลือกมาปลูกนั้น มีมากถึง12 สายพันธุ์ โดยปลูกสลับสับเปลี่ยน หมุนเวียนกันไปในพื้นที่ 50 ไร่ แต่ว่าสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จะเป็นมันเหลืองญี่ปุ่น กับมันม่วง ที่สำคัญแม้จะเป็นมันหวานญี่ปุ่นที่ปลูกในประเทศไทย แต่ว่าเรื่องของคุณภาพและรสชาติไม่ได้แตกต่างจากมันหวานญี่ปุ่นที่มาจากประเทศญี่ปุ่น  ที่สำคัญราคายังถูกกว่ามาก ผู้บริโภคสามารถซื้อได้สบายๆ ในราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท ถูกกว่ามันหวานญี่ปุ่นนำเข้าที่มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 790 บาท   นอกจากมันหวานญี่ปุ่นที่ขายสด ๆ แล้ว ยังนำมันหวานญี่ปุ้นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขายเพิ่มด้วย อย่างเช่น มันหวานฉาบ มันหวานกรอบ ทาร์ตมัน หรือขนมตระกูลขนมเปี๊ยะต่างๆ  ก็ใช้มันหวานมาทำขายช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ เพื่อที่จะหารายได้เพิ่มอีกช่องทางหนึ่ง

สาเหตุที่มันหวานญี่ปุ่น สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ เนื่องจาก มันหวานญี่ปุ่น ตลาดมีความต้องการ  มีการรับซื้อในราคาที่สูง พืชระยะสั้น แต่รายได้ระยะยาว ยอดพันธุ์สามารถจำหน่ายได้  หัวมันจำหน่ายได้ตลาดรองรับสูง และทำการลงทุนไม่มาก

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ขอขอบคุณ :กรุงเทพธุรกิจ

ผลวิจัยยืนยัน “เกษตรอินทรีย์” ช่วยความหลากหลายทางชีวิต

[ต.ค. 64 ยุโรป] รายงานวิจัยของ IFOAM EU Group ยืนยันว่า ระบบเกษตรอินทรีย์มีส่วนในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในยุโรป
* มีสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายกว่าในฟาร์มระบบเกษตรอินทรีย์ในทุกกรณี แม้จะมีสภาพนิเวศที่แตกต่างกันออกไป โดยมีความหลากหลายของชนิดพืชมากกว่า 20-95% และในบางกรณีมากกว่าถึง 150% ทั้งในบริเวณแปลงที่ทำการเพาะปลูกและพื้นที่กันออกเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลาย
* ในฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ทั้งจุลินทรีย์ในดินก็มีความหลากหลายมากกว่า รวมถึงแมลงและนก โดยแมลงมีหลากหลายกว่า 23% ในขณะที่ผู้ผสมเกสรมากกว่า 30% โดยเฉลี่ย
* ในแปลงผักและผลไม้ มีพืชในแปลงหลากหลายกว่า รวมทั้งพืชคลุมดินในแปลงไม้ผลยืนต้น ซึ่งทำให้มีนกที่กินแมลงมากกว่าด้วย

——————

สามารถสรุปได้ชัดเจนว่า เกษตรอินทรีย์ช่วยเพิ่มความหลากหลายได้เฉลี่ย 30% เมื่อเปรียบเทียบกับฟาร์มทั่วไป

——————

ความหลากหลายนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากการไม่ใช่สารเคมีการเกษตรที่เป็นอันตรายต่อพืช-สัตว์และระบบนิเวศ แต่เกิดขึ้นจาก
* การเลือกใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่มีฤทธิ์ทำลายแบบไม่เลือก / มีฤทธิ์เฉพาะเจาะจงกับศัตรูพืช
* การเลือกปลูกพืชแบบผสมผสาน รวมทั้งไม้ยืนต้น และการเลี้ยงสัตว์
* การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อตรึงไนโตรเจนให้กับดิน (พืชสด) ที่เอื้อต่อผู้ผสมเกสร (มีดอกที่ให้น้ำหวาน)
* การเว้นพื้นที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ ที่ทำให้ศัตรูธรรมชาติ (ตัวห้ำ-ตัวเบียน) มีที่อยู่อาศัยและขยายพันธุ์
* การเลือกใช้ปุ๋ยและธาตุอาหารที่เหมาะสม ไม่มากเกิน จนทำให้ดินเสียสมดุลและเป็นกรด ส่งผลต่อจุลินทรีย์ดิน รวมทั้งเชื้อรากลุ่มไมคอไรซา
* การคืนอินทรียวัตถุให้กับดินช่วยส่งเสริมและสร้างสมดุลให้กับนิเวศดิน โดยเฉพาะความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในดิน
* การลดการไถพรวนช่วยอนุรักษ์ดิน
* การเลี้ยงสัตว์ที่เน้นให้สัตว์ได้เล็มหญ้าในทุ่งหญ้า ช่วยเพิ่มความหลากหลายในทุ่งหญ้าด้วย

.

ขอขอบคุณข้อมูล : https://www.fourfarm.com/

8 ความแตกต่างระหว่างผลผลิตของ เกษตรอินทรีย์กับเกษตรธรรมดา

รู้หรือไม่? ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ กับ เกษตรธรรมดาแตกต่างกันอย่างไร? เรามีข้อมูลที่ทำให้คุณเข้าใจได้ง่าย ๆด้วย 8 ความแตกต่างระหว่างผลผลิตเกษตรอินทรีย์กับ เกษตรธรรมดา

.

เกษตรอินทรีย์

1. ใช้แนวคิดการเกษตรแบบองค์รวม คือเน้นอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศน์

2. เน้นการผสมผสานให้เกิดความหลากหลาย เช่น การนำมูลสัตว์มาทำปุ๋ยหมัก

3. มีการคัดเลือกพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นที่แตกต่างกัน

4. เน้นปัจจัยการผลิตในท้องถิ่น และใช้เทคโนโลยีชีวภาพที่ลดต้นทุนการผลิตและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

5. ใช้แรงงานคน สัตว์ และเครื่องทุ่นแรงขนาดเล็ก ใช้หลักการธรรมชาติในการจัดการศัตรูพืชและการปรับปรุงดิน

6. มีเป้าหมายการผลิต เพื่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความมั่นคงทางอาหาร

7. ผลผลิตมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ และ มีรสชาติที่ดี

8. ไม่มีสารพิษตกค้างเก็บรักษาได้ทนทาน

เกษตรธรรมดา

1. ใช้หลักการและแนวคิดการเกษตรแบบแยกส่วน คือเน้นเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของพืชที่ปลูกแต่ละชนิด

2. เน้นการผลิตแบบเชิงเดี่ยว (mono culture) ที่เป็นพืชหรือสัตว์เศรษฐกิจชนิดเดียว ในลักษณะเกษตรอุตสาหกรรม

3. ใช้พันธุ์ที่ได้จากการคัดเลือกทางพันธุศาสตร์เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง

4. เน้นเพิ่มผลผลิตจากปัจจัยภายนอก เช่น ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ฮอร์โมน ฯลฯ

5. ใช้เครื่องทุ่นแรงจากพลังงานการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

6. มีเป้าหมายเพื่อผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ มุ่งเน้นผลกำไรเป็นเครื่องชี้วัดผลสำเร็จ

7. ผลผลิตทั้งรูปร่างสีสัน กลิ่นและรสชาติจะมีความผิดเพี้ยน

8. มีสารปนเปื้อนตกค้าง และเก็บรักษาได้ไม่นาน

ขอขอบคุณข้อมูล : https://www.fourfarm.com/

ฝนชุก…ระวัง!! 2 โรคทุเรียนหน้าฝน

ในช่วงนี้มักมีฝนตกชุก กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรสวนทุเรียนเฝ้าระวังโรครากเน่าโคนเน่าและโรคผลเน่า สามารถพบได้ในระยะติดผลและหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต อาการที่ราก เริ่มแรกเห็นใบที่ปลายกิ่งมีสีซีดไม่เป็นมันเงา ใบเหี่ยวลู่ลง กรณีที่โรครุนแรง ใบจะเหลืองและหลุดร่วง หากขุดดูที่ราก จะพบรากฝอยมีเปลือกล่อนเปื่อยยุ่ยเป็นสีน้ำตาล และมีอาการเน่าลามไปยังรากแขนงและโคนต้น ทำให้ต้นโทรมและยืนต้นตาย อาการที่กิ่ง ลำต้น และโคนต้น ระยะแรกจะพบต้นมีใบเหลืองบางกิ่ง สามารถสังเกตเห็นรอยคล้ายคราบน้ำบนผิวเปลือกของกิ่งหรือต้น ในช่วงเช้าที่มีอากาศชื้นจะเห็นหยดของเหลวสีน้ำตาลแดงออกมาจากบริเวณแผล และจะแห้งไปในช่วงที่มีแดดจัด ทำให้เห็นเป็นคราบ เมื่อใช้มีดถากบริเวณคราบนั้น จะพบเนื้อเยื่อเปลือกและเนื้อไม้เป็นแผลสีนํ้าตาล ถ้าแผลขยายใหญ่จะลุกลามจนรอบโคนต้น จะทำให้ใบร่วงจนหมดต้นและยืนต้นแห้งตาย

ส่วนอาการที่ใบ ใบช้ำ ดำ มีรอยตายนึ่งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก และจะไหม้แห้งคาต้นอย่างรวดเร็ว พบระบาดมากในช่วงฝนตกหนักติดต่อกัน อาการที่ผล เริ่มแรกพบเปลือกผลเกิดจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลดำ ต่อมาจุดแผลจะลุกลามขยายใหญ่ขึ้นตามการสุกของผล กรณีที่มีความชื้นสูง จะพบเส้นใยสีขาวของเชื้อราบริเวณแผล ซึ่งพบได้ตั้งแต่ผลยังอยู่บนต้น หากรุนแรงมาก ผลทุเรียนจะเน่าและร่วงหล่นก่อนกำหนด สามารถพบได้ตั้งแต่ระยะผลอ่อน หรือในช่วง 1 เดือน ก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต หรือในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต และหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

เกษตรกรควรตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบส่วนของกิ่ง ใบ ดอก และผลที่เป็นโรค ให้ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคและเก็บผลเน่าที่ร่วงหล่นนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และพ่นให้ทั่วทรงพุ่มด้วยสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 1-2 ครั้ง ทุก 7-10 วัน และควรหยุดพ่นสารก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างน้อย 15 วัน ภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรค กิ่งแห้ง และตัดขั้วผลที่ค้างอยู่นำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก

กรณีพบบนกิ่งหรือที่โคนต้น ให้เกษตรกรถากหรือขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออก จากนั้นทาแผลด้วยสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 80-100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ทุก 7 วัน จนกว่าแผลจะแห้ง หากพบต้นที่ใบเริ่มมีสีซีด ไม่เป็นมันเงา หรือใบเหลืองหลุดร่วง ให้ใช้สารฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยาฉีดเข้าลำต้นหรือกิ่งในบริเวณตรงข้ามอาการของโรค หรือส่วนที่เป็นเนื้อไม้ดีใกล้บริเวณที่เป็นโรค อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อต้น หรือราดดินด้วยสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้สลับกับสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อ น้ำ 20 ลิตร

เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการทำให้รากหรือลำต้นเกิดแผล ที่เป็นช่องทางให้เชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ง่ายขึ้น และในแปลงปลูกควรมีการระบายน้ำที่ดี หากมีน้ำท่วมขังให้รีบระบายน้ำออกทันที จากนั้น ให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงดินในแปลงปลูก และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรเมื่อใช้กับต้นที่เป็นโรคทุกครั้งก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนต้นที่เป็นโรครุนแรงมากหรือยืนต้นแห้งตาย ควรขุดออกแล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และราดดินด้วยสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้ตากดินไว้ระยะหนึ่งแล้วจึงปลูกทดแทน ส่วนการเก็บผลทุเรียนต้องระวังไม่ให้ผลสัมผัสกับพื้นดินโดยตรง เกษตรกรควรปูพื้นดินด้วยวัสดุหรือกระสอบที่สะอาดเพื่อวางผลทุเรียน วิธีนี้จะช่วยลดโอกาสที่ผลจะสัมผัสกับพื้นดินที่มีเชื้อสาเหตุโรคได้ และให้ระวังการขนย้ายไม่ให้เกิดบาดแผลขึ้นกับผลทุเรียน

ขอขอบคุณข้อมูล : technologychaoban.com

เตือนภัย 5 โรคพืชที่มากับฤดูฝน

เตือนภัย 5 โรคพืชที่มากับฤดูฝน

   เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนที่แสนชุ่มฉ่ำ เกษตรกรก็มักจะเจอกับปัญหาที่เลี่ยงไม่ได้ นั่นคือปริมาณน้ำที่มากขึ้น พร้อมกับความชื้นในอากาศที่สูงขึ้น และสิ่งที่ตามมาคงไม่พ้น”โรคพืช”ต่างๆ โดยเฉพาะ”โรคพืช”ที่เกิดจาก”เชื้อรา”

  ดังนั้นหากฝนตกติดต่อกันเกินกว่า 2 – 3 วัน ควรมีการวางแผนที่ดีเพื่อป้องกันโรคพืชที่ตามมา เพราะพืชหลายชนิดเป็นเชื้อราได้ง่ายและมีการระบาดได้อย่างรวดเร็ว แล้วโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราจะมีโรคอะไรบ้าง และมีวิธีการป้องกันและแก้ไขยังไงไปดูกันเลย

1.โรคเน่าคอดิน (Damping off)

อาการ : โรคเน่าคอดินเป็นโรคพืชที่มักพบในพืชผักระยะกล้า เข้าทำลายบริเวณโคนต้น ราก รวมถึงเมล็ดที่กำลังงอกในพืชอวบน้ำ โดยต้นกล้าจะฟุบตายเป็นหย่อม ๆ บริเวณโคนต้นจะมีลักษณะแผลช้ำ เหี่ยวแฟบ คอเป็นสีน้ำตาลดำและเน่า เป็นเหตุทำให้ต้นกล้าหักพับลง

การป้องกันกำจัด
– เตรียมแปลงให้มีการระบายน้ำดี อย่าให้น้ำขังแฉะ ใช้เมล็ดพันธุ์ดีไม่มีเชื้อจุลินทรีย์ติดมากับเมล็ด และมีความงอกสูง ไม่หว่านเมล็ดแน่นเกินไป
– ก่อนปลูกคลุกเมล็ดด้วยสารชีวภัณฑ์ อัตรา 100 กรัม : เมล็ด 1 กิโลกรัม
– สำหรับแปลงปลูกให้ปรับดินด้วยปูนขาว และปุ๋ยอินทรีย์ให้มาก ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ผสมกับดินปลูก
– ตรวจแปลงสม่ำเสมอพบต้นเป็นโรค รีบขุดเอาดินและต้นเป็นโรคทำลายหรือฝังลึกนอกแปลง

2.โรคราน้ำค้าง (Downy mildew)

อาการ : โรคราน้ำค้างเป็นโรคพืชที่ใบจะมีรอยจ้ำๆเป็นสีขาว ขอบสีน้ำตาลกระจายอยู่ทั่ว แต่บางครั้งก็เป็นสีเหลืองด่างๆ สีน้ำตาลเข้ม หรือเป็นจุดขาวๆเล็กๆ ถ้าปล่อยไว้นานๆจะทำให้พืชอ่อนแอ สร้างผลผลิตที่ดีไม่ได้ และยังอาจทำให้ต้นอ่อนตายได้ด้วย

การป้องกันกำจัด : ให้ฉีดพ่นด้วยชีวภัณฑ์ ป้องกันกำจัดเชื้อราไตรโคเดอร์มา สลับกับบีเอส ซึ่งใช้ได้ระยะที่ยังเป็นต้นกล้า – ระยะการเติบโต

3.โรคใบจุด (Alternaria leaf spot)

อาการ: โรคใบจุดเป็นโรคพืชที่มีอาการบนต้นกล้า จะเกิดเป็นแผลเล็กๆ สีน้ำตาลดำ ลักษณะคล้ายโรคเน่าคอดินที่ขึ้นกับลำต้น เมื่อเชื้อเข้าทำลายในระยะต้นกล้า จะทำให้ต้นกล้าหยุดการเจริญเติบโตหรือชะงักงัน เมื่อย้ายไปปลูกในแปลงจะทำให้ต้นไม่สมบูรณ์ อาการในต้นแก่มักพบบนใบและก้าน เกิดเป็นแผลจุดเล็กๆ สีเหลือง ต่อมาแผลขยายใหญ่ขึ้น สีน้ำตาลเข้มถึงดำ เแผลมีลักษณะเป็นวงค่อนข้างกลม เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ

การป้องกันกำจัด
– ทำลายต้นเป็นโรคโดยการขุดถอนไปเผาทิ้ง
– ปลูกพืชหมุนเวียน
– ไม่ควรให้น้ำแบบฉีดพ่นฝอย
– แช่เมล็ดในน้ำอุ่น 50 องศาเซลเซียส 30 นาที (ยกเว้นกะหล่ำดอก)
– คลุกมล็ดด้วยชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดเชื้อราไตรโคเดอร์มา
– ฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดเชื้อรไตรโดเดอร์มา ทุกๆ 7 วันจะช่วยป้องกันกำจัดเชื้อรานี้


4.โรคราสนิมขาว (White rust)

อาการ : โรคราสนิมขาวเป็นโรคพืชที่มีจุดสีเหลืองซีดด้านบนของใบ ด้านใต้ใบตรงกันข้าม จะเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ ขนาด 1-2 มิลลิเมตร อาจพบลักษณะปุ่มปม หรือบวมพองโตขึ้นในส่วนของก้านใบและลำต้น

การป้องกันกำจัด
– หากเกิดโรคระบาด ให้ฉีดพ่นให้ใบด้วยไตรโคเดอร์มา สลับ กับ บีเอส อัตราที่แนะนำ หากมีฝนตกซุกให้ผสมสารจับใบ
– คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยไตรโดเตอร์มา และเลือกใช้เมล็ดจากแหล่งที่ไม่มีโรคระบาดมาก่อน
– ดูแลระบบการให้น้ำในแปลงปลูก อย่าให้ขึ้นแฉะจนเกินไป

5.โรคเหี่ยว (Wilt)

อาการ: โรคเหี่ยวเป็นโรคพืชเกิดอาการเหี่ยวอย่างช้าๆ ใบที่อยู่โคนต้นเปลี่ยนเป็นสีหลืองและร่วง ต่อมาใบจะเหี่ยวทั้งต้น เมื่อผ่าลำต้นบริเวณเหนือระดับดินตามยาวจะพบว่า ท่อน้ำ ท่ออาหารเป็นสีน้ำตาล การผิดปกติของท่อน้ำ ท่ออาหารนี้จะลงไปถึงส่วนรากด้วย

การป้องกันกำจัด : ถ้าพบโรคในแปลง ต้องถอนต้นที่เป็นโรคมาทำลาย ก่อนปลูกควรปรับสภาพคืนด้วยปูนขาว และปุ๋ยคอก

เมื่อรู้แล้วว่าหน้าฝนนี้เราจะเจอโรคพืชอะไรบ้างอย่าลืมสังเกตแปลงผักที่เราปลูกกันด้วยว่ามีอาการของโรคเหล่านี้หรือไม่จะได้หาวิธีป้องกันกำจัดได้ทันท่วงทีลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับผลผลิตตลอดฤดูกาลนี้

ขอขอบคุณข้อมูล : รักบ้านเกิด