5เทคนิค…ปลูกชะอมให้แตกยอดขายได้ตลอดปี

มือใหม่ปลูกต้นชะอมหรือเคยปลูกต้นชะอมแล้วไม่ได้ผล ลองทำตาม 5 เทคนิคนี้ ซึ่งเป็นเทคนิคของชาวสวนชะอมที่ปลูกชะอมยังไงก็รอดแน่นอน ซึ่งเป็นวิธีที่ทำง่ายหลายคนมักมองข้าม

1. เลือกกิ่ง

เลือกกิ่งตอนของชะอม ต้องมีความยาวประมาณ 26 และ 36 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่พอเหมาะพอดีเหมาะสมกับการนำมาปลูกอย่างยิ่ง

2. หลุมปลูก

อย่าขุดหลุมในการปลูกชะอมลึกนัก เนื่องจากในช่วงที่รากงอกจะทำให้รากขดและอัดแน่นทำให้รากเจริญเติบโตและหาอาหารได้ยากขึ้นส่งผลให้ไม่อาหารขึ้นไปเลี้ยงลำต้นและยอด

3. เล็มยอด

เมื่อปลูกชะอมได้เป็นระยะเวลา 30 วัน ให้เริ่มเล็มยอดชะอมออกเพื่อกระตุ้นยอดใหม่ให้เกิดขึ้น

4. ตัดแต่งต้น

เมื่อปลูกชะอมเป็นระยะเวลา 60 วัน ให้ทำการตัดแต่งต้นให้มีความสูงจากพื้นดินขึ้นมาประมาณ 20 เซนติเมตร และเมื่อปลูกชะอมเป็นระยะเวลา 120 วัน ให้ทำการตัดแต่งต้นครั้งที่ 2 ให้มีความสูงจากพื้นดินขึ้นมาประมาณ 40 เซนติเมตร

การตัดแต่งยอดสองครั้งนี้จะกระตุ้นให้ยอดชะอมแตกยอดเยอะมาก

5. กำหนดความสูง

หมั่นตัดแต่งต้นและกำหนดความสูงต้นชะอมให้เป็นพุ่มสูงประมาณ 80-90 เซนติเมตร อยู่เสมอ เนื่องจากเป็นความสูงที่เหมาะสมที่สุดของต้นชะอมในการเจริญเติบโตและแตกยอดได้ดีค่ะ

คราวนี้ปลูกชะอมรอดแน่นนอนทุกต้นแน่นอนลองไปทำกันดูนะคะ

cr.postnoname

#ข่าวเกษตร#เกษตรนิวส์#เกษตรอินทรีย์#ชะอม

วิธีการปลูกผักสลัดออร์แกนิคง่าย ๆ ในบ้านคุณ

หากบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ / ทาวน์โฮม หรือแม้แต่คอนโด มีพื้นที่ว่าง ลองปลูกผักสลัดไว้รับประทาน ถือเป็นการใช้พื้นที่ว่างให้คุ้มค่ามากที่สุด โดยการปลูกผักสลัดนั้นไม่ยากอย่างที่คิด อีกทั้งยังสามารถพัฒนาไปเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย ลองมาดูวิธีปลูกผักสลัดแบบง่าย ๆ ในบ้านคุณได้ที่นี่

รู้จักผักสลัดมีกี่ประเภท

ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการปลูกผักสลัด รู้หรือไม่ว่าผักสลัดมีด้วยกันหลายประเภท ได้แก่ กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค กรีนโบว์ เรดโบว์ มิซูน่า เรดคอส กรีนคอส บัตเตอร์เฮด กรีนโครอล ผักกาดหอมแดง ผักกาดหอม เรดโครอล ร็อคเก็ต ไวล์ร็อคเก็ต

สภาพที่เหมาะกับการปลูกผักสลัด

1. ดินที่เหมาะกับการปลูกผักสลัด คือ ดินร่วนซุย ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีอินทรีย์วัตถุสูง หน้าดินลึก และอุ้มน้ำได้ดีปานกลาง สภาพความเป็นกรด-ด่างของดินอยู่ระหว่าง 6-6.5

2. พื้นที่ปลูกควรโล่ง และได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่

3. เนื่องจากใบผักสลัดมีลักษณะบางจึงไม่ทนต่อฝน ดังนั้นในช่วงฤดูฝนควรปลูกใต้โรงเรือน

วิธีปลูกผักสลัดแบบง่าย ๆ ภายในบ้าน ที่ทำได้ด้วยตัวเอง

วิธีปลูกผักสลัดแบบง่าย ๆ ภายในบ้าน ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองนั้น สามารถทำได้ ดังนี้

1. เตรียมดิน โดยการปรับพื้นที่ข้างบ้านหรือหลังบ้าน โดยส่วนใหญ่การปลูกผักสลัดสามารถปลูกได้หลายแบบ ในกระถางเพาะกล้า หรือถุงดิน หรือแปลงใหญ่เลยก็ได้ โดยวิธีการเตรียมดินคือ นำดินร่วนมาผสมกับปุ๋ยคอกและขุยมะพร้าว ที่ผสมกันในอัตรา 1:1 จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วทิ้งไว้ในที่ร่มเป็นเวลา 7 วัน

2. นำเมล็ดที่สมบูรณ์ซึ่งหาได้จากหลายช่องทางทั้งร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ หรือซื้อตามร้านออนไลน์ มาปลูกลงในกระถางธรรมดา หรือจะแยกปลูกในกระถางเพาะกล้าหรือถุงดินก่อนก็ได้

3. ฝังเมล็ด 1-2 เมล็ด ลงในดินลึกประมาณ 4 นิ้ว กลบดินทับบาง ๆ

4. รดน้ำพอให้ชุ่มแต่ระวังอย่างให้แฉะจนเกินไป

5. ตั้งในที่ร่มแสงแดดรำไร

6. เมื่อต้นอ่อนงอก หรือประมาณ 4 วัน หากใช้วิธีเพาะต้นกล้าก็สามารถย้ายมาปลูกในกระถางใหญ่ได้เลย

7. ตั้งกระถางในที่ที่มีแดดส่องถึง หมั่นรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นเช้า-เย็น และให้สารอาหารแก่พืชด้วยปุ๋ยละลายน้ำ

8. สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังจากเพาะเมล็ด ภายใน 40-45 วัน

ขอขอบคุณ : www.fourfarm.com

เคล็ดลับ….วิธีปลูกผักบนแคร่ง่ายมากๆ

วันนี้ขอนำเสนอแปลงผักบนแคร่หรือการยกแปลงผักให้สูงขึ้นเหนือจากดิน ซึ่งสามารถจัดสรรพื้นที่การปลูกได้ตามขนาดที่ต้องการและสามารถคุมวัชพืชและศัตรูพืชได้ดีอีกด้วย

🔰วิธีการทำ🔰

1. เริ่มขั้นตอนแรกด้วยการให้ไม้ท่อนปักหลัก 8 ท่อน ปักหลักไว้ 2 ด้าน ตามความกว้างของแปลงและหาไม้คานมาวางเป็นคานพาดไว้ระหว่างไม้ปักหลัก เพื่อรับน้ำหนักดิน

2. จากนั้นให้นำไม้ไผ่มาผ่าออกเป็นแผ่นแล้วนำมาปูรองพื้นให้มีลักษณะเป็นแคร่แล้วนำไม้ไผ่บางส่วนทำเป็นกรอบขึ้นมารอบๆ แปลง ดังรูป

3. ขั้นต่อมาให้นำพลาสติกดำมาคลุมแคร่รองพื้นอีกที เพื่อกันดินร่วงลงจากแปลงและอุ้มน้ำไว้

4. ให้ปรุงดินเพื่อใส่ในแปลงผักบนแคร่โดยการผสมดินปลูก 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ขุยมะพร้าว 1 ส่วน แล้วผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนำมาเทลงแปลงเกลี่ยให้ดินเสมอกันเต็มแปลง

5. ตากดินไป 7-10 วัน แล้วจึงสามารถนำเมล็ดพันธุ์มาหว่านหรือนำกล้าผักมาลงปลูกได้เลย โดยให้คลุมดินปลูกด้วยฟางข้าวเพื่อรักษาความชื้นในดิน

แปลงปลูกผักบนแคร่นี้จะช่วยให้ควบคุมวัชพืชและศัตรูพืชได้ง่าย และช่วยประหยัดพื้นที่ในการปลูกได้อีกด้วย

Credit : http://postnoname.com/vegetable-plots-on-the-litter…/

☎️ปรึกษาปัญหาเกษตรโทร.02-104-9999

ทักแชท 📲https://m.me/kasetnewstv

📲ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

📲กด Like 👍และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺หมายเลข 72

#ข่าวเกษตร #เกษตรนิวส์ #เกษตรอินทรีย์ #ปลูกผักบนแคร่

เทคนิคการปลูกองุ่น ให้ได้ผลผลิตดี

ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูงปางอุ๋ง จังหวัดเชียงใหม่ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกองุ่นพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส ว่า เป็นสายพันธุ์องุ่นต่างประเทศ ที่นำเข้ามาปลูกในเมืองไทยเมื่อประมาณ 14-15 ปีก่อน พันธุ์นี้จะเเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ เมื่อปลูกในพื้นที่ที่มีภูมิอากาศหนาวเย็น

สำหรับการปลูกและดูแลรักษาองุ่นบิวตี้ ซีดเลส อย่างถูกวิธีเพื่อให้มีผลผลิตภายในเวลา 8-12 เดือน ซึ่งองุ่นพันธุ์นี้สามารถบังคับให้ออกผลได้ 2 ปี 5 ครั้ง  ผู้ปลูกองุ่นสามารถคืนทุนได้ภายใน 1-2 ปี โดยตัดแต่งกิ่งให้มีผลผลิตออกได้ทุกเดือน แต่ที่นิยมมากคือ การตัดแต่งกิ่งให้มีผลผลิตแก่เก็บเกี่ยวตรงกับช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ ตรุษจีน เป็นต้น

การขยายพันธุ์องุ่นบิวตี้ ซีดเลส สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การตัดกิ่ง ปักชำ การตอน การติดตา การเสียบยอด ทั้งนี้ เกษตรกรควรใส่ใจเรื่องการเตรียมแปลงปลูก เพราะองุ่นจะเจริญเติบโตเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับการเตรียมดินเป็นสำคัญ ควรปลูกองุ่นในระยะห่างระหว่างต้นและแถวที่ 6-8 เมตร ขนาดของหลุม 70x70x30 เซนติเมตร

พร้อมกันนี้ควรทำค้างองุ่นแบบราวตากผ้า ความสูงของค้าง ประมาณ 1.80 เมตร ความกว้างด้านบนของค้าง สูง กว้าง ประมาณ 3 เมตร ใช้ลวดเบอร์ 14 ขึงให้ตึงระหว่างหัวแปลง-ท้ายแปลง ระยะระหว่างลวด ประมาณ 25 เซนติเมตร จากนั้นควรจัดโครงสร้างของกิ่ง ทั้งกิ่งหลักและกิ่งสาขาเพื่อให้ผลผลิตต่อต้นจำนวนมาก และทุกกิ่งอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กิ่งหลักอย่างเป็นระเบียบ และสมบูรณ์เสมอกัน การจัดการทรงต้นที่แนะนำคือ ทรงต้นแบบตัว H และสร้างกิ่งแบบก้างปลา จากกิ่งแขนงที่เกิดขึ้นอยู่ทุกข้อของเถา ซึ่งเป็นเทคนิคช่วยเพิ่มผลผลิตอีกทางหนึ่ง

การจัดเถา และช่อองุ่น

เมื่อเห็นช่อดอกยืดยาวออกมา ดอกจะบาน หรือหลังจากตาองุ่นแตกได้ 2-3 สัปดาห์ ควรปลิดตาข้างออกให้หมดเพื่อยืดอายุยอดองุ่นที่แตก และมีช่อดอกให้ยาวขึ้น หลังจากดอกบานจนติดผลเล็กๆ แล้วควรผูกเถาติดกับค้าง หรือดูความยาวของเถา ประมาณ 80-100 เซนติเมตร

หลังตัดแต่งกิ่งประมาณ 35 วัน ควรตัดปลายช่อองุ่น 1 ใน 4 ของความยาวช่อ หรือความยาวเท่ากับถาดโฟมที่ใส่องุ่น เพราะผลที่ปลายช่อโดยมากไม่มีคุณภาพ ควรปลิดผลไม่ให้ผลในช่อมีมากเกินไป ปลิดผลที่มีขนาดเล็ก ผลที่ไม่ได้รูปทรง ผลที่เกิดจากโรคแมลง

การให้ปุ๋ยและน้ำ

เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยวิทยาศาสตร์ร่วมกัน โดยใส่ปุ๋ยคอกบนผิวดินรอบต้นองุ่นให้ทั่วแปลง อัตรา 1 กระสอบปุ๋ย ต่อต้น หลังจากเก็บผลองุ่นแล้วก่อนตัดแต่งกิ่งครั้งต่อไป ส่วนปุ๋ยวิทยาศาสตร์ โดยมากมีสูตรปุ๋ยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอายุของต้นองุ่น

ระยะที่ต้นยังเล็ก หรือยังไม่ได้ตัดแต่ง ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-0-0 สูตร 15-15-15 สูตร 20-20-20 สูตร 12-24-12 อัตรา ต้นละ 300-500 กรัม ต่อต้น ร่วมด้วยปุ๋ยคอก 10 กิโลกรัม ต่อต้น

ระยะที่สอง ให้ใส่ปุ๋ยเกรดเดียวกันระยะแรก เมื่อดอกบานแล้ว 15 วัน หลังการตัดแต่งกิ่งได้ประมาณ 45 วันออกไป ให้มีผลเหลือในช่อโปร่ง 1 ช่อ ประมาณ 50-80 ผล ตามความเหมาะสมของช่อ

ระยะที่สาม เมื่อองุ่นเริ่มเข้าสี ควรใส่ปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น สูตร 13-13-21 สูตร 8-24-24 สูตร 0-52-34 สูตร 0-0-50 ต้นละ 300-500 กรัม หรือใส่ก่อนเก็บผล 15-30 วัน จะทำให้ผลองุ่นมีคุณภาพสูง ผิวสวย หวาน กรอบ

ทั้งนี้ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ระยะติดผล และผลกำลังพัฒนาไม่ควรขาดน้ำ ระยะก่อนเก็บผลผลิต 1-2 สัปดาห์ ควรงดการให้น้ำหรือรดน้ำให้น้อยที่สุด เพื่อทำให้ผลมีคุณภาพดี น้ำตาลในผลสูง ผลไม่นิ่ม มีผิวสวย รสชาติหวาน กรอบ อร่อย

ขอขอบคุณข้อมูล : www.fourfarm.com

วิธีแก้ขนุนเน่า

หลายคนที่ปลูกขนุนมักพบปัญหาขนุนยังไม่ทันจะแก่ก็เน่าคาต้น ซึ่งสาเหตุหลักของการที่ขุนเน่าคาต้นนั่นคือ “เชื้อรา” นั่นเอง วันนี้จึงของนำเสนอ 4 วิธีแก้ปัญหาขนุนเน่าซึ่งเป็นวิธีง่ายๆและทำได้ทุกคนค่ะ

🔰1. รีบเด็ดทิ้งแล้วเผาไฟ

ผลอ่อนของต้นขนุนถ้าพบว่ามีผลสีดำและมีเยื่อขาวๆ รอบๆ ผลก็ให้สันนิษฐานว่าขนุนอาจเน่า ดังนั้นเมื่อมีขนุนอ่อนเน่าเกิดขึ้นให้รีบเด็ดออก แล้วนำมาเผาไฟให้หมดไม่ว่าจะเป็นน้อยเป็นมาก โดยอย่าเด็ดแล้วกองทิ้งไว้ให้เผาไฟทันที เนื่องจากเชื้อราจากผลขนุนสามารถแพร่กระจายเข้าสู่ต้นขนุนและลูกขนุนอื่นๆ ได้

🔰2. น้ำส้มควันไม้

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ขนุนเน่าและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วนั่นคือ แมลงหวี่ นั่นเองค่ะ แมลงหวี่มักจะเข้ามาตอมดอกและผลอ่อนของขนุน ซึ่งขาและตัวของแมลงหวี่อาจติดเชื้อราจากแหล่งอื่นแล้วมาเกาะผลและดอกของขนุน ทำให้ติดเชื้อราในขนุนทำให้เน่าได้ ดังนั้นจึงต้องใช้น้ำส้มควันไม้ในช่วงการออกผลอ่อนของขนุนโดยผสม น้ำส้มควันไม้ 100 มิลลิลิตร ต่อ น้ำสะอาด 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วต้นขนุนเพื่อไล่แมลงหวีไม่ให้มาตอนและเกาะผลขนุนค่ะ

🔰3. ครอบถุงห่อผลอ่อน

ในการใช้ถุงกระดาษครอบผลอ่อนไว้ตั้งแต่ออกผลใหม่ๆนอกจากจะช่วยให้ขนุนโตมาผลสวยแล้วยังป้องกันนกและกระรอกอีกด้วย ซึ่งสามารถช่วยป้องกันเชื้อราที่ติดมากับศัตรูพืช เช่น แมลงหวี่ ได้อีกด้วย นอกจากนี้เชื้อราที่ทำให้ขนุนเน่าคาต้นก็มาจากฝนได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นการครอบถุงพลาสติกก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี

🔰4. ตัดกิ่งให้โดนแดด

หลายครั้งที่ขนุนผลอ่อนเน่าคาต้นอาจจะเกิดจากการที่ไม่โดนแสงแดดเลยเป็นเวลานาน ซึ่งแสงแดดนั้นสามารถช่วยให้ลดการเกิดเชื้อราได้เป็นอย่างดี จึงควรหมั่นตัดแต่งกิ่งขนุนให้โปร่งอย่าให้ทึบจนเกินไปนักและทำการถางบริเวณโคนต้นให้สะอาดเตียนโล่งอยู่เสมอก็สามารถลดการเกิดเชื้อราในผลขนุนได้ค่ะ

เป็น 4 วิธีง่ายๆที่ช่วยให้ขนุนอ่อนเติบโตได้ดีและแข็งแรงไม่เน่าคาต้นเสียก่อน ใครปลุกขนุนไว้แล้วเจอปัญหานี้ก็ลองไปประยุกต์ใช้ดูนะคะ

Credit : http://postnoname.com/jackfruit-bears-fruit-and-on-the-tree/

☎️ปรึกษาปัญหาเกษตรโทร.02-104-9999

ทักแชท 📲https://m.me/kasetnewstv

📲ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

📲กด Like 👍และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺หมายเลข 72

#ข่าวเกษตร #เกษตรนิวส์ #เกษตรอินทรีย์ #ขนุน

เปิดตัวข้าว 4 พันธุ์ใหม่

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2565 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ ครั้งที่ 1/2565 โดยมีผู้บริหาร ผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมการพิจารณารับรองพันธุ์ ณ ห้องประชุมรวงข้าว อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่าการประชุมครั้งนี้ได้มีการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวของคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์ได้แก่ กข93 กข95 กข97 และ กข101

🔰พันธุ์ข้าว กข93 (พุ่มพวงเมืองสองแคว) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก เป็นข้าวขาวอมิโลสปานกลาง มีลักษณะประจำพันธุ์ คือเป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง มีลักษณะเด่น คือ อายุเก็บเกี่ยวปานกลาง ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 767 กก./ไร่ (มีศักยภาพการให้ผลผลิต 934 กก./ไร่) ความสูง 131 ซม. ปริมาณอมิโลสปานกลาง 22.82 % ท้องไข่น้อย ตุณภาพการสีดีมาก ต้นเตี้ย ต้านทานการหักล้ม ต้านทานต่อโรคไหม้และค่อนข้างต้านทานโรคขอบใบแห้ง เหมาะสำหรับนาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่าง

🔰พันธุ์ กข95 (ดกเจ้าพระยา) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท เป็นข้าวขาวพื้นแข็ง มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ เป็นข้าวเจ้านุ่มไม่ไวต่อช่วงแสง ความสูง 110 ซม. คุณภาพการสีดีมาก ท้องไข่น้อย มีปริมาณอมิโลสสูงร้อยละ 29.78 อายุการเก็บเกี่ยว 95 – 100 วัน มีลักษณะเด่น คือ ผลผลิตสูงเฉลี่ย 885 กก./ไร่ (มีศักยภาพการให้ผลผลิตสูงสุด 1,213 กก./ไร่) ต้านทานต่อโรคไหม้และค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เหมาะสำหรับนาชลประทานภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลาง

🔰พันธุ์ กช97 (หอมรังสิต) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เป็นข้าวหอมไทย มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ อายุการเก็บเกี่ยว 111-114 วัน (ปักดำ) 106 วัน (หว่านน้ำตม) ผลผลิตสูงเฉลี่ย 767 กก./ไร่ (ศักยภาพการให้ผลผลิตสูงถึง 934 กก./ไร่) ความสูง 107 ซม. ปริมาณอมิโลสต่ำร้อยละ 15.25 เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง มีลักษณะเด่น คือ เป็นข้าวอมิโลสต่ำ ข้าวสุกนุ่มค่อนข้างเหนียว มีกลิ่นหอมเล็กน้อย ผลผลิตสูง 737 กก./ไร่

🔰พันธุ์ กข101 (ทุ่งหลวงรังสิต) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ ข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง อายุการเก็บเกี่ยว 118 วัน (ปักดำ) ผลผลิตสูงเฉลี่ย 779 กก./ไร่ (มีศักยภาพการให้ผลผลิต 1,070 กก./ไร่) ความสูง 117 ซม. ปริมาณอมิโลสปานกลางร้อยละ 21.67 ข้าวสุกค่อนข้าวนุ่ม ไม่เหนียว ไม่ร่วน และไม่มีกลิ่นหอม มีลักษณะเด่น คือ ต้านทานต่อโรคไหม้ พื้นที่แนะนำควรปลูกในพื้นที่นาชลประทาน ข้อจำกัดคืออ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยกระโดดหลังขาว

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล

☎️ปรึกษาปัญหาเกษตรโทร.02-104-9999

ทักแชท 📲https://m.me/kasetnewstv

📲 ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

📲กด Like 👍 และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺 หมายเลข 72

#ข่าวเกษตร#เกษตรนิวส์#เกษตรอินทรีย์#ปลูกข้าว

ไอเดียเกษตรกรยุคใหม่ “เพิ่มเงินให้ผลิตผลพื้นที่สูง”

เดิมทีไม่ได้อยากจะปลูกผักกินเองเพราะซื้อที่ตลาดง่ายกว่าเยอะ แต่ระยะหลังเห็นข่าวในโลกออนไลน์บ่อยๆว่า สารเคมีเกษตรทำให้คนป่วยเป็นมะเร็งและเสียชีวิต” เลยต้องกลับมาคิดใหม่ และสุดท้ายก็จบตรงที่ปลูกผักกินเองบ้าง โดยเน้นชนิดที่ตัวเองใช้ทำอาหารบ่อย เช่น โหระพา มะนาว พริก ส่วนผักอื่นก็หาจากตลาดโดยเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าประจำกับร้านที่มีตรารับประกันความปลอดภัยไม่ว่าจะเป็น เกษตรจีเอพี หรือเกษตรอินทรีย์ เพิ่มความเชื่อมั่นในการกินอาหารตามกระแส รักชีวิต รักษ์โลก

ช่วงนี้จึงสนใจศึกษาการเกษตรแบบประกันความปลอดภัยจากสารพิษ หลายคนฟังแล้วอาจทำหน้างง คำที่เข้าใจง่ายๆก็คือ เกษตรปลอดภัย” นั่นเอง ไอเดียที่อยากแนะนำให้เพื่อนเกษตรกร (หัวใจสีเขียว) นำไปปฏิบัติ ได้แก่

              1. สร้างจุดขาย ดี อร่อย ด้วยการปลูกผักในรูปแบบตลาดนิยมตามแนวทางของมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งเน้นไปทางอาหารเพื่อสุขภาพทั้งผัก ผลไม้ และธัญพืช ผลพลอยได้จากงานวิจัยทำให้เกษตรกรบนดอยสูงบ้านเรามีพืชเศรษฐกิจทางเลือกหลายชนิด พร้อมชุดองค์ความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิต ลดการใช้พื้นที่ปลูกเหลือแค่ 1 ไร่ ก็ได้เงินเท่ากับ 10 ไร่ เมื่อเทียบกับอดีต เรื่องจริง บ่ได้โม้นะเจ้า

           2. สร้างชีวิตใหม่ให้ดิน ปลูกอะไรก็ได้ผล เริ่มจากการปรับโครงสร้างดินให้โปร่ง ร่วนซุย เนื้อดินมีช่องว่างเพื่อเก็บอากาศ เก็บธาตุอาหาร และอุ้มน้ำ ส่งผลให้ต้นพืชเติบโตเร็ว แตกรากดี มีอากาศหายใจ มีน้ำเพียงพอ ในขณะเดียวกันช่องว่างระหว่างเม็ดดินยังเป็นแหล่งอาศัยของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ด้วย วิธีง่ายสุดและทำเองได้คือ การขึ้นแปลงและโรยปุ๋ยอินทรีย์ให้ทั่ว โดยสูตรที่ดีต้องมีส่วนผสมของมูลสัตว์ (แหล่งธาตุอาหาร) เศษพืชหรือเปลือกไข่ (แหล่งวิตามิน) และดินขุยไผ่ (แหล่งจุลินทรีย์ดี) อัตรา 2:1:1 ซึ่งอาจใส่ตัวช่วยให้ย่อยสลายเร็วขึ้น เช่น สารเร่ง พด. ไส้เดือนดินสีแดง (ขี้ตาแร่) หากมีทุนไม่มากก็ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมก่อนย้ายปลูก ซึ่งคล้ายกับว่าเป็นการทำคลังอาหารขนาดกว้างและลึกเท่ากับอาณาเขตรากพืช ย้ำว่าควรทำอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างดินที่ดีเหมาะแก่การเพาะปลูก

          3. สร้างเกราะป้องกัน ด้วยวัคซีนพืช เปรียบเสมือนการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-2019 โดยหลังฉีดพ่นวัคซีนพืชจะช่วย

1) กระตุ้นให้พืชสร้างระบบภูมิคุ้มกันภายในตามธรรมชาติ เพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ต้นทาง เช่น เพิ่มความหนาแน่นและความแข็งแรงให้กับเส้นขน ทำให้เนื้อเยื่อพืชตายทันทีเฉพาะส่วนที่เสียหาย
2) เคลือบต้นพืช เพื่อยับยั้งหรือควบคุมไม่ให้เชื้อสาเหตุโรคเจริญเติบโต และสร้างความเสียหาย
3) ส่งเสริมการเจริญเติบโต เพิ่มประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสง และการดูดซึมธาตุอาหารเข้าสู่ต้น

ตัวอย่างวัคซีนพืช เช่น ชีวภัณฑ์เกษตรป้องกันโรคพืชที่ผลิตจากแบคทีเรียบาซิลลัส สเตรปโตมัยซีส และราไตรโคเดอร์มา หรือที่เกษตรกรเรียกว่ายาเชื้อ ในทางตรงข้ามการพ่นสารเคมีส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์กำจัดศัตรูพืชมากกว่าซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายทางของสาเหตุ อย่างไรก็ตามคุณสมบัติของวัคซีนพืชที่จำหน่ายตามท้องตลาดมีหลายแบบและราคาต่างกัน การเลือกซื้อจำเป็นต้องศึกษาแหล่งผลิตที่มีคุณภาพและผ่านการรับรองมาตรฐาน เฉพาะเกษตรกรโครงการหลวงและโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงที่สนใจผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย สามารถติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โรงชีวภัณฑ์ มูลนิธิโครงการหลวง เบอร์โทร 053-114218 หรือ ID Line : ppcrpf นอกจากนี้ยังมีสูตรน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากไข่ไก่ 5 กิโลกรัม กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม แป้งข้าวหมาก 1 ก้อน และยาคูลท์ 1 ขวด

             4. สร้างมูลค่าเพิ่มเศษเหลือทิ้ง ปรับความคิดเดิมที่เข้าใจว่ารายได้หลักมาจากการจำหน่ายผลผลิตรับประทานสดอย่างเดียว เพราะปัจจุบันสามารถนำทุกส่วนของต้นพืชมาเปลี่ยนเป็นเงินได้แล้วในรูปแบบ

1) เครื่องดื่มแบบผงชงสำเร็จรูป เช่น ชาจากยอด ใบ และดอก
2) อาหารแปรรูป เช่น ผักผลไม้อบแห้ง
3) ส่วนขยายพันธุ์พืช เช่น กิ่งชำไม้ผล เมล็ดผัก
4) ปัจจัยผลิตเกษตร เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมัก วัสดุปลูก วัสดุเพาะกล้า วัสดุปรับปรุงดิน บรรจุภัณฑ์จากรากพืช เปลือก ตอซัง เศษพืชเหลือทิ้ง
5) ผลิตภัณฑ์ของใช้ ของที่ระลึก ของตกแต่งเก๋ๆ เช่น ดินสอจากกิ่งไม้ ถ่านดูดสารพิษ กระถางต้นไม้ย่อยสลายง่าย เฟอร์นิเจอร์เศษไม้ กระดาษเส้นใย กระเป๋า ของเล่น

ใครถนัดแนวไหนก็เริ่มเลย ส่วนวิธีทำสามารถเข้าไปเรียนรู้ได้ในช่องทางสื่อออนไลน์ และเว็บไซต์ทั่วไป

          5. สร้างชื่อบนโลกออนไลน์ ขายง่ายกว่าเดิม ไอเดียนี้ต้องรวมกลุ่มกันทำ คนเดียวอาจไปไม่รอด เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่สนใจสั่งซื้อของจากร้านค้าที่มีสินค้าให้เลือกหลายชนิด ของคุณภาพดีและส่งเร็ว สมาชิกแต่ละคนจึงต้องทำหน้าที่เป็นนักการตลาด นักบัญชี นักคิด นักพูด และพนักงานส่งของ วิธีนี้ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากจนทำไม่ได้ ตัวอย่างความสำเร็จ เช่น “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรโครงการฯ ห้วยเป้า อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่” ผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ของเพจ Facebook และ Line Official “น้ำ 3 สาย by ห้วยเป้า”

         6. สร้างรายได้จากหลากหลายช่องทางแต่ละกลุ่มลูกค้า แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยแบ่งช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้แก่ (1) ระยะสั้น เช่น ต้นอ่อนผัก 5-7 วัน กล้าต้นผัก 15-30 วัน ผักใบ 30-45 วัน (2) ระยะกลาง เช่น ผักผล กล้าต้นไม้ผล (3) ระยะยาว เช่น ไม้ยืนต้น ไม้กินหน่อ หากสามารถเปรียบเทียบราคาพืชตลอดปีด้วยจะดีมาก สำหรับเอาไปใช้วางแผนการปลูกให้ส่งผลิตผลได้ตรงเวลา และได้ราคารับซื้อผลิตผลที่สูง สิ่งสำคัญอีกประการคือ ต้องควบคุมต้นทุนการผลิต รวมทั้งหาแหล่งจำหน่ายหลักและแหล่งสำรองเพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจเกษตร ภายใต้สถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : www.fourfarm.com

เกษตรกรต้องรู้!!! ก่อนใช้โดรนเพื่อการเกษตร

ยุคนี้ถือเป็นยุคที่เกษตรกรต้องการความแม่นยำสูงในการทำการเกษตร ซึ่งน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก “โดรน” เพื่อใช้ในการเกษตร เพราะนวัตกรรมสุดล้ำนี้ได้เข้ามามีบทบาทในภาคการเกษตรเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเข้ามาเป็นตัวช่วยในการทำ เกษตรแบบแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการรดน้ำ การพ่นยา การให้ปุ๋ย การถ่ายภาพวิเคราะห์เพื่อตรวจโรคพืช ซึ่งทำให้เกษตรกรประหยัดเวลาการทำงาน ประหยัดแรงงาน และยังมีความปลอดภัยต่อผู้ฉีดมากกว่าการฉีดพ่นสารแบบดั้งเดิม หรือการใช้คนเดินฉีดด้วย
และล่าสุดแหล่งเงินทุนใหญ่ของพี่น้องเกษตรกร ได้ออกนโยบายเอาใจเกษตรกรยุคใหม่ ด้วยการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อ โดรนกันแล้ว ส่วนใครกำลังมองว่า “โดรน” นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อกิจการทางการเกษตร และจะหามาไว้ใช้ซักตัว ยังไงก็ต้องรู้กฎหมาย ก่อนจะนำมาใช้อย่างถ่องแท้พ แต่มีน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัม ต้องขึ้นทะเบียน โดรนที่มีน้ำหนักมากกว่า 25 กิโลกรัม ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และโดรนที่ติดตั้งกล้องถ่ายภาพต้องขึ้นทะเบียนทุกกรณ

โดรน” มีลักษณะการใช้งานแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก คือ ใช้สำรวจและวางแผนการผลิตพืช ไม่ว่าจะการสำรวจพื้นที่ ติดตามการเติบโตของพืช เพื่อนำมาคาดการณ์ผลผลิตหรือวางแผนการจัดการแปลง และประเภทที่สอง คือ ใช้เพื่อทุ่นแรง เช่น การหว่านเมล็ดพืช ปุ๋ย หรือฉีดพ่นสารเคมี โดรนถือเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะพืชที่มีลำต้นสูง

ทั้งนี้ การใช้โดรนในประเทศไทยมีข้อบังคับและกฎหมายควบคุมอยู่ จากพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 มีข้อบังคับที่เกษตรกรควรรู้ ดังนี้
– โดรนที่ไม่ติดตั้งกล้องบันทึกภาพและน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม ไม่ต้องขึ้นทะเบียน โดรนที่ไม่ติดตั้งกล้องบันทึกภาพ แต่มีน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัม ต้องขึ้นทะเบียน โดรนที่มีน้ำหนักมากกว่า 25 กิโลกรัม ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และโดรนที่ติดตั้งกล้องถ่ายภาพต้องขึ้นทะเบียนทุกกรณี
– การบังคับหรือปล่อยโดรนต้องสามารถมองเห็นได้ตลอดเวลาที่ทำการบิน และห้ามทำการบังคับโดยมองจากภาพของกล้องบนโดรน
– ห้ามบังคับโดรนเข้าใกล้อากาศยานที่มีนักบิน
– ห้ามทำการบินภายในระยะ 9 กิโลเมตรจากสนามบินหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยาน นอกจากจะได้รับอนุญาต
– ห้ามทำการบินโดยมีระยะห่างในแนวราบกับบุคคล ยานพาหนะ สิ่งก่อสร้าง หรืออาคาร น้อยกว่า 30 เมตร
– ห้ามทำการบินในบริเวณเขตห้าม รวมทั้งสถานที่ราชการ หน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล นอกจากจะได้รับอนุญาต

นอกจากนี้ การใช้โดรนยังมีเงื่อนไขก่อนทำการบิน ระหว่างทำการบิน และบทลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งเกษตรกรที่สนใจควรศึกษาข้อบังคับเหล่านี้เพิ่มเติม จะได้ไม่เกิดปัญหาที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 1 ปี และปรับถึง 40,000 บาท หากนำมาใช้อย่างถูกต้องและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดรน”ถือเป็นหนึ่งนวัตกรรมที่จะช่วยให้เกษตรกรไทยพัฒนาไปอีกขั้น

แหล่งอ้างอิงข้อมูล :

ขอบคุณ : ข้อมูลกฎหมายการใช้โดรน โดยBangkok Bank SME

เตือนภัย! ด้วงแรดมะพร้าวในมะพร้าว

ลักษณะของด้วงแรดมะพร้าว

“ด้วงแรดมะพร้าว” ตัวหนอนเมื่อฟักออกมาจากไข่ จะมีลำตัวสีขาว ขนาด 2 หัวกะโหลกมีสีน้ำตาลอ่อนกว้างประมาณ 2 – 2.5 มิลลิเมตร มีขาจริง 3 คู่ ด้านข้างลำตัวมีรูหายใจจำนวน 9 คู่ เมื่อหนอนเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 60 ถึง 90 มิลลิเมตร เมื่อวัยตัวเต็มวัยจะกลายเป็นด้วงปีกแข็งสีดำวาว ใต้ท้องสีน้ำตาลแดง มีขนาดกว้าง 20 – 23 มิลลิเมตร ยาว 30 – 52 มิลลิเมตร แยกเพศได้โดยตัวเต็มวัยเพศผู้มีเขาลักษณะคล้ายเขาแรดอยู่บนส่วนหัวยาวโค้ง

ลักษณะของมะพร้าวเมื่อถูกทำลายโดยด้วงแรดมะพร้าว

– ตัวด้วงแรดมะพร้าวจะเข้าทำลายโดยการบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบหรือยอดอ่อนของมะพร้าว รวมทั้งเจาะทำลายยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ ทำให้ใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเคล้ายหางปลา หรือรูปพัด

– หากโดนทำลายมาก ๆ จะทำให้ใบมะพร้าวที่เกิดใหม่แคระแกรน รอยแผลที่ถูกด้วงแรดมะพร้าวกัดเป็นเนื้อเยื่ออ่อนทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือทำให้เกิดยอดเน่า จนทำให้ต้นมะพร้าวตายในที่สุด

– ตัวหนอนจะพบได้ตามพื้นดินในบริเวณที่มีการกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก จะกัดกินและทำลายระบบรากของมะพร้าวปลูกใหม่ ทำให้พบอาการยอดเหี่ยวและแห้งเป็นสีน้ำตาล ต้นแคระแกร็นและไม่เจริญเติบโต

วิธีป้องกันด้วงแรดมะพร้าว

– ใช้วิธีเขตกรรม ทำความสะอาดสวนมะพร้าวเพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ของด้วงแรดมะพร้าว ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีที่สุด ถ้ามีกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขยะ กองขี้เลื่อย แกลบ ควรกำจัดออกไปจากบริเวณสวน หรือกองให้เป็นที่ หมั่นตรวจดู หากพบหนอนให้จับมาทำลายหรือเผากองนั้นทิ้ง

– มะพร้าวที่ยืนต้นตายควรโค่นลงมาเผาทำลาย ถ้าต้นยังสดอยู่เผาทำลายไม่ได้ ควรตัดออกเป็นท่อนสั้น ๆ แล้วนำมารวมกันไว้ ปล่อยให้ผุสลายไปเอง เพื่อล่อให้ด้วงแรดมะพร้าวมาวางไข่ แล้วเผาทำลายท่อนมะพร้าวเพื่อกำจัดทั้งไข่ หนอน และดักแด้ของด้วงแรดมะพร้าว ตอมะพร้าวที่เหลือให้ใช้น้ำมันเครื่องใช้แล้วราดให้ทั่วตอเพื่อป้องกันการวางไข่ได้

– ต้นมะพร้าวอายุ 3 – 5 ปี ให้ใช้ลูกเหม็นใส่บริเวณคอมะพร้าวที่โคนทางใบรอบ ๆ ยอดอ่อน ทางละ 2 ลูก ต้นละ 6 – 8 ลูก กลิ่นของลูกเหม็นจะไล่ไม่ให้ด้วงแรดมะพร้าวบินเข้าไปทำลายคอมะพร้าว

แหล่งอ้างอิงข้อมูล : ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมวิชาการเกษตร

วิธีห่อผลไม้…หวาน กรอบ เนื้อฉ่ำมาก

สูตรนี้ถือเป็นสูตรที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้รับการเผยแพร่มานาน นั่นคือ เทคนิคห่อผลไม้จะทำให้เนื้อหวานฉ่ำขึ้น โดยเทคนิคนี้ได้ผลและใช้ต้นทุนไม่มากเลยค่ะ โดยผลไม้ที่สาธิตในวันนี้คือ “ชมพู่” ค่ะ

เทคนิคการห่อ

ให้เตรียมถุง 2 ถุง คือถุงพลาสติกใสและถุงมืด ถุงมืดจะใช้ห่อผลไม้ในช่วงระยะแรก นั่นคือโดยปกติแล้วชมพู่ใช้เวลาในการเจริญเติบโตประมาณ 25-30 วัน ดังนั้นในช่วง 20 วันแรกให้เริ่มใช้ถุงมืดในการห่อชมพู่เพื่อรอให้เจริญเติบโตและป้องกันศัตรูพืชต่างๆ พอหลังจาก 20-25 วันแล้วให้ถอดถุงมืดออกแล้วจึงนำถุงพลาสติกร้อนไปห่อใหม่แทนถุงมืด ถ้าหุ้มด้วยถุงพลาสติกใสในช่วงหลังนี้จะช่วยให้พืชสังเคราะห์แสงด้วยตัวเองค่ะ

ทำไมผลไม้ถึงหวานฉ่ำอร่อยขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า?

ถุงพลาสติกร้อนจะช่วยให้การคายน้ำของผลไม้มีอัตราสูงมากขึ้นเมื่อคายน้ำออกแล้วแต่โมเลกุลของน้ำตาลก็ยังอยู่ เมื่อคายน้ำมากๆแล้วก็จะเริ่มดูดน้ำในลำต้นมาใช้ทดแทนใหม่รสชาติผลไม้จึงมีรสชาติเข้มและเด่นชัดขึ้น ทั้งนี้การห่อถุงร้อนยังมีผลพลอยได้ช่วยให้สังเคราะห์แสงด้วยตัวเองทำให้ผลชมพู่มีสีสันสวยงามขึ้นอีกด้วยค่ะ โดยเทคนิคนี้นิยมใช้กับผลไม้ทานเปลือกด้วย เช่น ชมพู่ พุทรา ฝรั่ง เป็นต้นค่ะ

เป็นเทคนิคง่ายๆที่หลายคนมองข้ามแต่กลับได้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อเลยนะคะ ใครปลูกผลไม้ลองวิธีนี้ไปใช้ดูนะคะ

ขอบคุณที่มา : รักบ้านเกิด