ขั้นตอนการทำเกษตร…ไม่มีวันจน!

วันนี้ขอนำเสนอเคล็ดลับการทำเกษตร 3 ขั้นตอน ที่ทำแล้วไม่มีวันจนมาฝากเพื่อนๆ เพื่อเป็นแนวทางในการทำการเกษตรให้ได้ผล ช่วยเพื่มผลผลิต ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ไปดูกันเลยจ้ารู้ไหมทำไมทำเกษตรแล้วถึงจน…

ก็จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ปุ๋ย-ยาแพง ค่าแรงงานแพง พันธุ์พืชราคาแพง แพงทุกอย่างช่วงนี้ ผลผลิตไม่ได้ราคา ภัยแล้ง-น้ำท่วมซึ่งถ้าไม่ได้อยู่ในวงการเดียวกัน เราก็จะเชื่อว่ามันจริงเพราะใครๆ ก็บอกอย่างนี้ทั้งนั้น แต่มันไม่จริง เพราะเหตุผลที่พูดมาทั้งหมด มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกษตรกรหรือทุกอาชีพจนก็คือ “รูรั่วของชีวิต” ซึ่งขณะนี้สังคมกำลังถูกกลืนโดยสื่อ ไม่ว่าจะเป็น ทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ต่างๆ หรือ ที่เราเรียกว่า “สังคมบริโภคนิยม”

แทบทุกอาชีพใช้จ่ายกันเกินตัว มีรูรั่วทั้งร่างกายเลยก็ว่าได้ ยิ่งถ้าเป็นเมืองใหญ่ๆ จะยิ่งเห็นชัด โดยเฉพาะเวลาขึ้นรถโดยสารหรือตามห้างฯหรือสวนหย่อม เราจะเห็นคนอยู่ในโลกส่วนตัวโดยไม่สนใจคนอื่นเลย เช่น หูก็เสียบหูฟัง ตาก็จ้องจอ(มือถือ/แท็บเล็ต/ไอแพด) ในขณะที่มือก็เขี่ยไปเรื่อยๆ ผมเรียกมันว่า “สังคมก้มหน้า” นี่แหละโลกยุค “ไร้พรมแดน” พอทุกคนเสพสื่อมากๆ เข้าก็อยากเลียนแบบ อยากได้สิ่งต่างๆ ที่สื่อนำเสนอ ที่เห็นชัดที่สุดคือตอนเขาเปิดตัวโทรศัพท์ ไอโฟน รุ่นใหม่ที่ออกมา จะมีคนไปนอนรอเพื่อซื้อให้ได้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น

เคยคิดที่จะไปนอนรอทำงานบ้างไหม หรือ ถ้ามีญาติป่วยจะไปนอนเฝ้าเหมือนรอร้านขายโทรศัพท์เปิดไหม ฉะนั้นทุกคนถูกครอบงำให้ “อยากมี อยากได้ อยากเป็น” ยกเว้น “อยากตาย” จึงต้องหาเงินมาเพื่อซื้อเพื่อบำเรอหรือเพื่ออวดว่า “ฉันก็มีนะ” ฉันก็ทันสมัยนะ เช่น ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ต่างก็มีโทรศัพท์มือถือกันแทบทุกคน พอผมถามว่ามีไปทำอะไร ตอบว่ามีไว้ติดต่อได้ ลุกหลานมีธุระใครติดต่อก็สะดวก จริงในแง่นั้นแล้วที่บ้านมีกี่เครื่อง?มีคนละเครื่อง ทุกเครื่องมีค่าใช้จ่ายมั้ย? ไปคิดต่อเอาเอง นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น

พอทุกคนถูกครอบงำทำให้เกิดความอยากได้ อยากมี อยากอวดก็ต้องหาเงินมาซื้อ เงินรายได้ไม่พอก็ต้องหาหยิบยืม หากู้ หรือ รูดบัตร(ถ้ามี) บางคนถึงกับอยากรวยทางลัด เช่น ซื้อหวย เล่นการพนัน หรือกระทั่งขายยาเสพติดก็เอา นี่คือรูรั่วที่เกือบทุกคนมี ฉะนั้นสิ่งแรกที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นไม่ใช่การเพิ่มรายได้ เพราะถ้ายิ่งมีรายได้เพิ่ม รูรั่วก็จะยิ่งขยายใหญ่ขึ้นจะยิ่งจน หนทางเดียวที่จะหายจน คือ ต้องอยู่อย่าง “อดอยาก” ทุกวันนี้เราไปแปลคำว่า “อดอยาก” ว่า “ไม่มีจะกิน” แต่ความจริงแล้วคำว่า “อดอยาก” มาจากคำว่า “อด” กับคำว่า “อยาก” ซึ่งแปลว่าให้อด(ลด)ความอยากลงบ้าง ที่จนทุกวันนี้เพราะเรา “อยากเยอะ อยากมี” ถ้าเราไม่ลดความอยากลง ต่อให้มีรายได้มากแค่ไหนก็จะจน เพราะความอยากล้ำหน้าแล้วความจนจะตามมา

เมื่อลดความอยากลงได้แล้วอาจโดยการทำบัญชีครัวเรือน จดทั้งรายรับ-รายจ่าย พอครบเดือนมาหักลบกลบกันดู จะเห็นว่าชีวิตเราอยู่ได้หรือไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ “ลดรายจ่าย” ให้ได้ก่อนโดยลดความอยากหรือกดข่มความอยากไว้ก่อนอย่าให้มันออกมามีอำนาจเหนือเรา เมื่อลดรายจ่ายได้จะเกิด “รายเหลือ” ขึ้นทันที ชีวิตก็จะดีขึ้นตาม เมื่อทำได้แล้วหลังจากนั้นค่อยมาหาทางเพิ่มรายได้ ถ้าทำได้อย่างนี้ “หายจนแน่ครับ”

ฉะนั้นเหตุผลที่เกษตรกรส่วนใหญ่บอกมาว่าที่ทำให้จนนั้นยังไม่ถูกต้อง ยิ่งในยุคที่คน “บูชาเงิน” หรือ “บูชาคนมีเงิน” โดยไม่สนที่มาของเงินที่มีว่า มีเพราะอะไร? ยิ่งไปกันใหญ่ เกษตรกรส่วนใหญ่จะเอาเงินเป็นตัวตั้ง เช่น ปลูกพืชเชิงเดี่ยวจำนวนมาก ๆ เมื่อขายจะได้เงินเยอะๆ แล้วจะเอาเงินนั้นมาซื้อทุกๆอย่าง ที่อยากได้ ทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างไม่จบสิ้น เช่น ผลผลิตล้นตลาดหรือเกิดภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง แมลงมา เชื้อราบุก ฯลฯ จะทำอย่างไร? การปลูกพืชเชิงเดี่ยวจึงก่อให้เกิดความเสี่ยงสูง เกษตรกรควรที่จะลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวลง และอย่าเน้นแต่ทำขายหันมาใส่ใจทำกิน ไม่ใช่เป็นชาวนาขายข้าวเปลือกจนหมดแล้วต้องมาซื้อข้าวสารกิน หรือ เป็นเกษตรกรแล้วต้องมาซื้อ พริก โหระพา ตะไคร้ ใบมะกรูด ฯลฯ ถ้าอย่างนี้ถือว่าล้มเหลว

ขอบคุณข้อมูลและภาพ : https://pagenews.net/2176/

แปรรูปเมล็ดมะม่วง…ขายได้กำไรดี!

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า มะม่วงเป็นผลไม้ที่สำคัญทางเศรษฐกิจของชนิดหนึ่งประเทศ นอกจากการขายผลเพื่อบริโภคสดแล้ว ยังมีการแปรรูปมะม่วงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและเพิ่มมูลค่า โดยพันธุ์ที่นิยมใช้แปรรูปกันอย่างกว้างขวางคือ มะม่วงพันธุ์แก้วขมิ้น

ซึ่งในกระบวนการแปรรูปมะม่วงจะมีส่วนเหลือทิ้งสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ในจำนวนดังกล่าวเป็นเมล็ดมะม่วงกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เกิดขยะเหลือทิ้งจากการกระบวนการแปรรูปมะม่วงเป็นจำนวนมากก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เมล็ดมะม่วงที่เหลือทิ้งจะมีส่วนที่เป็นเนื้อในเมล็ดมะม่วงอยู่ถึง 45-75 เปอร์เซ็นต์ของเมล็ดมะม่วงทั้งหมด ซึ่งเนื้อในเมล็ดมะม่วงมีไขมันเป็นองค์ประกอบ 7-12 เปอร์เซ็นต์ ไขมันที่สกัดได้จากเนื้อในเมล็ดมะม่วงมีคุณสมบัติพิเศษหลายประการ ทั้งการมีช่วงอุณหภูมิของการหลอมเหลวใกล้เคียงกับอุณหภูมิร่างกาย ทำให้สามารถละลายและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวมนุษย์ได้ดี

นอกจากนี้ยังมีรายงานการค้นพบสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดในไขมันจากเนื้อในเมล็ดมะม่วง เช่น สารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ และสารประกอบฟินอลิก ที่สามารถทำให้ผิวขาวขึ้น และป้องกันการเกิดริ้วรอยที่เป็นผลมาจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลผลิตเกษตร กรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยคุณสมบัติที่สำคัญของไขมันที่สกัดได้จากเนื้อในเมล็ดมะม่วงเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง พบว่า ไขมันเนื้อในเมล็ดมะม่วงแก้วขมิ้นมีกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวเป็นองค์ประกอบ 37.89 และ 62.11 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ มีจุดหลอมเหลวที่ 36.67 องศาเซลเซียส ซึ่งใกล้เคียงกับอุณหภูมิร่างกายของมนุษย์

เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติที่สำคัญทางเครื่องสำอาง พบว่ามีความสามารถในการยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชัน และยับยั้งกิจกรรมของเอนไซม์ไทโรซิเนสที่เป็นสาเหตุความหมองคล้ำของผิว รวมทั้งสามารถยับยั้งกิจกรรมของเอนไซม์ไฮยารูลอนิเดสที่ทำหน้าที่ในการย่อยกรดไฮยาลูรอนิคที่กักเก็บความชุ่มชื่นใต้ผิวหนัง และยังมีความสามารถในการยับยั้งกิจกรรมของเอนไซม์อีลาสเตสและคอลลาจีเนสที่เป็นสาเหตุของริ้วรอยและความเหี่ยวย่น

งานวิจัยนี้ได้นำไขมันเนื้อในเม็ดมะม่วงมาทำเป็นส่วนผสมสำคัญในการให้ความชุ่มชื่นในโลชั่นทาผิว ที่ปริมาณ 1.0-3.0 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก พบว่า ค่าความเป็นกรด-ด่างของโลชันเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. 478-2555 “ผลิตภัณฑ์ทาบำรุงผิว” และไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้และระคายเคืองโดยการทดสอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง

ดังนั้นไขมันเนื้อในเมล็ดมะม่วงพันธุ์แก้วขมิ้นที่ได้มาจากส่วนเหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปจึงสามารถใช้เป็นส่วนผสมเพื่อให้ความชุ่มชื่นในเครื่องสำอางต่าง ๆ ได้ และยังสามารถใช้แทนไขมันจากพืชที่มีราคาแพงเช่น ไขมันจากเมล็ดโกโก้และเมล็ดเชียที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องสำอางที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ซึ่งงานวิจัยนี้สอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนหนึ่งในกุญแจสำคัญของนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่โดยนำทรัพยากรและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ประโยชน์ในขั้นแรกไปแล้วนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตอีกครั้ง โดยอาจนำกลับมาใช้ใหม่หรือผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับส่วนเหลือทิ้งในกระบวนการผลิตเพื่อปริมาณขยะจากภาคการผลิตให้เป็นศูนย์ (ZERO WASTE)

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล : https://www.thailandplus.tv/

☎️ปรึกษาปัญหาเกษตรโทร.02-104-9999

ทักแชท 📲https://m.me/kasetnewstv

📲 ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

https://line.me/ti/p/%40kasetnews

📲กด Like 👍 และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺 หมายเลข 72

#ข่าวเกษตร#เกษตรนิวส์#เกษตรอินทรีย์#มะม่วง

กระดาษทำจากต้นปาล์มที่โค่นทิ้ง

ม.ทักษิณ เผยงานวิจัย ‘กระดาษทำจากต้นปาล์มที่โค่นทิ้ง’ ลดขยะทางการเกษตร

ผศ.ดร.นันทรัตน์ พฤกษาพิทักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้คิดค้นงานวิจัย “การพัฒนาบรรจุภัณฑ์กระดาษที่มาจากต้นปาล์ม” โดยการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) เพื่อลดปริมาณขยะทางการเกษตร และช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

ปาล์มน้ำมัน (Oil palm) จัดเป็นพืชผสมข้ามใบเลี้ยงเดี่ยว อยู่ในวงศ์ปาล์ม และเป็นพืชยืนต้นที่สามารถให้ผลผลิตทะลายสดได้ตลอดปี เริ่มจากที่ปาล์มมีอายุได้ประมาณ 2 ปีครึ่งหลังจากปลูก และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตทะลาย สดได้นานกว่า 20 ปี อีกทั้งยังเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกด้วย

โดยนวัตกรรมชิ้นนี้ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายง่าย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยในอนาคตจะมีการพัฒนาต่อยอด ผลิตให้เป็นลักษณะแผ่นบาง สำหรับนำมาห่อเป็นกระดาษของขวัญ เนื่องจากกระดาษจากเส้นใยปาล์มสามารถย่อยสลายได้ดีในธรรมชาติ

ทั้งนี้ บรรจุภัณฑ์กระดาษที่มาจากต้นปาล์มยังไม่ได้ทำเป็นรูปแบบเชิงพาณิชย์ เนื่องจากยังมีขั้นตอนการเพิ่มประสิทธิภาพเกี่ยวกับความสามารถในการต้านการซึมน้ำ โดยขณะนี้กำลังศึกษาการนำพอลิเมอร์ที่ย่อยสลายได้มาเคลือบตัวเยื่อของลำต้นปาล์มอีกครั้ง เพื่อให้ตัวผลิตภัณฑ์กระดาษจากต้นปาล์ม สามารถสัมผัสกับอาหารได้ โดยไม่รั่วซึม

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล

https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9650000038319

ปรึกษาปัญหาเกษตรโทร.02-104-9999

ทักแชท 📲https://m.me/kasetnewstv

📲 ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

https://line.me/ti/p/%40kasetnews

🚨 ช่องทำเกษตรอินทรีย์ 👉https://bit.ly/เกษตรเพียวเพียว

—————————

📲กด Like 👍 และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺 หมายเลข 72

#ปาล์มน้ำมัน#เกษตรนิวส์

ระวังหนอน…บุกสวนถั่วเหลือง-ถั่วลิสง

ระยะนี้ถั่วเหลืองอยู่ในช่วงลำต้นกำลังเจริญเติบโต กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรให้เฝ้าระวังการทำลายของหนอนกระทู้ผัก ที่มักจะเข้าทำลายลำต้นและใบไปจนถึงระยะออกดอกและติดฝัก

โดยหนอนที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆ จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม แทะผิวใบด้านล่าง ทำให้เหลือแต่เส้นใบ เมื่อผิวใบแห้งจะมองเห็นเป็นสีขาว เมื่อหนอนโตขึ้นจะแยกกลุ่มออกไปกัดกินใบทั่วทั้งแปลง จะเริ่มกัดกินจากขอบใบเข้าไป

หากพบการระบาด นายศรุต สุทธิอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร แนะนำให้พ่น เชื้อไวรัสของหนอนกระทู้ผัก อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือพ่นสารฆ่าแมลง แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% EC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไตรอะโซฟอส 40% EC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คลอร์ฟลูอาซูรอน 5% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเมื่อใบถูกทำลาย 30% ในระยะก่อนออกดอก 1-2 ครั้ง

นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวัง หนอนม้วนใบ เข้าทำลายด้วย โดยหนอนม้วนใบที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ชักใยบางๆคลุมตัวไว้ แล้วกัดกินผิวใบ

เมื่อหนอนโตขึ้นจึงกระจายกันออกไปทั่วทั้งแปลง สร้างใยยึดใบพืชจากขอบใบของใบเดียวเข้าหากันหรือยึดใบมากกว่า 2 ใบเข้าหากันแล้วอาศัยกัดกินอยู่ในห่อใบนั้นจนหมดแล้วเคลื่อนย้ายไปทำลายใบอื่นต่อไป

หากพบการระบาดให้พ่นสารฆ่าแมลง แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% EC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไตรอะโซฟอส 40% EC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเมื่อใบถูกทำลาย 30% ก่อนออกดอก

“สำหรับถั่วลิสงอยู่ในช่วงระยะออกดอกและติดฝัก ให้เฝ้าระวัง โรคลำต้นเน่า หรือ โคนเน่าขาว ที่จะแสดงอาการเหี่ยวและยุบตัวเป็นหย่อมๆในแปลงปลูก บริเวณโคนต้นเหนือดินพบแผลสีน้ำตาลและมีเส้นใยของเชื้อราสาเหตุโรคสีขาวลักษณะหยาบ

ต่อมาเส้นใยของเชื้อราจะรวมตัวเป็นเม็ดเล็กๆ สีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำคล้ายเมล็ดผักกาด ต่อมาต้นจะแห้งและตาย โรคนี้พบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของถั่วลิสง แต่มักพบระบาดในระยะถั่วลิสงติดฝักถึงเก็บเกี่ยว”

ส่วนการป้องกันกำจัดโรค ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช แนะให้เกษตรกรเตรียมแปลงปลูกโดยไถพลิกดินตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อสาเหตุโรคที่อยู่ในดิน เนื่องจากเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ในดินได้นาน ด้วยการใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์ก่อนปลูกเพื่อปรับสภาพดินในแปลงปลูกควรมีการระบายน้ำที่ดี

จัดระยะปลูกให้เหมาะสมเพื่อให้โคนต้นโปร่ง แสงแดดส่องถึง และหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นเป็นโรคให้ถอนต้นและขุดดินบริเวณที่พบนำไปทำลายนอกแปลงปลูก

แล้วรดดินในหลุมและบริเวณใกล้เคียงด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช คาร์บอกซิน 75% WP อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โทลโคลฟอส-เมทิล 50% WP อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีไตรไดอะโซล 24% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีไตรไดอะโซล + ควินโตซีน 6% + 24% EC อัตรา 30-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร รดสารทุก 5 วัน อย่างน้อย 2 ครั้ง

และหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตควรทำลายซากถั่วลิสงโดยการไถกลบให้ลึกเพื่อตัดวงจรของเชื้อสาเหตุโรค รวมทั้งควรทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตร เช่น จอบ เสียม ทุกครั้งหลังใช้กับต้นที่เป็นโรค

.

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล

https://www.thairath.co.th/news/local/2484671

☎️ปรึกษาปัญหาเกษตรโทร.02-104-9999

ทักแชท 📲https://m.me/kasetnewstv

📲ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

https://line.me/ti/p/%40kasetnews

📲กด Like 👍และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺หมายเลข 72

#ข่าวเกษตร #เกษตรนิวส์ #เกษตรอินทรีย์ #ถั่วเหลือง #ถั่วลิสง

วิธีทำไข่เค็มใบเตยง่ายๆ…ทำได้ที่บ้าน

วันนี้ขอชวนทุกท่านมาทำไข่เค็มแต่ไม่ใช่ไข่เค็มธรรมดาวันนี้จะมาทำสอนทำไข่เค็มใบเตยค่ะ ซึ่งไข่เค็มใบเตยนี้จะช่วงเพิ่มรสชาติให้ไข่เค็มธรรมดาหอมอร่อยยิ่งกว่าเดิม กลิ่นของใบเตยจะช่วยกลบกลิ่นคาวในไข่ ที่สำคัญยังมีประโยชน์กว่าเดิมอีกด้วย

วัตถุดิบที่ต้องเตรียม

1. ไข่เป็ด 50 ฟอง

2. ดินสอพอง 2 กิโลกรัม

3. เกลือ 1/2 กิโลกรัม

4. ใบเตยสด 1/2 กิโลกรัม

5. น้ำสะอาด

เหตุใดต้องใช้ไข่เป็นทำไข่เค็มใบเตย

เนื้อของไข่ขาวของไข่เป็ดมีความแข็งกว่าไข่ไก่เมื่อนำมาต้มแล้วจะได้เนื้อไข่ที่นุ่มไม่เละอร่อยพอดี อีกเหตุผลหนึ่งคือเปลือกของไข่เป็นเป็นมีรูพรุนค่อนข้างเล็กกว่าไข่ไก่เมื่อทำไข่เค็มจะช่วยให้เกลือซึมเข้าสู่เนื้อไข่ได้ดีและกลมกล่อม

ขั้นตอนการทำไข่เค็มใบเตย

1. เริ่มขั้นตอนแรกให้ทำการล้างคราบโคลนคราบดินของไข่เป็ดและใบเตยให้สะอาดและผึ่งลมให้แห้งสนิท

2. จากนั้นนำใบเตยมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วมาโขลกให้ละเอียด

3. ทำการบดดินสองพองให้เป็นผงแล้วนำมาผสมเข้ากับใบเตยและเกลือให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวระหว่างผสมให้ค่อยๆทะยอยเติมน้ำผสมเล็กน้อย

5. นำส่วนผสมที่ได้ทั้งหมดมาพอกกับไข่เป็ดให้มิดโดยกะให้มีความหนาจากเปลือกไข่ประมาณ 1 เซนติเมตร

6. ขั้นตอนสุดท้ายให้นำไข่ที่ได้มาวางใส่ถาดหรือตระแกรง เก็บไว้ในที่แห้งและอากาศถ่ายเท

วิธีการรับประทานไข่เค็มใบเตยให้อร่อย

เมื่อตั้งทิ้งไว้จนเวลาผ่านไปประมาณ 3 วัน สามารถนำมาทำขนมบัวลอยไข่หวานได้

เมื่อตั้งทิ้งไว้จนเวลาผ่านไป 7 วัน สามารถนำมาทำไข่เค็มดาวทำยำไข่เค็มดาวได้

เมื่อตั้งทิ้งไว้จนเวลาผ่านไป 20-30 วัน สามารถนำมาต้มเป็นไข่เค็มทานกับข้าวต้มหรือข้าวสวยได้ตามปกติ

ไข่เค็มใบเตยมีดีอย่างไร

ไข่เค็มใบเตยจะช่วยให้ไข่เค็มมีกลิ่นหอมซึมเข้าสู้เนื้อไข่ทำให้มีกลิ่นหอมไร้กลิ่นคาวและมีรสชาติที่ดีขึ้นทั้งนี้ยังสามารถช่วยขับปัสสวะได้ดี สำหรับท่านใดที่จะทำเป็นอาชีพก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ไข่เค็มธรรมดาให้มีราคาสูงขึ้นเป็นเท่าตัว

สำหรับใครที่เบื่อไข่เค็มธรรมดาก็ลองทำไข่เค็มใบเตยรับประทานกันดูนะคะ รับรองว่าอร่อยไม่เหมือนใครและประโยชน์เยอะ ซึ่งสามารถนำมาทำเป็นอาชีพเสริมได้ดีอีกด้วยค่ะ

ขอบคุณภาพและข้อมูล : postnoname

รู้จัก เจตมูลเพลิงแดง ต้านเนื้องอกลดเสี่ยง “มะเร็ง”

เจตมูลเพลิงแดง คือ สมุนไพร ที่มีสรรพคุณมากมาย หลายคนอาจรู้จักแล้วแต่ไม่รู้ว่าคือต้นนี้ เพราะบางพื้นที่เรียกไม่เหมือนกัน เช่น ภาคเหนือเรียก ปิดปิวแดง บางที่เรียกตั้งชู้โว้ หรือภาคอีสานบางที่เรียก ปิดปีแดง ทางใต้เรียกว่า ไฟใต้ดิน หรือในจังหวัดกาญจนบุรีและที่อื่นๆ รู้จักในชื่อ คุ้ยวู่

เจตมูลพลิงแดง  เป็นไม้พุ่มล้มลุกขนาดเล็ก  มีอายุหลายปี กิ่งก้านมักทอดยาว ยอดอ่อนเป็นสีแดง กลีบดอกมีสีแดงสด มีผลเป็นฝักกลม ทรงรียาว ยางจากรากเมื่อถูกผิวหนังจะทำให้ไหม้ พอง เหมือนโดนไฟจึงได้ชื่อว่า “เจตมูลเพลิง”

ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ราก ของต้นเจตมูลเพลิงสามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย โดยมีสรรพคุณ บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต แก้ธาตุพิการ ช่วยย่อยอาหารเจริญอาหาร แก้ปวดท้อง แน่นจุกเสียด ขับลมในลำไส้ กระจายลม กระจายเลือด แก้พยาธิ ท้องร่วง แก้ริดสีดวงทวาร บำรุงเลือด ช่วยฟอกโลหิต ระงับอาการปวดฟัน แก้ตัวร้อน รักษาฝี แก้ปอดชื้น ปอดบวม ขับเหงื่อ แก้โรคผิวหนัง แก้ปวดศีรษะและรังแค 

และคุณสมบัติสำคัญคือ การต้านการเกิดของเนื้องอก โดยถือเป็น 1 ใน สมุนไพรในตำรับยาแผนไทยที่เรียกว่า พิกัดเบญจกูล เป็นตำรับยาสำหรับใช้ปรับธาตุผู้ป่วยมะเร็งก่อนการรักษาด้วยตัวยาอื่น ประกอบด้วย ผลดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้านเหง้าขิงแห้งและรากเจตมูลเพลิงแดง ที่มีการศึกษาพบว่าสารสกัดของยาแผนไทย์ตำรับนี้ มีประสิทธิภาพในการต้านมะเร็งปอดได้ โดยสารที่ออกฤทธิ์ที่ดีในเซลล์มะเร็งทุกชนิด เป็นสารสำคัญในรากเจตมูลเพลิงแดงนั่นเอง

สรรพคุณจากส่วนอื่นๆ  คือ ลำต้น – ช่วยขับประจำเดือน แก้ปวดท้อง กระพี้ – แก้เกลื้อนช้าง  แก่นของต้น – แก้ขี้เรื้อนกวาง  แก้เรื้อนน้ำเต้า ดอก- แก้โรคที่ทำให้นาวและเย็น  ลูก- แก้พยาธิผิวหนัง แก้ฝี 

สูตรบรรเทาความเจ็บปวดจากมะเร็ง  (ห้ามกินในขณะที่มีอาการเป็นไข้)

ส่วนผสม : รากเจตมูลเพลิง 1 ราก + น้ำซาวข้าว 1 ถ้วย

วิธีทำ :  นำรากมาฝนกับหิน แล้วผสมกับน้ำซาวข้าว จนได้น้ำข้นขุ่น เพื่อดับพิษร้อน ประมาณ 1 ถ้วยกาแฟ

วิธีรับประทาน :  ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ (30 ซีซี) วันละ 2 เวลา เช้า-เย็น ก่อนอาหาร ประมาณ 3-7 วัน ตามอาการหนักหรือเบา

ข้อควรระวัง

1. ห้ามใช้ในสตรีระหว่างการตั้งครรภ์ เพราะจะทำให้มดลูกบีบตัว จนมีอาการแท้งได้

2. มีที่ทำให้ผิวหนังระคายเคืองอย่างแรง ทำให้ผิวหนังไหม้ เกิดตุ่มพองได้ หากใช้ในขนาดสูง จะกดการหายใจ เป็นพิษต่อไต  ทำให้เป็นอัมพาตและเสียชีวิตได้ เนื่องจากระบบหายใจล้มเหลว การใช้สมุนไพรนี้จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนไทย

ขอขอบคุณ : fourfarm.com

สูตรปลูกทุเรียน…ปลูกได้ทุกภาค

สูตรปลูกทุเรียน ปลูกได้ทุกภาค เหนือ กลาง อีสาน ใต้ วิธีวิธีปลูกทุเรียนให้โอกาสรอดสูง ตั้งต้นได้เร็ว เติบโตได้ไว ไม่เกิดปัญหา 1 ให้ใช้ต้นพันธุ์ที่เพาะชำ ออกรากมาแล้ว 5 เดือน ถึง 1 ปีต้นสูง ไม่เกิน 1 เมตร รากจะพร้อมปลูกเดินได้ดี พร้อมที่หาอาการกิน และลำต้นแข็งแรงพอดี ถ้าต้อกงารต้นใหญ่ๆผู้ปลูกมีประสบการในการดูรากและต้นพันธุ์ ตัดรากก่อนปลูกเป็น ก็สามารถ ใช้ต้นใหญ่ได้

2 ไม่แนะนำให้ใช้ต้นที่เป็นไม้ล้อมมาปลูก เนื่องจากราก เนื่องจากรากเค้าจะขดตัวอยู่ในถุงนานและรากออกมาแล้วเป็นจำนวนมากทำให้รากไม่สามารถหากินได้แล้ว ทำให้ยืนต้นตาย (แต่ถ้าต้องการต้นที่ใหญ่จริง ๆ ก็ต้องนำมาตัดรากออกบางส่วนก่อนปลูก แต่ก็เสี่ยงที่รากจะถูกกระทบกระเทือนมากเกินไปทำให้ตายได้

3 เวลาลงปลูกให้ขุดดินขนาด 50X50X50 ซ.ม. ระยะห่างระหว่างต้น 5X5 เมตร ส่วนใครจะปลูกระยะชิดให้อ้างอิงตามความรู้ของคนแนะนำ

4 ไม่รองปุ๋ยในดิน ไม่รองก้นหลุม การเอาปุ๋ยไปไว้ใต้ดินทำให้ระบบรากเสียหาย ขุด ปลูก ใช้หน้าดินกลม ไม่ต้องขุดหลุมลึก ให้ต้นไม้ลงไปแค่ครึ่งถุงดิน รากจะหากินบนหน้าดิน หรือไม่ต้องขุดหลุมก็ได้ใช้ดินมากลบทำพูนๆ และทำให้บริเวณที่ลงปลูกให้มีดินที่ร่วนซุยมากที่สุด เพื่อให้รากได้เดินหากินได้สะดวก

5 เรื่องจากการทำโคก (ยกโคนให้สูง) ที่จริงไม่จำเป็นต้องทำ หากที่น้ำไหลระออกได้ดี น้ำไม่ขัง แปลงไหนที่น้ำขัง พื้นที่ต่ำ ระบายน้ำยาก ถึงจำแนะนำให้ทำ หรือทำเป็นหลังเต่าก็ได้ คือยกร่องขึ้นสูง เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงและระบายได้อย่างรวดเร็ว ที่ไม่แนะนำให้ทำโคกสูงเพราะต่อไปต้นจะรับรับได้มาก ถึงฤดูที่ลมแรง ถ้ามีดอก ดอกร่วง มีลูกลูกจะหล่นมาก

6 หากต้องการใส่ปุ๋ย โรยด้านบนรอบโคน น้อย ๆ (ไม่ต้องรองปุ๋ยที่ก้นหลุมเด็กขาด ) ปุ๋ยที่ใส่ก็ให้ ปุ๋ย “ มีเฮ” สูตรเข็มข้นพิเศษและ มีเฮสูตรป้องกันและรักษาโรคเชื้อราในพืช หากให้ปุ๋ยสูตรมีเฮ ก็ไม่ต้องให้ปุ๋ยอื่น ๆ และและให้ตั้งแต่ลงปลูก

7 ปล่อยให้หญ้าให้ขึ้นถึงโคน ไม่ต้องถาก ถาง ไม่ถอน ไม่ทำลายหญ้า หากหญ้ารกสูงให้ตัดเอา (ไม่ต้องกลัวหญ้าแย่งอาหารพืช) การไว้หญ้าช่วยป้องกันรากโดนแดดเผาราก

8 ช่วงแรก ๆ ควรทำร่มบังแดงให้หรือปลูกกล้วยช่วยพรางแสงเพื่อต้นยังเล็ก ประมาณ 2 ปีแรกจะได้เก็บกล้วยไปขายด้วย แต่แม่ต้นใหญ่ขึ้นแล้วทุเรียนจะสู้แดดได้ ค่อยเอาต้นกล้วยออก หรือใครกางแสลนก็ให้เอาออกเมื่อต้นเริ่มสูง เพราะหลังจากนี้ทุเรียนจะชอบแดด

ใครทำแบบเดิมได้ผลอยู่แล้วก็ทำต่อไป แต่ถ้าใครทำมาแล้วไม่ได้ ปัญหาเยอะเหลือเกิน ก็นำวิธีนี้ไปปลูกดู เป็นอีกแนวทางผู้ที่อยากปลุกทุเรียน

ขอบคุณภาพและข้อมูล : pagenews.net

เจาะรูกระถาง…ปลูกพืชได้หลายชนิดในกระถางเดียว

ปลูกผักในกระถางถือเป็นวิธีปลูกผักที่หลายคนนิยมเนื่องจากสะดวกเคลื่อนย้ายง่ายและประหยัดพื้นที่ซึ่งโดยปกติแล้วในหนึ่งกระถางจะปลูกได้เพียง 1-2 ต้น เท่านั้น วันนี้จึงขอนำเสนอปลูกผักในกระถางให้กระถางหนึ่งสามารถปลูกได้หลายต้นด้วยการเจาะกระถางค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. ต้นกล้าพืชผัก

2. ขุยมะพร้าว

3. ขี้เถ้าแกลบ

4. ดิน

5. กระถาง

6. ลวดสำหรับแขวน

วิธีการทำ

1. เริ่มขั้นตอนแรกด้วยการเตรียมกระถางพลาสติกขนาดตามต้องการแล้วทำการเจาช่องรอบๆกระถาง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-5 เซนติเมตร

2. จากนั้นให้ผสมวัสดุปลูก ดิน 3 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ 1 ส่วน ขุยมะพร้าว 1 ส่วน แล้วผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำใส่กระถางจนเต็มดี

3. ขั้นต่อมาให้นำต้นกล้าพืชค่อยๆใส่ตามช่องที่เจาะช่องไว้และด้านบนกระถาง ด้านล่างกระถาง อย่างเบามือระมัดระวังอย่าให้เกิดความเสียหายกับต้นกล้า

4. ขั้นตอนสุดท้ายให้ทำการร้อยลวดเข้ากับกระถางแล้วนำไปแขวน รดน้ำให้ชุ่มให้ทั่วกระถาง ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ไม่นานพืชผักในกระถางก็จะเติบโตรอบๆเต็มกระถางค่ะ

โดยการปลูกพืชเจาะกระถางนี้สามารถปลูกผักต่างชนิดกันได้โดยสามารถเลือกพืชที่ช่วยส่งเสริมกันได้อีกด้วยค่ะ

Credit : http://postnoname.com/

☎️โทรเลย 02-104-9999 ,085-776-0707

📱ไลน์ @KasetNano

———-

👇 สั่งเลยได้ทุกร้าน 👇

🛍ลาซาด้า – ช้อปปี้ – ไลน์ช้อป

#เกษตรอินทรีย์#ปลูกผักสวนครัว

#นาโนที่ถูกที่สุดในท้องตลาด

ปลูกผักชีในตะแกงพัดลม…ไม่เน่าไม่เหี่ยวระบายน้ำง๊ายง่าย

วันนี้ขอนำเสนอไอเดียปลุกผักชีแบบง่ายๆโดยใช้ของเหลือใช้นั่นคือตะแกรงพัดลมนั่นเอง พัดลมเมื่อพังแล้วตะแกรงพัดลมสามารถนำมาปลูกผักได้ต่อได้เนื่องจากกลักษณะของตะแกรพัดลมที่มีความโปร่งแข็งแรงทนทานทำให้เหมาะอย่างยิ่งกับการนำมาปลูกผักโดยเฉพาะผักชีซึ่งสามารถระบายน้ำได้ดีไม่ขังทำให้ต้นเน่า

📌สิ่งที่ต้องเตรียม

1. เมล็ดผักชีพันธุ์ดี

2. ตะแกรงพัดลมเก่า

3. ดินสำหรับปลูก

4. ขุยมะพร้าว

5. ปุ๋ยคอก

6. กาบมะพร้าวหั่นเต๋า

📌วิธีการทำ

1. เริ่มขั้นตอนแรกด้วยการนำเมล็ดผักชีมาแช่น้ำอุ่นไว้ 1 คืน เพิ่มเพิ่มอัตราการงอก เลือกเมล็ดที่จมมาเพาะส่วนเมล็ดที่ลอยถือเป็นเมล็ดเสียให้ทิ้งไป

2. จากนั้นให้นำตะแกรงพัดลมส่วนล่างมาปูด้วยกาบมะพร้าวหั่นเต๋าแล้วทำการผสมมดินปลูก ขุยมะพร้าว ปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 13

:1:1 ให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว

3. ขั้นต่อมาให้นำเมล็ดผักชีที่แช่น้ำแล้วมาโรยให้ทั่วตะแกรง ระมัดระวังอย่าให้แน่นเกินไปและเมล็ดผักชีซ้อนทับกัน

4. นำตะแกรงด้านบนมาประกอบเข้าด้วยกันอาจนำไปแขวนหรือนำไปตั้งไว้บนเสาก็ได้เพื่อระบายน้ำได้ดีและประหยัดพื้นที่

5. รดน้ำสะอาดตามให้จนชุ่มโดยรดทุกวัน เช้า-เย็น หมั่นถอนวัชพืชที่อาจะขึ้นมา

6. เมื่อปลูกผักชีได้ 7 วันก็จะสังเกตได้ว่าเริ่มมีต้นอ่อนของผักชีขึ้นมาให้เห็น ในช่วงนี้ถ้ามีต้นไหนไม่แข็งแรงให้ถอนออกได้เลย

7. เมื่อปลูกครบ 45 วัน ผักชีก็จะโตเต็มตะแกรงพัดลมแล้วค่ะ โดยในช่วงปลูกสามารถบำรุงพืชผักด้วยฮอร์โมนต่างๆ เพื่อกระตุ้นการเติบโตของผักชีได้

📌ประโยชน์ในการปลูกผักชีในตะแกรงพัดลม

1. ระบายน้ำได้ดีเหมาะกับการปลูกช่วงน้ำท่วม

2. ประหยัดค่าภาชนะปลูกเนื่องจากใช้ของเก่าเหลือใช้

3. รากและต้นผักชีไม่เน่าง่าย

เป็นการใช้ของเหลือใช้มาทำประโยชน์ทางการเกษตรที่เหมาะกับการปลูกผักชีอย่างยิ่งที่สำคัญใช้พื้นที่น้อยและประหยัดค่าภาชนะอีกด้วย

☎️ปรึกษาปัญหาเกษตรโทร.02-104-9999

ทักแชท 📲https://m.me/kasetnewstv

📲ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

https://line.me/ti/p/%40kasetnews

📲กด Like 👍และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺หมายเลข 72

#ข่าวเกษตร #เกษตรนิวส์ #เกษตรอินทรีย์ #ปลูกผัก

เทคนิค “ปลูกมะพร้าวน้ำหอม” ให้หอมหวานตรึงใจผู้บริโภค

มะพร้าวน้ำหอม ที่วางขายในตลาดพอจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเกษตรกรเริ่มจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยคุณสมบัติจะเป็นมะพร้าวที่มีเนื้ออ่อน น้ำหอมบริสุทธิ์เมื่อบริโภคจะทำให้ได้รับวิตามินและเกลือแร่ที่ช่วยบำรุงสมองและเสริมร่างกายให้แข็งแรง

มะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกง่าย ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำให้ผลผลิตตอบแทนต่อเนื่องนานกว่า 10 ปีการปลูกในเชิงการค้าจะให้ผลตอบแทนคุ้มทุนหรือไม่วันนี้ได้นำแนวทางการปลูกและการผลิตมะพร้าวน้ำหอม หอมหวานตรึงใจผู้บริโภคพืชเศรษฐกิจสำคัญเชิงการค้า จากผู้รู้มาบอกเล่าสู่กัน

ผศ. ประสงค์ ทองยงค์ หรือ อาจารย์ประสงค์ เกษตรกรทำสวนมะพร้าว เล่าให้ฟังว่า ในวัยเด็กได้ช่วยคุณพ่อที่มีอาชีพทำสวนมะพร้าว จึงมีความผูกพันกับมะพร้าวมาต่อเนื่อง เมื่อเรียนจบได้ไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และเมื่อเกษียนก็ได้มาสานงานปลูกสร้างสวนมะพร้าวต่อจากคุณพ่อ ถึงวันนี้ได้เสริมสร้างประสบการณ์มากว่า 55 ปี

อาจารย์ประสงค์ ทองยงค์ เกษตรกรปลูกมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพ

มะพร้าวมี 2 กลุ่ม คือ มะพร้าวน้ำหอม หรือ มะพร้าวอ่อนน้ำหอม และ มะพร้าวแกง มะพร้าวน้ำหอมปลูกได้ทั้งในที่ลุ่มและที่ดอน ในที่ลุ่มภาคกลางมักจะนิยมปลูกในระบบสวนด้วยการยกร่องแปลงปลูกให้สูง ระหว่างแปลงปลูก จัดให้มีร่องน้ำ การปลูกมะพร้าว ในระยะ 1-2 ปี ควรปลูกพืชอายุสั้นเป็นพืชแซม เช่น กล้วย มะละกอ หรือปลูกพืชผักชนิดต่างๆ เพื่อนำผลผลิตมาเป็นอาหารและขายเป็นรายได้เสริม ส่วนในที่ดอนมีแหล่งน้ำและมีฝนตกสม่ำเสมอ เช่น ภาคใต้ มักนิยมปลูกในระบบไร่ และก็มีการปลูกพืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด หรือสับปะรด เป็นพืชแซม

วิธีการปลูกพืชแซมเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการผสมผสานใส่ปุ๋ยและให้น้ำเพื่อลดต้นทุนการผลิตและเสริมรายได้เพื่อนำมาเป็นทุนหมุนเวียนในการผลิต และเมื่อต้นมะพร้าวอายุ 2 ปีขึ้นไป ก็จะหยุดปลูกพืชแซม เพราะเป็นช่วงที่ใกล้จะเริ่มเก็บผลมะพร้าวน้ำหอมไปขายได้แล้ว

การปลูกแบบยกร่องสูง และในระยะ 1-2 ปีแรก ควรปลูกมะละกอหรือพืชผักอายุสั้นเป็นพืชแซมเสริมรายได้

การปลูก วิธีปลูกให้ขุดหลุมปลูกกว้างยาวและลึก ด้านละ 50-75 เซนติเมตร สำหรับในที่ดอนขุดหลุมปลูกควรกว้างยาวและลึก ด้านละ 1 เมตร นำปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือใบไม้แห้งผุกับดินบนที่ตากแห้งใส่คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่รองก้นหลุมปลูกให้เต็มหลุม วางต้นพันธุ์เสมอกับปากหลุมปลูกในกรณีที่ปลูกบนที่ลุ่ม และวางต้นพันธุ์ปลูกต่ำกว่าปากหลุมในกรณีปลูกบนที่ดอน ปักไม้หลักผูกยึดกับต้นพันธุ์ป้องกันการโค่นล้ม เกลี่ยดินกลบ ควรปลูกให้ระยะระหว่างต้นและแถวห่างกัน 6-7 เมตร หรือปลูกเป็นลักษณะสามเหลี่ยมด้านเท่าก็ได้

การเลือกผลมะพร้าวคุณภาพมาเพาะเป็นต้นพันธุ์เพื่อนำไปปลูก

การใส่ปุ๋ย หลังจากปลูกมะพร้าวน้ำหอมได้ 1 ปี ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือมูลสัตว์เพื่อช่วยในการปรับปรุงดินให้มีคุณภาพและใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 ใส่ 1 กิโลกรัม ต่อต้น โดยหว่านรอบทรงต้น เมื่อต้นมะพร้าวเข้าปีที่ 2 ใส่ปุ๋ยสูตรเดิม 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น ในปีที่ 3 ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21-2 (เพิ่มแมกนีเซียม 200 กรัม) ใส่ 3 กิโลกรัม ต่อต้น ควรใส่ปุ๋ยอย่างน้อย 2 ครั้ง ต่อปีคือ ต้นฤดูฝนหรือเดือนพฤษภาคมและปลายฤดูฝนหรือในเดือนตุลาคมก็จะเจริญเติบโตได้ดี

การให้น้ำ ในที่ลุ่มปลูกมะพร้าวน้ำหอมแบบระบบยกร่องสวน จะให้ได้รับน้ำพร้อมกับพืชผักและไม้ผลอายุสั้น รากมะพร้าวจะแผ่ลงริมร่องสวนดูดซับน้ำ ทำให้ต้นเจริญเติบโตดีและได้ผลดก ส่วนการปลูกในที่ดอน หรือในฤดูแล้งหรือฝนไม่ตกต้องให้น้ำสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อยหรือได้รับน้ำพอเพียง จะช่วยให้ต้นมะพร้าวเจริญเติบโตได้ดี

การเก็บเกี่ยว การปฏิบัติดูแลรักษาที่ดี เมื่อต้นมะพร้าวน้ำหอมอายุ 2 ปีครึ่ง หรือนับตั้งแต่ออกช่อดอกหรือจั่นได้ 190-200 วัน ก็จะพัฒนาเป็นผลอ่อน มีน้ำหวานหอม เนื้ออ่อนนุ่ม และมีกะลาที่แข็งทนทานต่อการขนส่ง ก็จะเริ่มเก็บเกี่ยว ในรอบ 1 ปีจะตัดเก็บมะพร้าว 12-15 ครั้ง ในทุก 20 วัน จะตัดเก็บมะพร้าว 1 ครั้ง ครั้งละ 1 ทะลาย ทะลายละ 10-30 ผล

ลักษณะมะพร้าวน้ำหอมต้นเตี้ยคุณภาพ

ในช่วงอายุ 3-10 ปี ต้นมะพร้าวน้ำหอมจะยังเตี้ยอยู่ การตัดเก็บจะใช้วิธีเดินตัดทีละทะลาย เมื่อต้นมะพร้าวอายุ 10 ปีขึ้นไป ลักษณะต้นจะสูงขึ้น วิธีการตัดเก็บได้ใช้มีดตะขอผูกติดปลายกับไม้ไผ่ แล้วนำขึ้นไปเกี่ยวตัดครั้งละทะลายที่มีไม้ค้ำทะลายไว้ก่อนแล้ว จากนั้นจึงนำลงมา ก็จะได้ผิวผลมะพร้าวที่สวยงามและเก็บได้นาน 7 วัน จัดมะพร้าวใส่ในรถเข็นหรือรถสาลี่ลากจูงออกจากสวนไปเก็บไว้ที่โรงเรือน เพื่อเตรียมขนส่งไปยังโรงงานแปรรูปหรือตลาดท้องถิ่น

ตลาด ผลผลิตมะพร้าวจะมีพ่อค้าคนกลางหรือพ่อค้าในท้องถิ่นมารับซื้อถึงในสวน เพื่อนำไปขายที่ตลาดในเมืองหรือจังหวัดใกล้เคียง ราคาซื้อขาย 200-500 บาท ต่อทะลาย ส่วนพ่อค้ารายย่อยจะนำมะพร้าวน้ำหอมไปเปิดท้ายรถกระบะเล็ก ขาย 25-35 บาท ต่อผล หรือจัดน้ำและเนื้อมะพร้าวน้ำหอมใส่แก้วหรือใส่ถุงวางขายเพื่อบริการผู้กิน

อาจารย์ประสงค์ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในเชิงการค้าจะคุ้มทุนหรือไม่? นั้น ต้องรู้จักเลือกพื้นที่ปลูกเหมาะสม พันธุ์มะพร้าวดีมีคุณภาพ วิธีการปลูก ใช้ปัจจัยการผลิตผสมผสานเพื่อลดต้นทุน การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาที่ดีก็จะช่วยให้ได้ผลมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย ที่สำคัญคือ เป็นการยกระดับรายได้ของเกษตรกรได้นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มั่นคง

มะพร้าวน้ำหอมที่น้ำสะอาดบริสุทธิ์มีวิตามินและเกลือแร่ที่ดีต่อสุขภาพ

ด้วยคุณสมบัติของน้ำมะพร้าวน้ำหอมที่สะอาดบริสุทธิ์ มีวิตามินและเกลือแร่ การดื่มน้ำมะพร้าวน้ำหอมทุกวันหรือบ่อยๆ จะช่วยบำรุงสมองและทำให้สุขภาพแข็งแรง ผู้ที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมควรยึดปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือปลูกพอกินพอใช้และเหลือขายเสริมรายได้เป็นหนึ่งวิถีการดำรงชีพที่พอเพียงและมั่นคงได้

พ่อค้ารายย่อยนำมะพร้าวน้ำหอมสินค้าขายดีมาให้บริการผู้บริโภค

โดยสรุปจากเรื่อง มะพร้าวน้ำหอม หอมหวานตรึงใจผู้บริโภค พืชเศรษฐกิจสำคัญเชิงการค้าเป็นพืชที่ปลูกได้ทุกพื้นที่ในประเทศไทย ที่สำคัญประการหนึ่งคือ ควรตรวจดูคุณสมบัติของดินในพื้นที่ปลูกมีความเหมาะสมเพียงใด เพื่อความมั่นใจให้เก็บตัวอย่างดินใส่ถุงส่งให้หมอดินในชุมชนหรือส่งตรงไปยังกรมพัฒนาที่ดิน กรุงเทพฯ ให้ตรวจวิเคราะห์ดินว่ามีธาตุอาหารใดบ้าง เพื่อจะได้จัดการใส่ปุ๋ยให้ถูกสูตร ถูกอัตราส่วนและตรงกับระยะเวลา เพื่อให้ต้นมะพร้าวน้ำหอมเจริญเติบโต ลดต้นทุนการผลิตและให้ผลผลิตคุณภาพดี คุณภาพชีวิตผู้ปลูกมั่นคง

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : www.fourfarm.com/