เปลี่ยน “ยางพารา” เป็น “ยางพาราผง” ลุยทำผ้าเบรกรถยนต์

ผลผลิตยางพาราในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนมาก ในภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้เกษตรกรต่างประสบปัญหาด้านความผันผวนของราคา นักวิจัยไทย จึงพยายามคิดค้น นำยางพาราไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์

ล่าสุด กับผลงานชิ้นเยี่ยม ของศาสตราจารย์ ดร.ศราวุธ ริมดุสิต อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สามารถนำยางพาราไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ ‘ผ้าเบรกรถยนต์’ ซึ่งอาจารย์ได้เล่าถึงวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งผ้าเบรกรถยนต์ว่า เกิดจากการพัฒนาอนุภาคยางพาราผงละเอียดยิ่งยวด ด้วยการกราฟต์โคพอลิเมอไรเซชันสไตรีน ของอะคริโลไนไตรล์ ลงบนน้ำยางธรรมชาติผ่านกระบวนการอิมัลชัน และนำไปผ่านกระบวนการเชื่อมขวางด้วยลำอิเล็กตรอน

เพื่อผลิตเป็นอนุภาคยางพาราผงธรรมชาติละเอียดยิ่งยวด ด้วยกระบวนการอบแห้งและพ่นฝอย โดยในปฏิกิริยากราฟต์โคพอลิเมอไรเซชันด้วยสไตรีน และอะคริโลไนไตรล์สูงอยู่ที่ 71% และมีประสิทธิภาพในการทำกราฟต์โคพอลิเมอไรเซชันสูงถึง 63%

ด้วยอนุภาคยางพาราผงละเอียดยิ่งยวดมีลักษณะไม่เหนียวติดกันหรือเกาะกลุ่ม สามารถปรับสภาพขั้วบนพื้นผิวให้แหมาะสมกับการนำไปผสมกับวัสดุต่าง ๆ และมีขนาดโดยเฉลี่ย 3.56 um รวมถึงมีคุณสมบัติทางความร้อนสูง ซึ่งเหมาะแก่การนำไปประยุกต์ใช้เป็นสารตัวเติมในวัสดุเสียดทานชนิดโพลิเบนซอกซาซีนคอมโพสิต

จากการประเมินสมบัติทางทฤษฎีไตรโบโลยี พบว่า ชิ้นงานมีค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานและอัตราการสึกหรอ อยู่ในช่วงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมผ้าเบรกสำหรับยานยนต์ มาตรฐานเลขที่ มอก. 97-2557 กำหนด ทดแทนยางสังเคราะห์ได้ ซึ่งนับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางธรรมชาติ

ด้านต้นทุนการผลิตอนุภาคยางพาราขนาดละเอียดคิดเป็น 140 บาทต่อกิโลกรัม ต้นทุนการผลิตวัสดุเสียดทานชนิดโพลิเบนซอกซาซีนคอมโพสิตที่มีการเติมอนุภาคยางผงละเอียดยิ่งยวดที่ถูกปรับปรุงคุณสมบัติด้วยกราฟต์โคพอลิเมอไรเซชันด้วยสไตรีนและอะคริโลไนไตรล์ คิดเป็น 60 – 75 ต่อชิ้น

จากองค์ความรู้ของนวัตกรรมผ้าเบรกจากยางพาราผงนี้ จะมีการขยายผลพัฒนาต่อยอด เสริมศักยภาพในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงเป็นการช่วยส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนยางพาราให้ได้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์แปรรูปนี้มากยิ่งขึ้น

สำหรับผลงานชิ้นนี้เกิดจากความร่วมมือ ระหว่าง ศ.ดร.ศราวุธ ที่ได้ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ และบริษัท SCG โดยการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อพัฒนาอนุภาคยางพาราผงละเอียดดังกล่าว

ขอบคุณข้อมูล

https://www.spacebar.th/…/converting-rubber-to-car…

☎️ปรึกษาปัญหาเกษตรโทร.02-104-9999

ทักแชท 📲https://m.me/kasetnewstv

📲 ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

https://line.me/ti/p/%40kasetnews

📲กด Like 👍 และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺 หมายเลข 72

#ข่าวเกษตร#เกษตรนิวส์#เกษตรอินทรีย์#ยางพารา

แปรรูปลูกเหนา…อร่อยรสชาติดี

ที่กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านคลองบ่อแสน ต.บ่อแสน อ.ทับปุด จ.พังงา อาจารย์นิติพงษ์ ทนน้ำ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ได้เข้าเยี่ยมชมการผลิตลูกเหนา หรือลูกชก ผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของดีประจำถิ่นของจังหวัดพังงา ซึ่งนิยมนำมาทำเป็นเมนูลูกชกลอยแก้ว เป็นของหวานที่ได้รับความชื่นชอบทั้งคนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านไป-มาในพื้นที่อำเภอทับปุดและอำเภอเมืองพังงา

โดยมี นายสราวุฒิ กะมินสิน ประธานกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านคลองบ่อแสน และนายจำนง หอมหวน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 บ้านคลองบ่อแสน นำไปดูขั้นตอนการผลิตที่เริ่มต้นตั้งแก่การปีนไปตัดลูกเหนาที่ได้ขนาดกำลังดีไม่อ่อนหรือไม่แก่จนเกินไป ตัดเป็นช่อๆออกจากทะลาย แล้วผูกเชือกหย่อนลงมาให้คนรับด้านล่าง

เมื่อได้ตามจำนวนนวนแล้วก็จะตัดแบ่งเป็นท่อนๆใส่ในกระทะใบบัวต้มประมาณ2-3ชั่วโมง วางไว้ให้เย็น แกะลูกเหนาออกจากช่อ และนำไปตัดหัว แล้วใช้ไม้แคะเนื้อออกมาซึ่งแต่ละผลจะมี 3 เมล็ด จากนั้นก็จะนำไปล้างให้สะอาด ก่อนจะนำไปแปรรูปต่อเป็นลูกชกลอยแก้ว และสามารถนำไปทำได้อีกหลายเมนูทั้งคาวหวาน

นายจำนง หอมหวน ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า บ้านคลองบ่อแสนถือได้ว่าเป็นถิ่นกำเนิดของต้นเหนา บรรพบุรุษ ได้มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากต้นเหนามานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลเหนาสด น้ำตาลเหนาแดง น้ำตาลแว่น และลูกเหนา หรือลูกชก และปัจจุบันมีคนสืบทอดการทำอาชีพแปรรูปลูกเหนาน้อยลง เพราะมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยากใช้เวลานาน

สำหรับ”ต้นเหนา” หรือ “ต้นชก” ต้นไม้ตระกูลปาล์มที่พบในท้องถิ่น จ. พังงาและใกล้เคียง ชอบขึ้นตามแนวภูเขาหิน มีลำต้นตรง โตเต็มที่จะมีขนาดใหญ่กว่าต้นตาล สูงประมาณ 20-25 เมตร ใบยาวประมาณ 3 เมตร คล้ายใบมะพร้าวแต่ใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่า ก้านใบ ทางใบเหยียดตรงกว่ามะพร้าว มีรกสีดำตามกาบใบหนาแน่น

ต้นเหนาแต่ละต้นใช้เวลาถึง 25 ปี ถึงจะสามารถให้คนเก็บลูกเหนา หรือ ลูกชก ไปกินได้ เรียกว่า “ปลูกรุ่นพ่อ ได้กินรุ่นลูก” และหลังจากเริ่มเป็นลูกแล้ว ก็ต้องใช้เวลารออีกประมาณ 2 ปี จึงจะเริ่มตัดลูกเหนามาแปรรูปได้ จากนั้นเมื่อทยอยเก็บลูกหมดต้น มันก็จะยืนต้นตายเอง

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล : https://www.77kaoded.com/news/anothai-ngandee/

☎️ปรึกษาปัญหาเกษตรโทร.02-104-9999

ทักแชท 📲https://m.me/kasetnewstv

📲ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

https://line.me/ti/p/%40kasetnews

📲กด Like 👍และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺หมายเลข 72

#ข่าวเกษตร #เกษตรนิวส์ #เกษตรอินทรีย์ #ลูกเหนา

ใช้ได้จริงหรอ!! เบคกิ้งโซดาช่วยบำรุงดิน

การปลูกพืชให้งามสิ่งที่สำคัญและเป็นหนึ่งปัจจัยหลักก้คือดินที่ปลูกนั่นเอง ถ้าดินไม่ดีแล้วปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ดังนั้นวันนี้จึงขอนำเสนอสูตรปรุงดินง่ายๆด้วยเบคกิ้งโซดาของใช้สาระพัดประโยชน์ในครัว

🌈เบคกิ้งโซดาช่วยบำรุงดิน

เบคกิ้งโซดาสามารถปรับสภาพค่า Ph ของดินให้เป็นกลาง ลดความเป็นกรดของดินทำให้ดินดีพร้อมปลูกพืชผักทุกชนิด และยังช่วยกำจัดและป้องกันเชื้อราในดิน ช่วยเรื่องพืชใบเหลืองใบหงิก และยังสามารถช่วยกำจัดศัตรูพืชได้อีกด้วย

📌วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม📌

1 .เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ

2.น้ำสะอาด

👉ขั้นตอนการทำ

1.เริ่มจากนำเบคกิ้งโซดาผสมกับน้ำสะอาดปริมาณ 600 มิลลิลิตร แล้วค่อยทำการกรอกใส่ขวดจากนั้นเขย่าให้ส่วนผสมเข้ากัน

2. นำน้ำเบคกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาด 250 มิลลิลิตร ใส่ขวดสเปรย์แล้วนำไปฉีดพ่นทางดินและทางใบ

3. ใช้เบคกิ้งโซดาโรยรอบๆโคนต้นโคนต้นและพรวนดินกลบรดน้ำตามให้ชุ่มก็สำหรับบำรุงดินไม้ยืนต้นขนาดใหญ่

✅สูตรกำจัดศัตรูพืชต่างๆจากเบคกิ้งโซดา✅

นำน้ำเบคกิ้งโซดา 250 มิลลิลิตร ผสมกับน้ำส้มสายชู 250 มิลลิลิตร ในอัตราส่วน 1:1 แล้วนำไปราดรังหรือตามโคนต้นไม้ตามใต้ใบหรือยอดศัตรูพืช จะหมดไปและไม่มายุ่งกับพืชผักของเราอีกเลย

Credit : http://postnoname.com/

ติดตามข่าวสารดีได้ที่💬

เฟสบุ๊ค : เกษตรเขียวขจี เกษตรอินทรีย์ ปลูกพืช ลดต้นทุน ปุ๋ย ของแท้จากโรงงาน

ไลน์📲 @KasetGreen

☎️ปรึกษาปัญหาพืชฟรี ‼️

02-104-9999,082-662-6465

#เกษตรอินทรีย์#ยางพารา#ปลูกยางพารา

#เขียวขจีตัวท็อปฉีดอะไรก็งาม#รีวิวเขียวขจี

รุ่ง หรือ ร่วง!! ปลูกสะระแหน่ในถุงจะกินได้ไหม

#สะระแหน่ ถือเป็นพืชผักที่สามารถทำอาหารได้หลากหลายและปลูกง่าย เหมาะกับการปลูกเป็นพืชผักสวนครัว เมื่อเด็ดยอดแล้วก็สามารถแตกออกอีกได้เรื่อยๆ

วันนี้จึงขอนำเสนอวิธีการปลูกสะระแหน่แบบง่ายๆด้วยการปักชำสะระแหน่ในถุง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและใช้วัสดุเหลือใช้โดยที่เหมาะสำหรับคนพื้นที่น้อยอีกด้วยค่ะ การปลูกสะระแหน่ในถุงนี้ยังช่วยลดวัชพืชและศัตรูพืชทางดินได้ดีอีกด้วย

🔰สิ่งที่ต้องเตรียม🔰

1. กิ่งสะระแหน่

2. ถุงพลาสติกหูหิ้วเหลือใช้

3. ดินปลูก

4. แกลบดิบ

5. ขุยมะพร้าว

🔰วิธีการทำ🔰

1. เริ่มขั้นตอนแรกด้วยการผสมดินปลูกด้วยการนำดินปลูก 3 ส่วน แกลบดิบ 1 ส่วน ขุยมะพร้าว 1 ส่วน มาคลุกเคล้ากันเป็นเนื้อเดียว

2. จากนั้นให้นำกิ่งสะระแหน่มาตัดเป็นท่อนประมาณ 1 คืบ แล้วเด็ดใบออกให้เหลือกิ่งละ 2-3 ใบ

3. ขั้นต่อมาให้นำถุงเพาะไปแขวนไว้ที่ราวแล้วเจาะรูที่ก้นถุงเพื่อระบายน้ำขณะที่ปลูก

4. นำกิ่งสะระแหน่ที่เตรียมไว้มาปักลงไว้ในถุงเพาะที่เตรียมไว้ถุงละ 7-8 ต้น อย่าให้แน่นมากนัก

5. แล้วรดน้ำตามลงไปให้ชุ่ม เมื่อเวลาผ่านไป 3 วัน ก็จะพบว่าสะระแหน่เริ่มแตกใบอ่อนใหม่และเริ่มออกรากมาให้เห็น แสดงว่าการปลูกได้ผลต้นสะระแหน่รอด

6. หมั่นรดน้ำทุกวันและให้ปุ๋ยคอกหรือฮอร์โมนบำรุงต้นสะระแหน่ เมื่อเวลาผ่านไป 14 วัน ก็จะพบว่าสะระแหน่แข่งกันขึ้นเต็มถุงก็สามารถตัดเล็มยอดออกมาได้แล้วค่ะ

7. เมื่อผ่านการตัดยอดแล้วก็ให้ปุ๋ยคอกบำรุงต้นสะระแหน่โรยในถุงประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ แล้วรดน้ำตาม ก็จะช่วยให้สะระแหน่ที่จะออกรุ่นต่อๆ ไปงามและดกไม่แพ้รุ่นแรกค่ะ

เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยากเริ่มปลูกผักสวนครัวรับประทานก็เริ่มจากการปลูกสะระแหน่ก่อนก้ได้ค่ะ รับรองว่าเป็นง่ายมียอดให้เก็บแน่นอน

Cr. Postnoname

☎️ปรึกษาปัญหาเกษตรโทร.02-104-9999

ทักแชท 📲https://m.me/kasetnewstv

📲ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

https://line.me/ti/p/%40kasetnews

📲กด Like 👍และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺หมายเลข 72

#ข่าวเกษตร #เกษตรนิวส์ #เกษตรอินทรีย์

ขั้นตอนการทำเกษตร…ไม่มีวันจน

วันนี้ขอนำเสนอเคล็ดลับการทำเกษตร 3 ขั้นตอน ที่ทำแล้วไม่มีวันจนมาฝากเพื่อนๆ เพื่อเป็นแนวทางในการทำการเกษตรให้ได้ผล ช่วยเพื่มผลผลิต ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ไปดูกันเลยจ้ารู้ไหมทำไมทำเกษตรแล้วถึงจน…

ก็จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ปุ๋ย-ยาแพง ค่าแรงงานแพง พันธุ์พืชราคาแพง แพงทุกอย่างช่วงนี้ ผลผลิตไม่ได้ราคา ภัยแล้ง-น้ำท่วมซึ่งถ้าไม่ได้อยู่ในวงการเดียวกัน เราก็จะเชื่อว่ามันจริงเพราะใครๆ ก็บอกอย่างนี้ทั้งนั้น แต่มันไม่จริง เพราะเหตุผลที่พูดมาทั้งหมด มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกษตรกรหรือทุกอาชีพจนก็คือ “รูรั่วของชีวิต” ซึ่งขณะนี้สังคมกำลังถูกกลืนโดยสื่อ ไม่ว่าจะเป็น ทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ต่างๆ หรือ ที่เราเรียกว่า “สังคมบริโภคนิยม”

แทบทุกอาชีพใช้จ่ายกันเกินตัว มีรูรั่วทั้งร่างกายเลยก็ว่าได้ ยิ่งถ้าเป็นเมืองใหญ่ๆ จะยิ่งเห็นชัด โดยเฉพาะเวลาขึ้นรถโดยสารหรือตามห้างฯหรือสวนหย่อม เราจะเห็นคนอยู่ในโลกส่วนตัวโดยไม่สนใจคนอื่นเลย เช่น หูก็เสียบหูฟัง ตาก็จ้องจอ(มือถือ/แท็บเล็ต/ไอแพด) ในขณะที่มือก็เขี่ยไปเรื่อยๆ ผมเรียกมันว่า “สังคมก้มหน้า” นี่แหละโลกยุค “ไร้พรมแดน” พอทุกคนเสพสื่อมากๆ เข้าก็อยากเลียนแบบ อยากได้สิ่งต่างๆ ที่สื่อนำเสนอ ที่เห็นชัดที่สุดคือตอนเขาเปิดตัวโทรศัพท์ ไอโฟน รุ่นใหม่ที่ออกมา จะมีคนไปนอนรอเพื่อซื้อให้ได้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น

เคยคิดที่จะไปนอนรอทำงานบ้างไหม หรือ ถ้ามีญาติป่วยจะไปนอนเฝ้าเหมือนรอร้านขายโทรศัพท์เปิดไหม ฉะนั้นทุกคนถูกครอบงำให้ “อยากมี อยากได้ อยากเป็น” ยกเว้น “อยากตาย” จึงต้องหาเงินมาเพื่อซื้อเพื่อบำเรอหรือเพื่ออวดว่า “ฉันก็มีนะ” ฉันก็ทันสมัยนะ เช่น ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ต่างก็มีโทรศัพท์มือถือกันแทบทุกคน พอผมถามว่ามีไปทำอะไร ตอบว่ามีไว้ติดต่อได้ ลุกหลานมีธุระใครติดต่อก็สะดวก จริงในแง่นั้นแล้วที่บ้านมีกี่เครื่อง?มีคนละเครื่อง ทุกเครื่องมีค่าใช้จ่ายมั้ย? ไปคิดต่อเอาเอง นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น

พอทุกคนถูกครอบงำทำให้เกิดความอยากได้ อยากมี อยากอวดก็ต้องหาเงินมาซื้อ เงินรายได้ไม่พอก็ต้องหาหยิบยืม หากู้ หรือ รูดบัตร(ถ้ามี) บางคนถึงกับอยากรวยทางลัด เช่น ซื้อหวย เล่นการพนัน หรือกระทั่งขายยาเสพติดก็เอา นี่คือรูรั่วที่เกือบทุกคนมี ฉะนั้นสิ่งแรกที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นไม่ใช่การเพิ่มรายได้ เพราะถ้ายิ่งมีรายได้เพิ่ม รูรั่วก็จะยิ่งขยายใหญ่ขึ้นจะยิ่งจน หนทางเดียวที่จะหายจน คือ ต้องอยู่อย่าง “อดอยาก” ทุกวันนี้เราไปแปลคำว่า “อดอยาก” ว่า “ไม่มีจะกิน” แต่ความจริงแล้วคำว่า “อดอยาก” มาจากคำว่า “อด” กับคำว่า “อยาก” ซึ่งแปลว่าให้อด(ลด)ความอยากลงบ้าง ที่จนทุกวันนี้เพราะเรา “อยากเยอะ อยากมี” ถ้าเราไม่ลดความอยากลง ต่อให้มีรายได้มากแค่ไหนก็จะจน เพราะความอยากล้ำหน้าแล้วความจนจะตามมา

เมื่อลดความอยากลงได้แล้วอาจโดยการทำบัญชีครัวเรือน จดทั้งรายรับ-รายจ่าย พอครบเดือนมาหักลบกลบกันดู จะเห็นว่าชีวิตเราอยู่ได้หรือไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ “ลดรายจ่าย” ให้ได้ก่อนโดยลดความอยากหรือกดข่มความอยากไว้ก่อนอย่าให้มันออกมามีอำนาจเหนือเรา เมื่อลดรายจ่ายได้จะเกิด “รายเหลือ” ขึ้นทันที ชีวิตก็จะดีขึ้นตาม เมื่อทำได้แล้วหลังจากนั้นค่อยมาหาทางเพิ่มรายได้ ถ้าทำได้อย่างนี้ “หายจนแน่ครับ”

ฉะนั้นเหตุผลที่เกษตรกรส่วนใหญ่บอกมาว่าที่ทำให้จนนั้นยังไม่ถูกต้อง ยิ่งในยุคที่คน “บูชาเงิน” หรือ “บูชาคนมีเงิน” โดยไม่สนที่มาของเงินที่มีว่า มีเพราะอะไร? ยิ่งไปกันใหญ่ เกษตรกรส่วนใหญ่จะเอาเงินเป็นตัวตั้ง เช่น ปลูกพืชเชิงเดี่ยวจำนวนมาก ๆ เมื่อขายจะได้เงินเยอะๆ แล้วจะเอาเงินนั้นมาซื้อทุกๆอย่าง ที่อยากได้ ทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างไม่จบสิ้น เช่น ผลผลิตล้นตลาดหรือเกิดภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง แมลงมา เชื้อราบุก ฯลฯ จะทำอย่างไร? การปลูกพืชเชิงเดี่ยวจึงก่อให้เกิดความเสี่ยงสูง เกษตรกรควรที่จะลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวลง และอย่าเน้นแต่ทำขายหันมาใส่ใจทำกิน ไม่ใช่เป็นชาวนาขายข้าวเปลือกจนหมดแล้วต้องมาซื้อข้าวสารกิน หรือ เป็นเกษตรกรแล้วต้องมาซื้อ พริก โหระพา ตะไคร้ ใบมะกรูด ฯลฯ ถ้าอย่างนี้ถือว่าล้มเหลว

ขอบคุณข้อมูลและภาพ : https://pagenews.net/2176/

“ใบโอบะ”พืชต่างแดน…ทำเงินแสนต่อไร่!

#ต้นโอบะ เป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับกะเพรา โหระพา และสะระแหน่ กระจายพันธุ์อยู่ในประเทศญี่ปุ่น สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน แต่ที่นิยมคือใบที่มีรูปทรงกลมปลายแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย กลิ่นหอมฉุน

ปัจจุบัน มีผู้ปลูกอยู่ในประเทศไทยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ที่สำคัญโอบะเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ในพื้นที่ดินร่วนซุยและน้ำไม่ท่วมขัง ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีแดดรำไร แสงประมาณ 60%

ต้นโอบะ มีระยะเวลาปลูกประมาณ 50-60 วัน จะเริ่มเก็บใบ และจะมีอายุการเก็บได้ประมาณ 4-5 เดือน จากนั้นตัดแต่งกิ่งหรือปลูกใหม่ ขึ้นอยู่กับสภาพของต้นและแปลงปลูกนอกจากนี้ ต้นโอบะยังเป็นพืชที่ดูแลง่าย ให้น้ำวันละ 1 ครั้ง ฉีดปุ๋ยบำรุงต้นและใบสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หากต้นมีปริมาณใบมากเกินไปก็แต่งทรงพุ่มให้โล่งเพื่อให้แสงส่องผ่านป้องกันโรคและแมลง

สำหรับต้นทุนการสร้างโรงเรือน ค่าเมล็ดพันธุ์ และวางระบบน้ำ จะใช้ต้นทุนประมาณ 50,000 บาทต่อไร่ ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการลงทุนครั้งเดียว ส่วนการจำหน่าย ตัดใบ นับใบขายได้ใบละ 50 สตางค์ ถึง 1 บาท ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 70,000 บาท ต่อเดือน ต่อไร่

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล : https://www.technologychaoban.com

☎️ปรึกษาปัญหาเกษตรโทร.02-104-9999

ทักแชท 📲https://m.me/kasetnewstv

📲ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

https://line.me/ti/p/%40kasetnews

📲กด Like 👍และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺หมายเลข 72

#ข่าวเกษตร #เกษตรนิวส์ #เกษตรอินทรีย์

ปลูกมะระในถังพลาสติก

วันนี้ขอนำเสนอวิธีปลูกมะระแบบง่ายๆที่ใช้ถังในการปลูกและเป็นวิธีที่ช่วยให้ปุ๋ยอัตโนมัติและไม้ต้องรดน้ำบ่อยอีกด้วยค่ะ โดยปลูกไม่ยากและประหยัดพื้นที่ได้เยอะค่ะ

📌สิ่งที่ต้องเตรียม📌

1. ต้นกล้ามะระ

2. ถังสีเหลือใช้

3. ขวดน้ำพลาสติก

4. ดินสำหรับปลูก

5. เศษผัก เศษอาหาร

6. น้ำหมักชีวภาพ

7. ไม้สำหรับทำค้าง

📌วิธีการทำ📌

1. เริ่มขั้นตอนแรกด้วยการเจาะถังสีและขวดน้ำพลาสติกให้ทั่วแล้วตัดก้นขวดออก

2. ขั้นต่อมาให้เทดินลงใส่ในถังสีเล็กน้อยแล้วปักขวดน้ำลงไปตรงกลางถังสี

3. จากนั้นให้เติมดินจนเต็มถังสีแต่เว้นไว้ไม่ต้องเติมใส่ขวดพลาสติกตรงกลาง

4. นำกล้าต้นมะระมาลงปลูกใส่รอบๆ ถังปลูกแล้วทำการนำเศษอาหารเศษผักมาใส่ไว้ในขวดพลาสติกตรงกลางแล้วเติมน้ำหมักชีวภาพลงไปแล้วปิดฝาทิ้งไว้

5. รดน้ำสะอาดตามให้ชุ่มดีแล้วตั้งทิ้งไว้ในที่แสงแดดรำไรจนต้นมะระอายุได้ประมาณ 15-20 วัน ให้นำไม้มาปักทำค้างไว้

6. เมื่อเวลาผ่านไป 45-50 วัน ก็จะมีผลมะระออกมาให้เห็น ในช่วงแรกที่เริ่มออกผลสามารถนำถุงกระดาษมาห่อเพื่อป้องกันศั ต รู พื ช เพื่อให้ผลมะระสวยไร้รอยเจาะ

7. ในส่วนของการหมักปุ๋ยด้วยเศษอาหารตรงกลางถังสามารถเติมเศษผักเศษอาหารเรื่อยๆ พร้อมใส่น้ำหมักชีวภาพเพื่อช่วยในการย่อยสลาย น้ำหมักปุ๋ยก็จะค่อยๆไหลซึมออกมาบำรุงต้นมะระที่ปลูกไว้

📌วิธีการเพาะเมล็ดมะระ📌

1. เตรียมกระถางแล้วใส่ดินสำหรับปลูกลงไปจนเต็ม จากนั้นให้นำตะเกียบมาจิ้มเป็นหลุมเล็กๆ ลึกประมาณ 1 นิ้ว

2. นำเมล็ดพันธุ์ดีมาหยอดลงหลุมหลุมละ 2-3 เมล็ด แล้วกลบดินบางๆ ตามด้วยฟางข้าวหรือเศษใบไม้คลุมดินด้านบนไว้รดน้ำตามให้ชุ่ม

3. เมื่อเวลาผ่านไป 5-7 วัน ก็จะเริ่มมีใบอ่อนงอกออกมาให้เห็น ให้เลือกต้นที่แข็งแรงที่สุดไว้หลุมละ 1 ต้น แล้วคัดต้นที่อ่อนแอเด็ดทิ้งออกไป

4. เมื่อเพาะกล้าจนมีใบจริงสัก 3-4 ใบก็ให้ขุดต้นกล้าไปแยกปลูกต่อได้เลยค่ะ

การปลูกมะระแบบนี้ต้นมะระได้รับปุ๋ยหมักเต็มที่ช่วยให้รากดูซึมอาหารและน้ำได้ดี มะระที่ปลูกด้วยวิธีนี้จะลูกใหญ่ผลสวยโดยไม่ต้องดูแลมาก

Credit : http://postnoname.com/planting-gourds-in-buckets-without…/

☎️ปรึกษาปัญหาเกษตรโทร.02-104-9999

ทักแชท 📲https://m.me/kasetnewstv

📲ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

https://line.me/ti/p/%40kasetnews

📲กด Like 👍และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺หมายเลข 72

#ข่าวเกษตร #เกษตรนิวส์ #เกษตรอินทรีย์ #ปลูกมะระ

ถ่านอัดก้อน…ออเดอร์ล้นขายไม่พอ

ที่ศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจชุมชนวิถีเศรษฐกิจพอเพียงบ้านเขาโหรง หมู่ที่ 12 บ้านเขาโหรง ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง ชาวบ้านได้จัดทำเป็นฐานการเรียนรู้ในโครงการกิจกรรมทำดีเพื่อแม่ใช้พลังงานอย่างพอเพียง โดยมีทั้งหมด 7 ฐาน ประกอบด้วย

1.ฐานการเรียนรู้จักรยานปั๊มลม เป็นการปั่นจักรยานสูบน้ำจากแหล่งรดน้ำต้นไม้ในแปลงเกษตร แทนการรดน้ำต้นไม้โดยการติดสปริงเกอร์และใช้ไฟฟ้า

2.ฐานการเรียนรู้การเผาถ่านอย่างง่าย ทั้งเผาถ่านจากกะลามะพร้าว เผาจากเศษไม้ทั่วไป หรือเผาจากไม้ฟืนในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร

3.ฐานการเรียนรู้เตาอบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งใช้อบพืชผลการเกษตร เช่น พริกไทย พริกขี้หนู ถั่วลิสง การตากปลาเค็ม และอบถ่านอัดแท่ง

4.ฐานการเรียนรู้เตาปิ้งย่างด้วยถ่านอัดแท่งที่ผลิตขึ้นเองจากถ่านไม้ฟืน

5.ฐานการเรียนรู้การใช้เตาอั้งโล่

6.ฐานการเผาถ่านไม้ฟืน และถ่านกะลามะพร้าว เพื่อนำมาทำถ่านอัดแท่งใช้ในการปิ้งย่าง

7.ฐานการเรียนรู้ในการใช้ไม้ฟืนในการต้มน้ำจากถังน้ำมันขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดไอน้ำอบก้อนเชื้อเห็ดได้ในปริมาณที่มากขึ้น

ซึ่งทุกฐานเรียนรู้จัดทำขึ้นเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้เห็นว่า สามารถใช้และผลิตพลังงานทดแทนได้ด้วยมือเรา ประหยัดเงินในการอัดก๊าซหุงต้ม และประหยัดเงินค่าไฟฟ้าได้อย่างมาก พร้อมทั้งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจทั่วไป

นอกจากนั้น ยังสามารถนำถ่านอัดก้อนใส่ถุงส่งขายเป็นรายได้เสริมในครัวเรือน เนื่องจากขณะนี้มีการสั่งเข้ามาจำนวนมากจนผลิตไม่ทัน โดยเฉพาะร้านหมูกระทะที่เกิดขึ้นจำนวนมากมายในยุคนี้ หรือชาวบ้านที่ซื้อไปทำหมูกระทะกินเองที่บ้าน จนมีเท่าไรก็ไม่พอขาย เพราะถ่านอัดก้อนเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก

โดยขายในราคากิโลกรัมละ 20 บาท แต่ในอนาคตอาจปรับราคาขึ้น เพราะถ่านอัดแท่งมีคุณภาพดี ติดไฟนาน ไม่มีควัน ไม่สิ้นเปลืองเหมือนกับถ่านไม้ทั่วไป

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล

https://mgronline.com/south/detail/9650000088417

☎️ปรึกษาปัญหาเกษตรโทร.02-104-9999

ทักแชท 📲https://m.me/kasetnewstv

📲ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

https://line.me/ti/p/%40kasetnews

📲กด Like 👍และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺หมายเลข 72

#ข่าวเกษตร #เกษตรนิวส์ #เกษตรอินทรีย์ #ถ่านอัดก้อน

2 ไอเดียระบบรดน้ำอัตโนมัติ ทำง่าย ไม่ใช้เงินสักบาท

การปลูกต้นไม้ ต้องหมั่นรดน้ำเช้า-เย็นทุกวัน แต่บางวันก็ทำงานจนดึก ไม่มีเวลารดน้ำ หรืออาจจะลืม วันนี้เราจึงนำไอเดียการทำที่รดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ มาฝากทุกคน เพื่อแก้ปัญหาสำหรับคนขี้ลืม หรือไม่มีเวลารดน้ำต้นไม้ แถมยังใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ในบ้าน ไม่ต้องลงทุนสักบาท จะทำอย่างไร ไปดูกันเลย

แบบที่ 1 รดน้ำอัตโนมัติด้วยขวดพลาสติก

สิ่งที่ต้องเตรียม

– ขวดน้ำพลาสติก ขนาดเล็กและใหญ่

– คัตเตอร์

ขั้นตอนในการทำ

1. ก่อนอื่นให้นำขวดพลาสติกทั้งสองขนาด ขวดเล็ก และขวดใหญ่ มาตัดครึ่งตรงกลางขวดออก ดูตามรูป โดยใช้ขวดเล็กเป็นฐาน ส่วนขวดใหญ่เป็นส่วนครอบขวดเล็กอีกที

2. จากนั้นให้ทำการขุดหลุม ให้มีความลึกเล็กน้อย ความกว้างพอดีกับขวด ให้ขุดหลุมไว้ใกล้ๆแปลงผักที่เราจะรดน้ำ

3. นำขวดขนาดเล็กที่ตัดแล้วไปวางลงในหลุม จากนั้นก็เติมน้ำให้เต็ม แล้วกลบดินรอบขวดให้แน่น

4. นำขวดใหญ่ที่ตัดแล้วมาครอบขวดเล็กไว้อีกที แล้วปล่อยให้ระบบน้ำทำงานเองอัตโนมัติ

หลักการทำงาน : สำหรับระบบรดน้ำต้นไม้แบบที่ 1 จะใช้หลักการทำงานจากแสงแดด โดยเมื่อแดดส่องกระทบกับขวดน้ำด้านนอก จะทำให้เกิดความร้อนสะสมภายในเกิดขึ้น แล้วน้ำที่บรรจุยู่ในขวดเล็กจะระเหยเป็นไอ เกาะตามภายในของขวดใบใหญ๋ที่ครอบอยู่ แล้วน้ำจะหยดลงสู่พื้นดิน ไปสู่รากพืชในที่สุด

แบบที่ 2 รดน้ำอัตโนมัติด้วยขวดนม

สิ่งที่ต้องเตรียม

– ขวดนม

– ขวดน้ำพลาสติกเล็ก

– คัตเตอร์

ขั้นตอนในการทำ

1. ก่อนอื่นให้นำ ขวดนม มาเจาะรูด้วยคัตเตอร์ เจาะให้ทั่วขวดหนึ่งด้าน ไว้สำหรับให้รากชอนไชถึงน้ำได้

2. ส่วนอีกด้าน ให้เจาะรูขนาดใหญ่เท่ากับปาก ขวดนม ไว้ ทำแบบเดียวกันกับขวดนมทั้ง 4 ขวด ดูตามภาพ

3. อีกด้านให้ตัดขวดเป็นร่องแนวยาว และทำแบบเดียวกันกับขวดนมทั้ง 4 ขวด

4. เมื่อตัด ขวดนม เสร็จเรียบร้อยทั้ง 4 ขวดแล้ว ก็ให้ใช้ปากขวดต่อใส่ช่องที่เจาะไว้ของอีกขวด ดูตามภาพ

5. ให้เลือก ขวดน ม 1 ขวด ตัดรูให้เท่ากับขนาดของปากขวดน้ำพลาสติกที่เตรียมไว้ แล้วก็เอาขวดพลาสติกมาใส่ลงไป ดูตามภาพ

6. จากนั้นก็เอาขวดทั้ง 4 ขวดมาต่อเข้าด้วยกัน ตามภาพแบบนี้เลย

7. เตรียมที่ปลูก โดยใส่ดินปลูกลงไปในกระถางพอประมาณ

8. จากนั้นก็นำขวดที่ต่อไว้เรียบร้อยแล้ว มาใส่ลงในกระถางที่เตรียมไว้

9. ใส่ดินกลบลงไปให้หมด กลบจนเหลือแค่บริเวณปากขวดน้ำที่ตัดก้นขวดไว้ เป็นที่ไว้สำหรับเติมน้ำใส่เข้าไป

10. จากนั้นก็นำต้นไม้มาลงปลูกได้ตามปกติเลย เราก็จะมีที่รดน้ำอัตโนมัติอยู่ในกระถางต้นไม้แล้ว

หลักการทำงาน : เป็นการใส่น้ำเก็บไว้ที่ขวดนมทั้ง 4 ขวด แล้วเมื่อพืชโตมีราก รากจะชอนไชไปตามรูที่เจาะไว้เพื่อกินน้ำ เราก็ไม่ต้องคอยรดน้ำทุกวัน แต่เติมใส่ไว้ก็พอ

ขอบคุณที่มา bitcoretech

กล่องให้น้ำอัจฉริยะ

เทคโนโลยีกล่องควบคุมการให้น้ำสำหรับการเพาะปลูก Water Fit Simple มีระบบใช้ควบคุมการให้น้ำแปลงปลูกแบบอัตโนมัติ ตั้งค่าเปิดปิดวาล์วน้ำหรือปั้มน้ำตามเวลา โดยผู้ใช้งานตั้งค่าผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟน คุณสมบัติและจุดเด่นของเทคโนโลยี

– ไม่ใช้ไฟฟ้า ใช้เพียงถ่าน 9 โวลต์ 1 ก้อน เป็นแหล่งพลังงาน (โดยถ่านสามารถใช้งานได้สูงสุด 1 ปี)

– ไม่ต้องใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ต กำหนดและปรับตั้งค่าได้ง่ายบนแอพพลิเคชั่นของโทรศัพท์สมาร์ทโฟน (ระบบแอนดรอยด์) ผ่านสัญญาณบลูธูท

– ต่อควบคุมวาล์วน้ำได้สูงสุด 4 ตัว หรือควบคุมปั๊มน้ำ 1 เครื่องร่วมกับวาล์วน้ำได้สูงสุด 3 ตัว ทำงานอิสระจากกัน

– กำหนดรูปแบบการให้น้ำได้ทั้งแบบให้น้ำทุกวัน วันเว้นวัน หรือบางวัน

– กำหนดจำนวนครั้งและระยะเวลาให้น้ำได้หลายช่วงในแต่ละวัน เช่น ให้น้ำ 3 ครั้ง เวลา 8.00น. ให้น้ำ 10 นาที เวลา 13.00 น. ให้น้ำ 8 นาที และเวลา 15.30 น. ให้น้ำ 5 นาที เป็นต้น

– รองรับเซนเซอร์วัดความชื้นดิน เซนเซอร์วัดปริมาณน้ำฝน เซนเซอร์วัดอุณหภูมิความชื้นสัมพัทธ์

ผ่านมา ทีม สวทช. ภาคเหนือ และผู้เชี่ยวชาญได้เข้ามาช่วยเก็บข้อมูลในเรื่องของต้นทุนการผลิตเปรียบเทียบก่อนและหลังใช้เทคโนโลยี

พบว่าเดิมเกษตรกรมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าน้ำมันในการขับรถเดินทางขึ้นไปรดน้ำแปลงพืชผักสมุนไพรทุกวันสูงถึง 12,960 บาท/ปี แต่หลังจากติดตั้ง WATER FiT Simple ก็เดินทางขึ้นไปดูแปลงเฉลี่ยอาทิตย์ละครั้ง คิดเป็นค่าน้ำมัน 1,728 บาท/ปี ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางถึง 11,232 บาท/ปี

นอกจากนี้ยังมีเวลาเหลือ ทำให้สามารถไปหาลูกค้าและเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 5,000 บาท/เดือน หรือ 60,000 บาท/ปี นับเป็นเทคโนโลยีดีๆ ที่ไม่เพียงตอบโจทย์การใช้ในพื้นที่ห่างไกลและไฟฟ้าเข้าไม่ถึง แต่ยังช่วยให้เกษตรกรใช้ทรัพยากรคุ้มค่า เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตได้เป็นอย่างดี”

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล

https://www.thaiquote.org/content/248141 https://www.nstda.or.th/home/news_post/water-fit-simple/embed/#?secret=hcIJn9BqTa#?secret=beaTpW2pIK

☎️ปรึกษาปัญหาเกษตรโทร.02-104-9999

ทักแชท 📲https://m.me/kasetnewstv

📲 ไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

https://line.me/ti/p/%40kasetnews

📲กด Like 👍 และ ติดตามเพจ 🌟

เพื่อรับข่าวสารด้านเกษตรก่อนใครได้ที่นี่

#ช่องเกษตรนิวส์ ดูได้ที่กล่อง PSI 📺 หมายเลข 72

#ข่าวเกษตร#เกษตรนิวส์#เกษตรอินทรีย์#เครื่องควบคุมน้ำ