ปลูกขึ้นฉ่าย ง่ายๆ สร้างรายได้งาม

การเตรียมปลูกและการปลูกขึ้นฉ่ายวิธีการปลูกขึ้นฉ่ายนั้นสามารถกระทำได้ 2 วิธีด้วยกันคือ

1. เพาะให้เมล็ดงอกก่อนเมื่อกล้าสูงประมาณ 2-3 นิ้วจึงทำการย้ายปลูก
2. หว่านเมล็ดในแปลงปลูก

หากปลูกแบบวิธีแรกต้องเตรียมดินแปลงเพาะให้ละเอียดที่สุดเนื่องจากเมล็ดพันธุ์มีขนาดเล็กมากโดยเฉลี่ยน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ 1 กรัมจะมีจำนวนเมล็ดประมาณ 2,000 – 2,200 เมล็ดเลยทีเดียวหลังจากเตรียมดินแปลงเพาะให้ละเอียดดีแล้วให้ใช้เมล็ดพันธุ์ 1 ช้อนชาผสมกับทราย 1 ถัง แล้วคลุกให้เข้ากันหว่านลงในแปลงเพาะขนาดเนื้อที่ 1 ตารางเมตร

หลังจากหว่านแล้วให้ใช้ฟางแห้งคลุมบางๆ แล้วรดน้ำด้วยฝักบัวฝอยวันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวันและเย็น เพื่อให้ดินชุ่มชื้นแต่อย่าให้น้ำขัง เมื่อผ่านไปประมาณ 7-10 วัน เมล็ดขึ้นฉ่ายจะงอกเป็นฝอย ๆ ในตอนนี้ควรใส่ปุ๋ยสตาร์ทเตอร์ รดเพื่อเร่งให้กล้าแข็งแรง เมื่อกล้ามีอายุได้ 6-7 สัปดาห์ จะมีลำต้นสูง 3-4 นิ้ว ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมกับการทำการย้ายกล้าเพื่อลงแปลงปลูก

สำหรับการปลูกแบบที่สอง ให้เตรียมแปลงปลูกเช่นเดียวกับแปลงเพาะ แต่ในการหว่านเมล็ดพันธุ์ให้ลดจำนวนลงให้น้อยกว่าการปลูกแบบเพาะกล้าเพื่อให้ง่ายต่อการทำการถอนแยก ซึ่งในการปลูกแบบนี้จะต้องทำการถอนแยก ซึ่งให้ทำการถอนแยกโดยเว้นระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 2-3 นิ้ว

ในการปลูกขึ้นฉ่ายนั้น หากอยากให้ลำต้นมีสีขาว ก็ควรหุ้มด้วยฟางหรือดินหรือตีไม้เป็นกรอบรอบๆ ต้น ให้แต่ละส่วนของใบโผล่ขึ้นมา 1 ส่วน 4 ของความสูงของลำต้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ส่วนล่างโดนแสง การบังแสงนี้จะทำประมาณ 3 สัปดาห์ จึงเอาออก ก็จะทำให้ได้ก้านใบขาว กรอบ หากไม่ทำการบังแสง ก้านใบจะมีสีเขียวจัด

การดูแลรักษาขึ้นฉ่ายหลังจากการย้ายกล้าลงแปลงใหม่ๆ ควรทำร่มเงาบังแสงแดดอยู่ประมาณ 3-4 วัน โดยค่อยๆ เปิดให้โดนแสงมากขึ้นทีละน้อยๆ จนกระทั่งต่อมาเปิดให้โดนแสงได้ตลอดวัน ในช่วงกลางคืนจะได้รับความชื้นจากบรรยากาศเต็มที่ ขึ้นฉ่ายไม่ชอบอากาศร้อนจัด ดังนั้นหากปลูกในฤดูร้อน ควรบังแสงแดดไว้ตลอดวัน จะทำให้ผักงามมาก

การให้น้ำควรรดน้ำทั้งตอนเข้าและตอนเย็น แต่ในการรดน้ำตอนเย็นต้องระวังอย่ าให้น้ำขังแฉะ เพราะจะทำให้ขึ้นฉ่ายมีเ ชื้ อ ร าเข้าทำ ล ายได้ น้ำที่ใช้รดควรเย็น เพราะผักนี้ชอบความเย็น ส่วนการให้ปุ๋ยนั้นมักใช้สูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 โดยใช้ในอัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ และควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเสริมในอัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ โดยเริ่มใส่เมื่อกล้ามีอายุได้ 10-15 วัน และปุ๋ยไนโตรเจนนั้นควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง โดยใส่แบบหว่าน

การเก็บเกี่ยวขึ้นฉ่ายหากปลูกโดยการย้ายกล้า ให้เริ่มนับวันหลังจากการย้ายกล้าไปประมาณ 50 วัน ถึงจะเริ่มทำการเก็บเกี่ยวได้ โดยในการเก็บนั้นให้เก็บแบบวันเว้นวัน ด้วยการถอนเก็บทั้งต้น

ลักษณะของต้นในระยะเก็บเกี่ยวควรอวบ สีเขียวอ่อนใส กรอบ ใช้เวลาการเก็บเกี่ยวทั้งหมด 30-45 ครั้ง หรือต้องเก็บให้หมดภายในระยะเวลาประมาณ 90 วัน เพราะถ้าหากทิ้งไว้นานกว่านี้จะทำให้ผักเป็นเสี้ยน เหนียว ไม่น่ารับประทาน

แหล่งที่มา https://www.plookphak.com

8 ความแตกต่างระหว่างผลผลิตเกษตรอินทรีย์กับ เกษตรธรรมดา

รู้หรือไม่? ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ กับ เกษตรธรรมดาแตกต่างกันอย่างไร? เรามีข้อมูลที่ทำให้คุณเข้าใจได้ง่าย ๆด้วย 8 ความแตกต่างระหว่างผลผลิตเกษตรอินทรีย์กับ เกษตรธรรมดา

เกษตรอินทรีย์ คืออะไร ชวนมาเกษตรอินทรีย์แบบพอเพียง แบบเข้าใจง่าย

เกษตรอินทรีย์

1. ใช้แนวคิดการเกษตรแบบองค์รวม คือเน้นอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศน์

2. เน้นการผสมผสานให้เกิดความหลากหลาย เช่น การนำมูลสัตว์มาทำปุ๋ยหมัก

3. มีการคัดเลือกพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นที่แตกต่างกัน

4. เน้นปัจจัยการผลิตในท้องถิ่น และใช้เทคโนโลยีชีวภาพที่ลดต้นทุนการผลิตและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

5. ใช้แรงงานคน สัตว์ และเครื่องทุ่นแรงขนาดเล็ก ใช้หลักการธรรมชาติในการจัดการศัตรูพืชและการปรับปรุงดิน

6. มีเป้าหมายการผลิต เพื่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความมั่นคงทางอาหาร

7. ผลผลิตมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ และ มีรสชาติที่ดี

8. ไม่มีสารพิษตกค้างเก็บรักษาได้ทนทาน

เกษตรอินทรีย์ ทุกเรื่องราวการทำเกษตรอินทรีย์ ความรู้ เทคนิควิธีต่าง ๆ

เกษตรธรรมดา

1. ใช้หลักการและแนวคิดการเกษตรแบบแยกส่วน คือเน้นเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของพืชที่ปลูกแต่ละชนิด

2. เน้นการผลิตแบบเชิงเดี่ยว (mono culture) ที่เป็นพืชหรือสัตว์เศรษฐกิจชนิดเดียว ในลักษณะเกษตรอุตสาหกรรม

3. ใช้พันธุ์ที่ได้จากการคัดเลือกทางพันธุศาสตร์เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง

4. เน้นเพิ่มผลผลิตจากปัจจัยภายนอก เช่น ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ฮอร์โมน ฯลฯ

5. ใช้เครื่องทุ่นแรงจากพลังงานการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

6. มีเป้าหมายเพื่อผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ มุ่งเน้นผลกำไรเป็นเครื่องชี้วัดผลสำเร็จ

7. ผลผลิตทั้งรูปร่างสีสัน กลิ่นและรสชาติจะมีความผิดเพี้ยน

8. มีสารปนเปื้อนตกค้าง และเก็บรักษาได้ไม่นาน

ขอขอบคุณข้อมูล : fourfarm.com

ลักษณะของข้าวที่สำคัญทางการเกษตร

เป็นลักษณะที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต และการให้ผลิตผลสูงของต้นข้าว ในท้องที่ที่ปลูก การทนต่อสภาพแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงเสมอๆ ตลอดถึงคุณภาพของเมล็ดข้าว ฉะนั้น พันธุ์ข้าวที่ดีจะต้องมีลักษณะเหล่านี้ดี และเป็นที่ต้องการ ของชาวนา และตลาด ลักษณะที่สำคัญๆ มี ดังนี้๑. ระยะพักตัวของเมล็ด (seed dormancy)เมล็ดที่เก็บเกี่ยวมาจากต้นใหม่ๆ เมื่อเอาไปเพาะ มักจะไม่งอกทันที มันจะต้องใช้เวลาสำหรับพักตัวอยู่ระยะหนึ่ง ประมาณ ๑๕-๓๐ วัน จึงจะมีความงอก ถึง ๘๐ หรือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ระยะเวลาหลังจากเก็บ เกี่ยวที่เมล็ดไม่งอกนี้ เรียกว่า ระยะพักตัวของเมล็ดข้าว พวกอินดิคาแทบทุกพันธุ์ มีระยะพักตัวของเมล็ด แต่ข้าวพวกจาปอนิคานั้น ไม่มีระยะพักตัว ระยะพักตัว มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะเป็นประโยชน์ สำหรับชาวนาในเขตร้อน ซึ่งมีฝนตก และมีความชื้นของอากาศสูงในฤดูเก็บเกี่ยว เพราะข้าวที่ไม่มีระยะพักตัวของเมล็ด จะงอกทันที เมื่อได้รับความชื้น หรือเมล็ดเปียกน้ำฝน ส่วนข้าวที่มีระยะพักตัว มันจะไม่งอกในสภาพดังกล่าว ซึ่งชาวนาจะได้รับผลิตผลเต็มที่ตามที่เก็บเกี่ยวได้
ข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วต้องเก็บเมล็ดไว้จนมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาสมบูรณ์จึงนำไปเพาะได้
ข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วต้องเก็บเมล็ดไว้จนมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาสมบูรณ์จึงนำไปเพาะได้
ระยะพักตัวของเมล็ดข้าว ส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในเมล็ดยังไม่สมบูรณ์ ฉะนั้น เมื่อได้เก็บเกี่ยวมาแล้ว เมล็ดจึงไม่งอกและต้องรอไป จนกว่าเมล็ดนั้น ได้มีการเปลี่ยนทางสรีรวิทยาครบสมบูรณ์เสียก่อน มันจึงจะงอก สำหรับข้าวป่านั้น มีระยะ พักตัวนานกว่าพันธุ์ข้าวที่ชาวนาปลูก บางครั้งเป็น เวลานานประมาณ ๕-๖ เดือน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ ระยะพักตัวใน ๓๐ วันแรก เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา และหลังจากนั้น เนื่องมาจากเปลือกนอกใหญ่ ที่ห่อหุ้มเมล็ดประสานกันแน่นมาก จนอากาศและน้ำเข้าไปไม่ได้ ฉะนั้น จะต้องแกะเปลือกนอกใหญ่ออกเสียก่อน แล้วจึงเอาเมล็ดไปเพาะในจานแก้ว เพื่อให้งอกตามปกติ ดังนั้น ระยะพักตัวของเมล็ดข้าวอาจเกิดขึ้นได้ด้วยสาเหตุทางสรีรวิทยา และลักษณะทางกายภาพของเมล็ด๒. ความไวต่อช่วงแสง (sensitivity to photoperiod)ระยะความยาวของกลางวันมีอิทธิพลต่อการออกดอกของต้นข้าว ดังนั้น พันธุ์ข้าวจึงแบ่งออกได้เป็น ๒ ชนิด โดยถือเอาความไวต่อช่วงแสง หรือระยะความยาวของกลางวันเป็นหลัก คือ ข้าวที่ไวต่อช่วงแสง และข้าวที่ไม่ไวต่อช่วงแสง๑) ข้าวที่ไวต่อช่วงแสงข้าวพวกนี้ออกดอก เฉพาะในเดือนที่มีความยาวของกลางวันสั้น ปกติเราถือว่า กลางวันมีความยาว ๑๒ ชั่วโมง และกลางคืน มีความยาว ๑๒ ชั่วโมง ฉะนั้น กลางวันที่มีความยาว น้อยกว่า ๑๒ ชั่วโมง ก็ถือว่าเป็นวันสั้น และกลางวันที่มีความยาวมากกว่า ๑๒ ชั่วโมง ก็ถือว่าเป็นวันยาว และพบว่า ข้าวที่ไวต่อช่วงแสงในประเทศไทย มักจะเริ่มสร้างช่อดอก และออกดอก ในเดือนที่มีความยาวของกลางวันประมาณ ๑๑ ชั่วโมง ๔๐ นาที หรือสั้นกว่านี้ ดังนั้น ข้าวที่ออกดอกได้ ในเดือนที่มีความยาวของกลางวัน ๑๑ ชั่วโมง ๔๐-๕๐ นาทีจึงได้ชื่อว่า เป็นข้าวที่มีความไวน้อยต่อช่วงแสง (less sensitive to photoperiod) และพันธุ์ที่ออกดอกเฉพาะในเดือนที่มีความยาว ของกลางวันประมาณ ๑๑ ชั่วโมง ๑๐-๒๐ นาที ก็ได้ชื่อว่า เป็นพันธุ์ที่มีความไวมากต่อช่วงแสง (strongly sensitive to photoperiod) ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์ จึงเรียกข้าวว่า พืชวันสั้น (short-day plant) พันธุ์ข้าวในประเทศไทยที่เป็นพันธุ์พื้นเมือง ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่มีความไวต่อช่วงแสง โดยเฉพาะข้าวที่ปลูกเป็นข้าว นาเมือง หรือข้าวขึ้นน้ำการปลูกข้าวพวกที่ไวต่อช่วงแสงจะต้องปลูกในฤดูนาปี (โดยอาศัยน้ำฝน บางครั้งจึงเรียกว่า ข้าวนาน้ำฝน) เพราะในฤดูนาปรัง กลางวันมีความยาวกว่า ๑๒ ชั่วโมง เดือนที่มีกลางวันสั้นที่สุด ได้แก่ เดือนธันวาคม และเดือนที่มีกลางวันยาวที่ได้สุด ได้แก่ เดือน มิถุนายน ความยาวของกลางวันจะเริ่มสั้น จนมากพอที่จะทำให้ข้าวพวกไวต่อช่วงแสงออกดอกได้นั้น คือ วันในเดือนกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม ข้าวที่มีความไวน้อยต่อช่วงแสง จะออกดอกในเดือนกันยายน ตุลาคม ซึ่งเรียกว่า ข้าวเบา ข้าวที่ออกดอก ในเดือนพฤศจิกายน เรียกว่า ข้าวกลาง และข้าวที่ออกดอกในเดือนธันวาคม มกราคม เรียกว่า ข้าวหนัก ด้วยเหตุนี้ ข้าวพวกที่ไวต่อช่วงแสง จะออกดอกในเดือนดังกล่าวนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะปลูกในเดือนอะไรก็ตาม มันจึงมีระยะการเจริญเติบโตมากพอสมควร
ระยะการเจริญเติบโตของต้นข้าว
ระยะการเจริญเติบโตของต้นข้าว
เนื่องจากข้าวพวกไวต่อช่วงแสง จะออกดอกเฉพาะ ในเดือนที่มีความยาวของกลางวันที่ต้องการเท่านั้น ข้าวพวกไวต่อช่วงแสงจึงมีประโยชน์สำหรับชาวนา ในบางท้องที่ เช่นในจังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีฝนตกไม่สม่ำเสมอ ซึ่งหมายความว่า บางปีฝนก็มาเร็วและบางปีฝนก็มาล่า แต่การสิ้นสุด ของฤดูฝนนั้น ค่อนข้างแน่นอน ปกติในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะหมดฤดูฝนในต้นเดือนพฤศจิกายน เพราะฉะนั้น การปลูกข้าวด้วยพันธุ์ที่ไวต่อช่วงแสง และเป็นข้าวเบา หรือข้าวกลาง ถึงแม้จะปลูกล่ากว่าปกติ มันก็จะออกดอกให้เก็บเกี่ยวได้ แต่ผลิตผลอาจลดต่ำลงบ้าง นี่คือ ข้อดีของข้าวที่มีความไวต่อช่วงแสง๒) ข้าวที่ไม่ไวต่อแสงการออกดอกของข้าวพวกนี้ ไม่ขึ้นอยู่กับความยาวของกลางวัน เมื่อต้นข้าวได้มีระยะเวลาการเจริญเติบโตครบตามกำหนด ต้นข้าวก็จะออกดอกทันที ไม่ว่าเดือนนั้นจะมีกลางวันสั้นหรือยาว พันธุ์ข้าว กข.๑ เป็นพันธุ์ที่ไม่ไวต่อช่วงแสง เมื่อมีอายุเจริญเติบโตนับจากวันตกกล้า ครบ ๙๐-๑๐๐ วัน ต้นข้าวก็จะออกดอก ฉะนั้น พันธุ์ข้าวที่ไม่ไวต่อช่วงแสง จึงใช้ปลูกได้ผลดี ทั้งในฤดูนาปรังและนาปี อย่างไรก็ตาม พวกไม่ไวต่อช่วงแสงมักจะให้ผลิตผลสูง เมื่อปลูกในฤดูนาปรังปกติระยะการเจริญเติบโตของต้นข้าวทั้งไวและ ไม่ไวต่อช่วงแสง แบ่งออกได้เป็น ๒ ระยะ ดังนี้(๑) ระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น (basic vegetative growth phase) เป็นระยะเวลานับตั้งแต่วันตกกล้า จนถึงวันที่แตกกอ และต้นสูงเต็มที่ ในระยะนี้ ต้นข้าวมีการเจริญเติบโตทางความสูง และแตกเป็นหน่อใหม่จำนวนมาก
ข้าวกำลังสร้างช่อดอก
ข้าวกำลังสร้างช่อดอก
(๒) ระยะการสร้างช่อดอก (panicle initiation phase) เป็นระยะเวลาที่ต้นข้าวเริ่มสร้างช่อดอก จนถึงรวงข้าวเริ่มโผล่ออกมาให้เห็น ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๓๐ วัน สำหรับพันธุ์ข้าวที่ไวต่อช่วงแสง อาจเรียกระยะนี้ว่า ระยะที่มีความไวต่อช่วงแสง (photoperiod sensitive phase) ดังนั้น ข้าวที่ไวต่อช่วงแสง เมื่อได้ครบระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นแล้ว ต้นข้าวจะไม่สร้างช่อดอก จนกว่าต้นข้าวจะได้รับช่วงแสงที่มันต้องการ ส่วนข้าวที่ไม่ไวต่อช่วงแสง จะเริ่มสร้างช่อดอกทันที หลังจากที่ต้นข้าวได้ครบระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นแล้ว ดังนั้น การปลูกในระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม จึงทำให้พันธุ์ที่ไวต่อช่วงแสงมีเวลามากหรือน้อยเกินไป สำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น โดยเฉพาะการใช้พันธุ์ที่ไวต่อช่วงแสงปลูกล่ากว่าปกติ จะทำให้ต้นข้าวมีระยะเวลาน้อยไป ทำให้ได้ผลิตผลต่ำ
๓. ความสามารถในการขึ้นน้ำและการทนน้ำลึก (floationg ability and tolerence to deep water)ข้าวที่ปลูกในประเทศไทย ชนิดข้าวไร่ และข้าวนาสวน ไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในการขึ้นน้ำ หรือการทนน้ำลึก เพราะพื้นที่ปลูกนั้น ไม่มีน้ำลึก แต่พันธุ์ข้าวที่ปลูกเป็นข้าวนาเมืองนั้น จำเป็นต้องมีความสามารถในการขึ้นน้ำ และต้องทนน้ำลึกด้วย เพราะระดับน้ำในนาเมือง ในระยะต้นข้าวกำลังเจริญเติบโตทางลำต้น และออกรวง มีความชื้นประมาณ ๘๐-๓๐๐ เซนติเมตร โดยเฉพาะในระหว่างเดือนกันยายน และต้นเดือนธันวาคม ปกติชาวนาที่ปลูกข้าวนาเมือง จะต้องลงมือไถนาเตรียมดิน และหว่านเมล็ดพันธุ์ ในเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม เพราะในระยะนี้ ดินแห้งน้ำ ไม่ขังในนา ซึ่งเหมาะสำหรับการเตรียมดิน และหว่านเมล็ดพันธุ์ เมื่อฝนตกลงมา หลังจากที่ได้หว่านเมล็ดแล้ว เมล็ดข้าวที่หว่านลงไป จะงอกเป็นต้นกล้า และเจริญเติบโตในดิน ที่ไม่มีน้ำขังนั้น จนถึงเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม ฉะนั้น ข้าวพวกนี้ จึงมีสภาพคล้ายข้าวไร่ในระยะแรกๆ ต่อมาในเดือนสิงหาคม ฝนจะเริ่มตกหนักขึ้นๆ และระดับน้ำในนา ก็จะสูงขึ้นๆ จนมีความลึกประมาณ ๘๐-๓๐๐ เซนติเมตร ในเดือนกันยายน แล้วระดับน้ำลึกนี้ ก็จะมีอยู่ในนาอย่างนี้ไปจนถึงกลางเดือนธันวาคม หลังจากนั้นระดับน้ำก็จะเริ่มลดลง กระทั่งแห้ง ในเดือนมกราคม ด้วยเหตุนี้ ต้นข้าวจะต้องเจริญเติบโตทางความสูง ในระยะที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น เพื่อให้มีส่วนของลำต้นและใบจำนวนหนึ่ง อยู่เหนือระดับน้ำ ความสามารถของต้นข้าว ในการเจริญเติบโตให้มีต้นสูง เพื่อหนีระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นนี้ เรียกว่า ความสามารถในการขึ้นน้ำของต้นข้าว เนื่องจาก ต้นข้าวจะต้องอยู่ในน้ำ ที่มีความลึกมากอย่างนี้เป็นเวลา ๒-๓ เดือน ก่อนที่ต้นข้าวจะออกรวง จนแก่เก็บเกี่ยวได้ ในต้นหรือกลางเดือนมกราคม ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ระดับน้ำในนา ได้ลดลงเกือบแห้ง ฉะนั้น ความสามารถของต้นข้าว ที่เจริญเติบโตอยู่ในน้ำลึก จนกระทั่งเก็บเกี่ยวนี้ จึงเรียกว่า การทนน้ำลึก ดังนั้น การขึ้นน้ำ และการทนน้ำลึก จึงเป็นลักษณะที่จำเป็นยิ่งของพันธุ์ข้าวนาเมือง หรือข้าวขึ้นน้ำ๔. คุณภาพของเมล็ด (grain quality)คุณภาพของเมล็ดแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทด้วยกัน คือ คุณภาพเมล็ดทางกายภาพ ซึ่งหมายถึง ลักษณะรูปร่าง และขนาดของเมล็ดที่มองเห็นได้ และคุณภาพเมล็ดทางเคมี ซึ่งหมายถึง องค์ประกอบทางเคมีที่รวมกันเป็นเม็ดแป้งของข้าว ที่หุงต้ม เพื่อบริโภค๑) คุณภาพเมล็ดทางกายภาพเป็นลักษณะที่เกี่ยวกับ ความยาว ความกว้าง และความหนา ของเมล็ดข้าวกล้อง ตลอดจนถึงการมีท้องไข่ของข้าวเจ้า นอกจากนี้คุณภาพในการสีเป็นข้าวสาร ก็ถือว่า เป็นคุณภาพทางกายภาพของเมล็ดด้วย เมล็ดข้าวที่ตลาดต้องการ และถือว่า มีเมล็ดได้มาตรฐานนั้น เมล็ดข้าวกล้องจะต้องมีความยาว ประมาณ ๗ – ๗.๕ มิลลิเมตร ความกว้างและความหนาประมาณ ๒ มิลลิเมตร และมีหน้าตัดของเมล็ดค่อนข้างกลม ถ้าเป็นข้าวเจ้า เมล็ดจะต้องใส ไม่มีท้องไข่ การมีท้องไข่ของเมล็ดข้าวกล้องนั้น ทำให้เมล็ดหักง่าย เมื่อเอาไปสีเป็นข้าวสาร ซึ่งทำให้ได้เมล็ดข้าวสารที่หักมาก ดังนั้น พันธุ์ข้าวที่รัฐบาลไทยส่งเสริมให้ชาวนาปลูก จะต้องมีคุณภาพเมล็ดได้มาตรฐาน ซึ่งเรียกว่า ข้าวพันธุ์ดี๒) คุณภาพเมล็ดทางเคมีเป็นลักษณะขององค์ประกอบของแป้งในเมล็ดข้าวกล้อง ข้าวเหนียว และข้าวเจ้า แตกต่างกันในชนิดของแป้ง ที่รวมกันเป็นเอ็นโดสเปิร์ม เมล็ดข้าวเหนียวประกอบด้วย แป้งชนิดอะมิโลเพกทินเป็นส่วนใหญ่ และมีแป้งอะมิโลสน้อยมาก คือ ประมาณ ๕-๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนเมล็ดข้าวเจ้าประกอบด้วย แป้งชนิดอะมิโลส ประมาณ ๑๕-๓๐ เปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นต์ของอะมิโลสในเมล็ดข้าวเจ้าของพวกอินดิคา และจาปอนิคา ก็แตกต่างกันด้วย ข้าวอินดิคามีแป้งอะมิโลสประมาณ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนข้าวพวกจาปอนิคามีเพียง ๑๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์ ข้าวไทยที่มีเปอร์เซ็นต์ของแป้งอะมิโลสต่ำ ได้แก่ ข้าวดอกมะลิ ๑๐๕ (๒๒ เปอร์เซ็นต์) ส่วนข้าวไทยที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งอะมิโลสสูง ได้แก่ กข.๑ (๓๐ เปอร์เซ็นต์)
ลักษณะเมล็ดข้าวชนิดต่างๆ
ลักษณะเมล็ดข้าวชนิดต่างๆ
เปอร์เซ็นต์แป้งอะมิโลสในเมล็ดของข้าว มีความสัมพันธ์กับคุณภาพในการหุงต้ม และการบริโภค ข้าวเหนียวมีแป้งอะมิโลสน้อยกว่าข้าวเจ้า ข้าวเหนียวจึงหุงสุกเร็วกว่าข้าวเจ้า และข้าวเหนียวที่หุงสุกแล้ว จะเหนียวกว่าข้าวเจ้าด้วย ในจำพวกข้าวเจ้าด้วยกัน เมล็ดของพันธุ์ที่มีปริมาณแป้งอะมิโลสสูง เมื่อหุงสุกแล้ว เมล็ดข้าวสุกจะแข็งกว่าข้าวที่มีปริมาณแป้งอะมิโลสต่ำ ดังนั้น ผู้บริโภคที่ชอบรับประทานข้าวที่อ่อนนิ่ม จะต้องเลือกพันธุ์ที่มีปริมาณแป้งอะมิโลส ประมาณ ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์
ข้าวเหนียวและข้าวเจ้า
ข้าวเหนียวและข้าวเจ้า
นอกจากชนิดของแป้งอะมิโลสเพกทิน และแป้งอะมิโลส ที่เป็นองค์ประกอบทางเคมีของแป้งเอ็นโดสเปิร์มแล้ว ปริมาณโปรตีนในเมล็ดข้าวสาร ก็มีความสำคัญด้วย เพราะโปรตีนเป็นชนิดของอาหารที่ร่างกายต้องการมาก สำหรับการเจริญเติบโตปกติ เมล็ดข้าวจะมีปริมาณโปรตีนประมาณ ๗-๑๐ เปอร์เซ็นต์ และปริมาณของโปรตีนนี้ จะผันแปรไปตามสภาพแวดล้อมที่ปลูกข้าว เช่น การใส่ปุ๋ย ทำให้มีปริมาณโปรตีนในเมล็ดเพิ่มขึ้น และรวงข้าวที่มีจำนวนเมล็ดต่อรวงน้อย เมล็ดก็มักจะมีปริมาณโปรตีนสูงลักษณะต้นข้าวพันธุ์ดี มีความสูงประมาณ ๑๑๐ เซนติเมตรใบสีเขียวตั้งตรง ไม่โค้งงอลักษณะต้นข้าวพันธุ์ดี มีความสูงประมาณ ๑๑๐ เซนติเมตรใบสีเขียวตั้งตรง ไม่โค้งงอ๕. ลักษณะรูปต้น (plant type)รูปต้นของข้าวมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการให้ผลิตผล และการให้ผลิตผลของข้าว ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่สำคัญ ๓ อย่าง คือ จำนวนรวงต่อกอ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง และน้ำหนักข้าวเปลือก ๑๐๐ เมล็ด การที่จะได้องค์ประกอบที่ดีทั้งสามอย่างนี้ อยู่ในต้นเดียวกันนั้น เป็นการยากมาก เพราะองค์ประกอบเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับสรีรวิทยาภายในต้นข้าว และสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น การเปลี่ยนแร่ธาตุอาหารให้เป็นแป้ง แล้วส่งไปสร้างส่วนต่างๆ ของต้นข้าว ที่กำลังเจริญเติบโต อาหารจำนวนหนึ่งจะต้องเปลี่ยนเป็นจำนวนรวง จำนวนเมล็ด และน้ำหนักของเมล็ด ถ้าอาหารส่งไปเลี้ยง และสร้างจำนวนรวงเป็นส่วนใหญ่ อาหารก็เหลือน้อยสำหรับสร้างจำนวนเมล็ด และน้ำหนักเมล็ด ฉะนั้น ต้นข้าวต้นนี้ จึงมีจำนวนรวงมาก จำนวนเมล็ดต่อรวงน้อย และน้ำหนักข้าวเปลือกของเมล็ดเบา จึงเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ที่จะให้มีต้นข้าวที่มีเมล็ดในรวงมาก และเมล็ดข้าวเปลือกมีน้ำหนักมาก ทำได้เพียงให้ได้องค์ประกอบทั้งสามอย่าง ในจำนวนที่พอดีๆ เท่านั้นต่อมานักวิชาการเรื่องข้าวได้ศึกษาพบว่า ต้นข้าวจะให้ผลิตผลสูงหรือต่ำนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะรูปต้นของข้าว เพราะรูปต้นของข้าว มีความสัมพันธ์กับการใช้ปุ๋ย หรือที่เรียกว่า การตอบสนองต่อปุ๋ย และการเปลี่ยนแร่ธาตุอาหารจากปุ๋ยให้เป็นแป้ง ซึ่งใช้ในการสร้างส่วนต่างๆ ของต้นและเมล็ดข้าว พันธุ์ข้าวที่ให้ผลิตผลสูง จะต้องมีลักษณะรูปต้นที่สำคัญๆ ดังนี้๑) ใบมีสีเขียวแก่ ตรง ไม่โค้งงอ แผ่นใบไม่กว้าง และไม่ยาวจนเกินไป ลักษณะใบอย่างนี้ ทำให้ทุกใบในต้นข้าวได้รับแสงแดดตลอดเวลา และเป็นปริมาณเท่าๆ กัน นอกจากนี้ ใบสีเขียวแก่ก็จะมีจำนวนคลอโรฟีลล์ (chlorophyll) ในใบมากกว่าใบสีเขียวอ่อนด้วย จึงทำให้มีการสังเคราะห์แสง เพื่อเปลี่ยนแร่ธาตุเป็นแป้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าใบที่โค้งงอ ดังนั้น ต้นข้าวที่มีลักษณะใบดังกล่าว จึงมีปริมาณอาหารไปสร้างส่วนต่างๆ ของต้น และเมล็ดมาก จนทำให้ได้ผลิตผลสูง๒) ความสูงของต้นประมาณ ๑๐๐-๑๓๐ เซนติเมตร ความสูงของต้นเป็นระยะตั้งแต่พื้นดินถึงปลายของรวงที่สูงที่สุด ต้นข้าวที่มีความสูงขนาดนี้ จะไม่ล้มง่าย และมีขนาดของใบพอเหมาะกับการสังเคราะห์แสง๓) ลำต้นแข็ง ไม่ล้มง่าย เมื่อใส่ปุ๋ยลงในนามากขึ้น ต้นข้าวที่ไม่ล้ม จะมีการสร้างอาหารและเมล็ดได้ตามปกติ จึงทำให้มีผลิตผลสูง๔) แตกกอมากและให้รวงมาก ต้นข้าวที่แตกกอมาก และตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ย จะมีจำนวนรวงต่อกอมาก จึงทำให้มีจำนวนรวงต่อเนื้อที่ปลูกมาก ซึ่งเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่ง ของการให้ผลิตผลสูง๖. ความต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว (resistance to diseases and insects)พันธุ์ข้าวที่มีลักษณะรูปต้นดี ตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยสูง ก็ไม่สามารถที่จะให้ผลิตผลสูงได้ ถ้าพันธุ์นั้นไม่มีความต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรู ที่ระบาดในขณะนั้น ด้วยเหตุนี้ ลักษณะต้านทานต่อโรคและแมลง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ความต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูของต้นข้าวนั้น เป็นผลที่เกิดจากปฏิกิริยาทางพันธุศาสตร์ ระหว่างพันธุกรรมของต้นข้าว และเชื้อโรคหรือแมลง ซึ่งเป็นวิชาการอีกแขนงหนึ่ง ที่แตกต่างไปจากเรื่องอื่น

ขอขบคุณข้อมูล : fourfarm.com

หน้าร้อนพืชชนิดไหนที่น่าปลูกเพื่อสร้างรายได้

หน้าร้อนพืชชนิดไหนที่น่าปลูกเพื่อสร้างรายได้

1. มะละกอ: มะละกอเป็นพืชที่ปลูกง่ายและปรับตัวได้ดีในสภาพภูมิอากาศที่ร้อน นอกจากนี้ยังสามารถนำไปทำอาหารหลากหลายชนิดและมีความต้องการสูงในตลาด

2. มะพร้าว: มะพร้าวเป็นพืชที่สามารถปลูกในหน้าร้อนและมีน้ำมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยม นอกจากนี้ยังสามารถนำเปลือกมะพร้าวมาผลิตเป็นเศษไม้ปลอก ซึ่งมีอุตสาหกรรมที่ใช้เศษไม้ปลอกมากมาย

3. กาแฟ: การปลูกกาแฟเป็นอีกหนึ่งวิธีในการสร้างกำไรในหน้าร้อน ควรเลือกพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและความต้องการของตลาด

4. สับปะรด: สับปะรดเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพืชที่ทนต่อความร้อน มีความต้องการสูงในตลาดทั้งในรูปแบบสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป

5. ถั่วเหลือง: ถั่วเหลืองเป็นพืชที่สามารถปลูกในหน้าร้อน และมีความต้องการสูงในตลาด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดีให้กับมนุษย์และสัตว์

ขอขอบคุณข้อมูล : www.fourfarm.com

ผักสวนครัว 10 ชนิด ปลูกง่าย โตไว รีบเอาไปปลูกกันเลย

ในสมัยนี้การปลูกพืชผักสวนครัวยังคงเป็นที่นิยมและเป็นที่น่าสนใจอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการปลูในพื้นที่ว่างบริเวณบ้านเพื่อเอาไว้รับประทานเองในครอบครัวหรือจะเป็นการปลูกเพื่อเป็นการสร้างรายได้หากเรามีพื้นที่น้อยเราสามารถเลือกพันธุ์ไม้ที่ปลูกได้ง่าย โตไว และให้ผลผลิตที่มากได้และในวันนี้เราได้มีวิธีการปลูกพืชผักสวนครัว รวมถึงเคล็ดลับต่างๆรวมถึงขั้นตอนการทำง่ายๆ ให้ผลผลิตงอกงามได้เร็ว สามารถสร้างกำไรได้ดีมาฝากกัน

ผักชีฝรั่ง

วิธีการเพาะ

1 นำเมล็ดของผักชีฝรั่งที่ซื้อไว้มาแช่ทิ้งไว้ในน้ำอุ่น

2 ให้รอจนกว่าจะครบ 3 ชั่วโมง จากนั้นสามารถนำมาเพาะปลูกลงบนกระถางได้เลยผักชีฝรั่งนั้นจะใช้เวลาในการงอกอยู่ที่ประมาณ 7 วัน และจะใช้ระยะเวลาในการเพาะปลูกอยู่ที่ประมาณ 4 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวกินได้

ผักบุ้ง

วิธีการเพาะ

1.ให้นำเมล็ดผักบุ้งมาแช่น้ำ

2.โดยให้เมล็ดผักบุ้งนั้นจมน้ำและใช้เวลาประมาณซัก 12 ชั่ว โมง

3.จากนั้นก็นำผักบุ้งไปเพราะลงในกระถางได้

ผักชี

วิธีการเพาะ

1.ในขั้นตอนแรกนี้ให้เราเริ่มจากการนำเมล็ดผักชีมาห่อด้วยกระดาษ

2.จากนั้นให้เราใช้ขวดแก้วหรือขวดแข็งๆคลึงเมล็ดของผักชี ให้แตกออกเป็น 2 ซีก

3.เมื่อเมล็ดแตกทั้งหมดแล้ว ให้นำไปแช่ในน้ำอุ่น รอให้เมล็ดจมเพียงเท่านี้เราก็สามารถนำมาเพาะปลูกได้

คื่นช่าย

วิธีการเพาะ

1.นำเมล็ดคื่นช่ายมาแช่น้ำจนจมน้ำ

2.จากนั้นก็นำเมล็ดมาห่อด้วยกระดาษทิชชู่และใส่ในกล่องพลาสติก

3.ทำการปิดฝาแล้วแช่ตู้เย็นประมาณ 1 วันจึงจะสามารถนำมาเพาะในกระถางได้

ปวยเล้ง

วิธีการเพาะ

1.นำเมล็ดไปแช่เย็นประมาณ 1 คืน

2.จากนั้นก็เอาเมล็ดนำมาใส่ในกล่องพลาสติกเตรียมเอาไว้ และใส่กระดาษทิชชู่พรมน้ำรองก้นกล่องพลาสติก

3.จากนั้นก็นำเมล็ดมาใส่ลงไปแล้วปิดฝาแล้วแช่ตู้เย็นในช่องปกติ

4.รอประมาณ 14 วันจนมีรากงอกแล้วค่อยนำไปปลูก

ต้นหอม

วิธีการเพาะ

1.ในขั้นตอนแรกให้เตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกให้เรียบร้อย

2.นำเมล็ดต้นหอมโรยลงไปบนหน้าดิน

3.ให้เราทำการลดน้ำช่วงเช้าและช่วงเย็น และเมื่อเวลาผ่านไปมีใบขึ้น ให้เราทำการลดน้ำเหลือครั้งละ 1 วันพอโดยต้นหอมนั้นจะใช้เวลาในการงอกอยู่ที่ 5 วันและใช้เวลาปลูกอยู่ที่ 45 วันจึงจะสามารถเก็บเกี่ยวได้

ถั่วงอก

วิธีการเพาะ

1.นำเมล็ดถั่วเขียวมาแช่น้ำประมาณ 8 ชั่วโมง

2.จากนั้นเทน้ำออก เตรียมตะกร้าเอาไว้และใส่ทิชชูที่ก้นตะกร้า

3.ใส่เมล็ดถั่วเขียวโดยให้กระจายแผ่ไปทั่วตะกร้า จากนั้นนำทิชชูชุบน้ำมาปิดทับชั้นแรก

4.เอาผ้าชุบน้ำ มาปิดทับอีกชั้นหนึ่งจากนั้นก็นำถุงดำมาครอบตะกร้าเอาไว้เอาตะกร้าถั่วงอกไปไว้ในที่ที่แดดส่องไม่ถึงและทำการรดน้ำวันละ 3 เวลาถั่วงอกนั้นจะใช้เวลางอกอยู่ที่ 1 วันและเก็บเกี่ยวได้โดยใช้เวลาประมาณ 4 วันเท่านั้น

ผักสลัด

วิธีการเพาะ

1.เอากล่องถนอมอาหารรองด้วยกระดาษทิชชูแล้วพรมน้ำให้เปียก

2.ใส่เมล็ดผักลงไปแล้วปิดฝากล่องให้แน่น นำไปแช่เย็นประมาณ 2 วัน เสร็จแล้วก็ทำการปลูกลงดิน

พริก

วิธีการเพาะ

1.นำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่นประมาณ 5-10 องศาจนเมล็ดจมน้ำ

2.จากนั้นเอากล่องพลาสติกที่มีฝาปิดมารองก้นด้วยกระดาษทิชชู่ที่จุ่มน้ำ แล้วนำเมล็ดมาใส่ลงไปในกล่องพลาสติก

3.ปิดฝากล่องให้แน่นและทิ้งไว้ 1 คืนเพียงเท่านี้ก็สามารถนำมาเพาะปลูกได้พริกจะใช้เวลาในการงอกอยู่ที่ 10 วันและใช้เวลาในการปลูกอยู่ประมาณ 80 วันถึงจะเก็บเกี่ยวได้

แตงกวา

วิธีการเพาะ

1.ในขั้นตอนแรกให้นำเมล็ดแตงกวาที่เราเตรียมไว้ไปแช่ในน้ำอุ่นด้วยอุณหภูมิ 50 องศา

2.จากนั้นให้นำเมล็ดแตงกวาที่จมน้ำ มาวางลงบนกล่องพลาสติก โดยนำทิชชู่ชุบน้ำมารองก้นกลางพลาสติกก่อน จากนั้นให้เราปิดฝากล่องให้แน่น

3.นำไปตากแดดในช่วงเวลาเช้าประมาณ 2 ชั่วโมง เมื่อครบ 2 ชั่วโมงแล้วให้เรานำเมล็ดไปเพาะในภาชนะที่เราต้องการปลูกได้เลย แตงกวานั้นจะใช้เวลางอกอยู่ที่ประมาณ 7 วันพืชผักสวนครัวที่เรานำมาฝากในครั้งนี้เป็นพืชผักที่นิยมถูกนำมาใช้ในการประกอบอาหารเป็นประจำสำหรับใครที่ชอบทำอาหารก็สามารถเลือกปลูกได้ตามใจชอบหรือใครที่ต้องการจะปลูกไว้หลายชนิดก็ได้เช่นกันและถ้าหากได้ผลผลิตที่มากก็สามารถนำไปขายสร้างรายได้เพิ่มได้เช่นกัน

ขอขอบคุณข้อมูล : www.fourfarm.com

แนะแนวเรื่อง

การทำสวนลิ้นจี่ 

ปัจจุบันแหล่งปลูกลิ้นจี่ในประเทศไทยจะมี 2 แหล่งใหญ่ คือ บริเวณภาคเหนือตอบบน และบริเวณภาคกลางได้แก่ จังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากนี้ยังกระจายการปลูกลิ้นจี่ไปถึงภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดเลย นครพนม หนองคาย เป็นต้น ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี และภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี แต่ก็ไม่มากนัก

พื้นที่ปลูก

พื้นที่
• มีความลาดเอียงไม่ควรเกิน 15%
• มีการระบายน้ำดี ระดับน้ำใต้ดินลึกกว่า 1 เมตรลักษณะดิน
ลิ้นจี่เป็นพืชที่ต้องการดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงหรือปานกลาง มีการระบายน้ำดีเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงควรปลูกลิ้นจี่ในพื้นที่สูงพอสมควร เพราะมีการระบายน้ำที่ดีกว่าในพื้นที่ต่ำ ดินควรมีค่าความเป็นกรดและด่าง (pH) = 5.0-7.0

สภาพภูมิอากาศ

การเจริญเติบโตของลิ้นจี่ต้องการอุณหภูมิต่ำประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส
แต่ในช่วงก่อนออกดอกต้องการอุณหภูมิต่ำประมาณ 10-20 องศาเซลเซียส นานติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์และแหล่งปลูก เมื่อติดผลแล้วอุณหภูมิสูงขึ้นก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ควรเกิน 40 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้ผลแตกเสียหายได้แหล่งน้ำ
มีแหล่งน้ำสะอาดที่ไม่มีสารอินทรีย์และอนินทรีย์ที่เป็นพิษปนเปื้อน และมีปริมาณพอที่จะใช้ได้ตลอดช่วงฤดูแล้ง

ปริมาณน้ำฝน

• ปริมาณน้ำฝนในปีหนึ่งๆ ควรอยู่ระหว่าง 1,200-1,400 มิลลิเมตรต่อปี ลิ้นจี่จะออกดอกติดผลได้ดี
• ถ้าหากพื้นที่ใดมีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี แล้วจะต้องมีการให้น้ำช่วยด้วย
• ส่วนจำนวนวันและการกระจายของฝนที่ตกเป็นสิ่งสำคัญ ไม่น้อยกว่าปริมาณรวมของน้ำฝนที่ตกทั้งปี โดยทั่วไป ถ้าหากมีการกระจายของฝน 100-150 วันต่อปี ขึ้นไปจะเหมาะต่อการติดผลของลิ้นจี่มาก

ปริมาณความชื้น

ปริมาณฝนที่ในปีหนึ่งๆ จะมีผลเกี่ยวข้องกับความชื้นในดิน ซึ่งมีความจำเป็นต่อลิ้นจี่ในช่วงการเจริญเติบโตทาง กิ่งก้าน การออกดอกติดผลจนถึงเก็บเกี่ยว แต่ปริมาณความชื้นจะพัฒนา การของลิ้นจี่จะแตกต่างกัน
โดยทั่วไปแล้วลิ้นจี่ต้องการความชื้นในดินสูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน ซึ่งในช่วงนี้ ถ้าลิ้นจี่ขาดความชื้นในดิน ดอกที่ออกมามักจะแห้งหรือที่ออกดอกแล้วดอกจะร่วง ในกรณีที่มีฝนตกในเดือนเมษายนที่เรียกกันว่า ฝนแรก มักจะทำให้ผลลิ้นจี่แตกและร่วงมาก ดังนั้นการให้น้ำลิ้นจี่ในช่วงหน้าแล้ง แม้จะมีฝนตกในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม จะต้องมีการให้น้ำ เพราะในระยะนี้เป็นช่วงที่มีความชื้นในดินและความชื้นในอากาศต่ำในฤดูหนาวความชื้นในอากาศจะลดลงตามลำดับ และจะลดลงมากในเดือนมีนาคมถึงเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ผลลิ้นจี่กำลังสร้างเนื้อ เมื่อการระเหยของน้ำในใบมีมากขึ้น ความชื้นในอากาศที่ต่ำจึงมีส่วนทำให้สร้างเนื้อได้น้อย ผลจึงเล็กและรสเปรี้ยวจัด แม้ผิวเปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูหรือแดงแล้วก็ตาม จึงจำเป็นต้องให้น้ำตามความต้องการของลิ้นจี่

พันธุ์ที่ส่งเสริม

พันธุ์ลิ้นจี่ที่ปลูกในประเทศไทย
พันธุ์ลิ้นจี่ที่ปลูกในประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามแหล่งปลูกดังนี้

1. กลุ่มพันธุ์ที่ปลูกทางภาคเหนือ
เป็นพันธุ์ที่ต้องการความหนาวเย็นมากและยาวนาน ก่อนการออกดอกมากกว่าพันธุ์ที่ปลูกทางภาคกลาง ได้แก่ ฮงฮวย จักรพรรดิ กิมเจง โอวเฮียะ กวางเจา บริวสเตอร์ และกิมจี๊ เป็นต้น

2. กลุ่มพันธุ์ที่ปลูกในภาคกลาง
ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก ส่วนใหญ่ต้องการความหนาวเย็นไม่มากและหนาวเย็นไม่นานก็สามารถชักนำให้ออกดอกได้ ปลูกในที่ราบต่ำแถวอำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ได้แก่ พันธุ์ค่อม (ค่อมลำเจียก) กะโหลกใบยาว สำเภาแก้ว กระโถนท้องพระโรง เขียวหวาน สาแหรกทอง จีน ไทยธรรมดา ไทยใหญ่ กะโหลกใบไหม้ กะโหลกในเตา ช่อระกำ และพันธุ์ทิพย์ เป็นต้น

ลักษณะประจำพันธุ์ลิ้นจี่ที่ปลูกทางภาคเหนือ

พันธุ์ฮงฮวย
เป็นพันธุ์ที่ปลูกกันมากที่สุดทางภาคเหนือตอนบน โตเร็ว ทรงพุ่มใหญ่ ใบหนา สีเขียว ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ยอดอ่อนสีเหลืองอ่อนปนเขียว จัดเป็นพันธุ์กลาง ออกดอกประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม ผลแก่เดือนพฤษภาคม ติดผลดีสม่ำเสมอ ผลดก ผลผลิตสูง ผลโตขนาดผลกว้าง 3.00 เซนติเมตร ยาว 3.5 เซนติเมตร ผลหนักประมาณ 20-30 กรัม ผลทรงกลมรีจนถึงรูปหัวใจไหล่กว้าง หนามห่าง เปลือกค่อนข้างบาง ผิวสีแดงอมชมพู เนื้อสีขาวขุ่น รสหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอม คุณภาพดี เมล็ดโต ความหวานประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์

พันธุ์โอวเฮียะ
ทรงพุ่มใหญ่แต่เล็กกว่าพันธุ์ฮงฮวย มีกิ่งก้านมากเกิดเป็นมุมแคบ ใบเล็กยาว สีเขียวเข้ม ยอดอ่อนสีแดง เป็นพันธุ์หนัก ออกดอกติดผลไม่สม่ำเสมอ ช่อผลมีขนาดเล็กกว่าพันธุ์ฮงฮวย ผลทรงรูปหัวใจป้อม ขนาดผลกว้าง 3.0 เซนติเมตร ยาว 3.2 เซนติเมตร ผลหนักประมาณ 18-25 กรัม ผิวผลสีแดงเข้มออกคล้ำ เปลือกบาง เนื้อหนา สีขาวขุ่น เนื้อนุ่ม คุณภาพดีกว่าพันธุ์ฮงฮวย กลิ่นหอมน้อยกว่าพันธุ์ฮงฮวย กิ่งฉีกง่าย ออกดอกประ มาณเดือนมกราคม ผลแก่ประมาณต้นมิถุนายน จัดเป็นพันธุ์หนักต้องการความหนาวเย็นมากและยาวนาน ความหวาน 18.5 เปอร์เซ็นต์

พันธุ์กิมเจง
จัดเป็นพันธุ์หนักต้องการอากาศหนาวเย็นมากและยาวนาน ทรงพุ่มเล็ก ใบเล็กสั้นยอดอ่อนสีแดง โตช้า ทรงผลกลม ขนาดผลกว้าง 2.8 เซนติเมตร ผลหนักประมาณ 18-20 กรัม หนามใหญ่เกิดห่าง ผิวผลสีแดงอมชมพู หรือสีออกแดง เนื้อผลสีขาวขุ่น เมล็ดลีบ ออกดอกประมาณปลายเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ เก็บเกี่ยวผลกลางเดือนมิถุนายน พันธุ์กิมเจงอาจแบ่งออกได้เป็น “กิมเจงหนามแหลม” และ “กิมเจงหนามราบ” ความหวาน ประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์

พันธุ์กวางเจา

ต้นเป็นพุ่มกว้าง ใบเล็กยาวคล้ายพันธุ์โอเฮียะแต่ผลขนาดใหญ่กว่า เจริญเติบโตช้ากว่าพันธุ์ฮงฮวย ออกดอกเดือนกุมภาพันธุ์ถึงมีนาคม ผลแก่ต้นเดือนมิถุนายน ผลทรงรูปหัวใจ หนามไม่แหลม สีของเปลือกเมื่อแก่จัดมีสีแดง ผลหนักประมาณ 35-40 กรัมต่อผล ความหวาน 18.5 เปอร์เซ็นต์

พันธุ์จักรพรรดิ

ผลโตมาก ออกดอกประมาณเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ผลแก่ปลายเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ขนาดผลกว้าง 4.4 เซนติเมตร ยาว 4.2 เซนติเมตร ผลหนัก 40-50 กรัม หนามไม่แหลม เปลือกหนา เมื่อแก่จัดสีชมพูแดง เนื้อผลหนา 1.1 เซนติเมตร เนื้อมีน้ำค่อนข้างมาก รสดีพอใช้ ความหวานประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์

ลักษณะประจำพันธุ์ลิ้นจี่ที่ปลูกทางภาคกลาง

พันธุ์กระโถนท้องพระโรง

ผลโต ขนาดผลกว้าง 3.5 เซนติเมตร ยาว 3.8 เซนติเมตร ทรงผลรูปหัวใจฐานผลราบ ปลายผลมน หนามเล็กเกิดห่าง ผิวผลแดงคล้ำ ฐานหนามมีรอยสีน้ำตาลเป็นแฉกๆ เนื้อผลสีขาวขุ่น น้ำมาก รสหวาน อมเปรี้ยว ฝาดเล็กน้อย เมล็ดโต ความหวานประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์

พันธุ์ค่อม

ผลโตแต่เล็กกว่าพันธุ์กระโถนท้องพระโรง ผลรูปหัวใจ ไหล่ข้างหนึ่งยกขึ้น หนามแหลมสั้น มีแฉกเห็น ชัด ระหว่างหนามมีร่องสีเขียวอมเหลือง ผิวสีแดงอมชมพูแก่ เนื้อผลฉ่ำน้ำ รสหวานอมฝาด เมล็ดทรงยาว ขนาดผลกว้าง 3.3 เซนติเมตร ยาว 3.5 เซนติเมตร ความหวานประมาณ 19.5 เปอร์เซ็นต์

พันธุ์เขียวหวาน

ผลทรงกลม ขนาดผลกว้าง 2.8 เซนติเมตร ยาว 2.8 เซนติเมตร จำนวนผล 1 กิโลกรัม มีประมาณ 60-70 ผล ผิวผลสีเขียวอมเหลือง ด้านฐานผลสีแดงอมชมพู หนามโต เนื้อบาง สีขาวขุ่น รสหวานอมฝาด กรอบ มีกลิ่นหอม เมล็ดโต ความหวานประมาณ 17.5 เปอร์เซ็นต์ ในสภาพภาคเหนือ ผลแก่ก่อนฮงฮวยประมาณ 2 สัปดาห์

พันธุ์สาแหรกทอง

ผลทรงกลมแบนเล็กน้อย ขนาดผลกว้าง 3.2 เซนติเมตร ยาว 3.20 เซนติเมตร ด้านบนของผล ขยายออก บางผลดูคล้ายรูปหัวใจ ไหล่ผลยกเล็กน้อย ปลายผลมน ผิวสีแดงอมชมพู ระหว่างหนามสีขาวอมเขียว หนามเล็กสั้นเกิดถี่ปานกลาง เนื้อผลหนา สีขาวขุ่น น้ำมาก รสหวาน กลิ่นหอม ความหวานประมาณ 18.5 เปอร์เซ็นต์

พันธุ์จีน
ผลค่อนข้างกลม ขนาดผลกว้าง 3.1 เซนติเมตร ยาว 3.2 เซนติเมตร หนามโตปานกลาง แหลม ผิวสีแดงเลือดนก ระหว่างหนามมีสีน้ำตาลแห้งๆ เนื้อหนาสีขาวขุ่น รสเปรี้ยว เมล็ดโตปานกลาง ความหวานประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์

LC กลิ่นลิ้นจี่ Lychee Flavor

การขยายพันธุ์ลิ้นจี่

การขยายพันธุ์ลิ้นจี่ทำได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การตัดชำ การตอนกิ่ง การทาบกิ่งและการต่อกิ่ง แต่วิธีการ ขยายพันธุ์ที่ชาวสวนนิยมมากที่สุด คือ การตอนกิ่งแบบตอนอากาศ (Air layering) เพราะว่าเป็นวิธีการที่ง่ายประกอบกับลิ้นจี่เป็นพืชที่ออกรากได้ง่าย แต่อย่างไรก็ตาม มีเกษตรกรบางรายที่ขยายพันธุ์ลิ้นจี่โดยวิธีการ ต่อกิ่ง

การเพาะเมล็ด

การเพาะเมล็ดลิ้นจี่ โดยทั่วไปไม่ค่อยนิยมทำกัน เนื่องจากมักจะมีการกลายพันธุ์ ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ด เมื่อนำไปปลูกต้องใช้ระยะเวลานานถึง 10 ปี หรือมากกว่านี้ บางครั้งอาจพบถึง 25 ปี จึงจะออกดอก นอกจากนั้นต้นกล้าที่ได้มีการเจริญเติบโตช้า และบางพันธุ์เมล็ดมักลีบ (chicken tongues) เช่น พันธุ์กวางเจา ซึ่งอาจ มีปัญหาบ้าง แต่ข้อดีของการขยายพันธุ์โดยเมล็ดคือ ได้พันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น พันธุ์ Peerless กลายพันธุ์มาก จากพันธุ์ Brewster และพันธุ์ Bengal กลายพันธุ์มาจากพันธุ์ Purbi เป็นต้น นอกจากนี้การเพาะเมล็ดยังมี จุดประสงค์เพื่อที่จะใช้เป็นต้นตอสำหรับการต่อกิ่งติดตาและทาบกิ่ง

การตอนกิ่ง

การตอนกิ่งลิ้นจี่ปกติจะได้ผลถึง 95-100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปกติจะทำการตอนกิ่งในฤดูฝน มีเทคนิคการตอนกิ่งดังนี้
1. เลือกกิ่งที่ตั้งตรง ความยาว 75-100 เซนติเมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร ควรเลือกกิ่งที่ได้รับ แสงเต็มที่จะออกรากได้ดีกว่าที่รับแสงน้อย
2. ควั่นกิ่งโดยใช้คีมปากจิ้งจกบิดบริเวณที่จะควั่น เพื่อให้เปลือกลอกออกและลึกเข้าเนื้อไม้เล็กน้อยเพื่อตัดเยื่อเจริญให้ขาด
3. หุ้มรอยควั่นด้วยขุยมะพร้าวซึ่งบรรจุอยู่ในถุงขนาด 4×6 นิ้ว มัดด้วยเชือกฟางให้แน่น
4. หากต้องการเร่งการเกิดรากให้เร็วขึ้น อาจใช้สารเร่งรากเซราดิกซ์เบอร์ 2 หรือ 3% ทาบริเวณรอยควั่นด้านบน
5. ประมาณ 30-45 วันกิ่งตอนจะเริ่มเกิดราก

การต่อกิ่ง
จุดมุ่งหมายในการต่อกิ่งเพื่อต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากต้นตอ ในด้านการควบคุมขนาดของทรงต้นและนิสัยการเจริญเติบโต ผลผลิต คุณภาพผล รวมถึงความต้านทานโรคต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ

วิธีการต่อกิ่ง

ใช้วิธีการต่อกิ่งแบบเสียบลิ่ม โดยเลือกต้นตอและกิ่งพันธุ์ให้มีขนาดใกล้เคียงกัน คือ มีขนาด 3-10 มิลลิเมตร ความยาวของกิ่งพันธุ์ดี 10-15 เซนติเมตร ยอดพันธุ์ดี ควรมีใบติด 3-4 ใบ

ขั้นตอนการต่อกิ่งแบบเสียบลิ่ม

1. ตัดยอดต้นตอสูงจากพื้น 3-4 นิ้ว ผ่าต้นตอให้ยาวประมาณ 1 นิ้ว
2. เฉือนโคนกิ่งพันธุ์ดีเป็นรูปลิ่มยาว 1 นิ้ว
3. เผยอรอยผ่าบนต้นตอออกแล้วสอดโคนกิ่งพันธุ์ดี จัดแนวเนื้อเยื่อเจริญให้ชิดกัน
4. พันด้วยพลาสติกให้แน่น
5. นำใส่ถุงพลาสติกขนาดใหญ่ มัดปากถุงให้แน่น นำไปเก็บไว้ที่ร่ม แสงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 40-50 วัน จึงเปิดปากถุง

ความเป็นมาของลิ้นจี่ - เกร็ดความรู้เกี่ยวกับลิ้นจี่ Lychee

การปลูก

การเตรียมพื้นที่
หลังจากเลือกพื้นที่ปลูกได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปที่จะต้องทำคือ การเตรียมพื้นที่ปลูก ซึ่งจัดได้ว่ามีความสำคัญมาก เพราะลักษณะของพื้นที่แต่ละแห่งนั้นจะแตกต่างกันออกไป สามารถแบ่งได้ 2 แบบ
            1. ที่ลุ่ม
ขุดร่องยกแปลงขึ้นมาเพื่อเป็นการระบายน้ำเพราะลิ้นจี่ไม่ชอบดินปลูกที่แฉะน้ำ สำหรับความลึกของ ร่องประมาณ 80-100 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1 เมตรหรืออาจขุดร่องตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจาก ความสูงต่ำของพื้นที่ และความกว้างของแปลงปลูกไม่ควรต่ำกว่า 5 เมตร ส่วนความยาวของแปลงปลูกจะแล้วแต่ขนาดของพื้นที่
            2. ที่ดอน
เตรียมพื้นที่โดยการไถพรวนและปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ การเตรียมพื้นที่ในที่ดอนควรคำนึงถึง แหล่งน้ำที่จะใช้ด้วย พร้อมทั้งควรมีการปลูกพืชบังลมเพื่อป้องกันลม

ระยะปลูก

การกำหนดระยะปลูกว่าจะเป็นระยะเท่าใดนั้นมีข้อพิจารณาดังต่อไปนี้
            1. ความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงจะทำให้การเจริญเติบโตของลิ้นจีดีกว่าการปลูกในดิน ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ฉะนั้นถ้าหากพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงแล้ว ควรจะใช้ระยะปลูกที่ห่างขึ้น ซึ่งจะตรงกับคำพูด “ดินเลวปลูกถี่ ดินดีปลูกห่าง”
            2. ขนาดของทรงพุ่มลิ้นจี่
ต้องคำนึงถึงว่าเมื่อลิ้นจี่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ทรงพุ่มจะมีขนาดเท่าใด เพื่อจะป้องกันทรงพุ่มชนกัน เพราะนิสัยการออกดอกติดผลของลิ้นจี่จะมีการออกดอกติดผลบริเวณปลายทรงพุ่ม จึงต้องมีการป้องกันการแย่งแสง
            3. พันธุ์ ลิ้นจี่แต่ละพันธุ์มีการเจริญเติบโตและขนาดทรงพุ่มที่แตกต่างกัน

การเตรียมหลุมปลูก

ขนาดของหลุมปลูกที่เหมาะสมนั้น ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ดี มักจะใช้ขนาด 50x50x50 เซนติเมตร (กว้างxยาวxลึก)
ส่วนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์น้อย มักจะใช้ขนาด 80x80x80 เซนติเมตร

การขุดหลุมควรแยกดินออกเป็น 2 ส่วน คือ ดินชั้นบน และดินชั้นล่าง ในการปลูกนั้น ควรนำเอาดินชั้นบนผสมกับปุ๋ยคอกเก่าๆ หรือปุ๋ยหมักประมาณ 1 ปี๊บ และใส่ร๊อกฟอสเฟตหรือกระดูกป่นอีก 100 กรัม คลุกเคล้าดินกับปุ๋ยให้เข้ากันดี แล้วนำไปใส่หลุมและนำเอาดินชั้นล่างขึ้นข้างบนกลบทับให้เต็มหลุม โดยให้สูงกว่าปากหลุมประมาณ 15-20 เซนติเมตร

การชักนำการออกดอก

การชักนำการออกดอกของลิ้นจี่ ในปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้าน สภาพแวดล้อมในแต่ละปี ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ แต่อย่างไรก็ตามมี ผู้เสนอแนวทางในการควบคุมการออกดอก ไว้ดังนี้ คือ
            1. การคัดเลือกพันธุ์
ดังที่ได้กล่าวข้างต้นจะเห็นว่าพันธุ์แต่ละพันธุ์มีความยากง่ายในการออกดอกในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นไม่มาก และมีช่วงหนาวเย็นสั้นควรปลูกพันธุ์ภาคกลาง เช่น พันธุ์ค่อม พันธุ์สำเภาแก้ว พันธุ์ทิพย์ พันธุ์จีน เป็นต้น พันธุ์ดังกล่าวจะออกดอกได้ง่าย ส่วนพันธุ์ทางภาคเหนือที่ออกดอกง่ายได้แก่ พันธุ์กิมจี๊ พันธุ์ฮงฮวย สำหรับพันธุ์ที่ออกดอกยาก เช่น พันธุ์ โอเฮียะ และกิมเจง ควรเลือกปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นมากๆ และยาวนานจึงจะออกดอกได้ดี นอกจากการคัดเลือกพันธุ์แล้วควรเลือกกิ่งพันธุ์จากต้นที่มีประวัติการออกดอกติดผลสม่ำเสมอไปปลูก
            2. การควั่นกิ่ง
การควั่นกิ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ยับยั้งการแตกใบอ่อน ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมการออกดอกของลิ้นจี่ได้ ระยะใบที่เหมาะสมต่อการควั่นกิ่งนั้นควรอยู่ในระยะใบแก่ ต้นลิ้นจี่ที่ควั่นกิ่งต้องสมบูรณ์ การควั่นกิ่งควรทำในเดือนตุลาคม โดยควั่นกิ่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 12 เซนติเมตร ขนาดของรอยควั่นกว้าง 1-1.5 มิลลิเมตรลึกเข้าไปถึงเนื้อเยื่อ การควั่นกิ่งจะประสบผลสำเร็จจะต้องมีอุณหภูมิต่ำร่วมด้วย
            3. การงดการให้น้ำ
โดยงดการให้น้ำก่อนการออกดอกประมาณ 2 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ้นจี่แตกใบอ่อน แต่วิธีนี้บางครั้งอาจไม่ได้ผลเนื่องจากมักมีฝนหลงฤดูตกในช่วงฤดูหนาวทำให้ลิ้นจี่แตกใบอ่อน
            4. การปลิดยอดอ่อนที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว
ในช่วงเทศกาลลอยกระทง ซึ่งตรงกับปลายเดือนพฤศจิกายน จะมีฝนตกแทบทุกปี และมักจะตกปริมาณมาก ทำให้ลิ้นจี่ที่ขาดน้ำมานาน ดูดน้ำฝนเข้าไปเต็มที่ จึงแตกยอดอ่อนในช่วงต้นถึงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งใบชุดนี้จะยังแก่ไม่ทันที่อากาศหนาวจัดจะมาถึงในช่วงปลายธันวาคมถึงต้นมกราคม ทำให้ลิ้นจี่ไม่สามารถออกดอกในปีนั้นได้ ดังนั้นการทำลายยอดอ่อนจึงเป็นการสร้างโอกาสให้ลิ้นจี่ออกดอกได้มากขึ้น ซึ่งอาจทำได้โดยใช้มือปลิด หรือใช้สารเอทธิฟอนความเข้มข้น 400 ส่วนต่อล้าน (ppm) ฉีดพ่น

การดูแลรักษา

การให้ปุ๋ย

การให้ปุ๋ยต้นลิ้นจี่แบ่งออกได้เป็น 2 ช่วงคือ ช่วงต้นเล็กก่อนให้ผลผลิตและช่วงให้ผลผลิตแล้ว การให้ปุ๋ยแต่ละช่วงมีเป้าหมายต่างกัน ทำให้ต้องใช้สูตรปุ๋ย อัตราปุ๋ยและเวลาให้แตกต่างกัน
1. เกษตรกรควรวิเคราะห์ดินก่อนปลูก เพื่อปรับปรุงดินให้เหมาะสม และเพื่อการใส่ปุ๋ยอย่างถูกต้อง
2. กรณีที่ปลูกลิ้นจี่แล้ว ควรเก็บตัวอย่างดินวิเคราะห์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อจะได้ทราบว่าการปรับปรุงดินและการใส่ปุ๋ย ในแต่ละปีทำให้ดินมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ควรคัดปรับปรุงหรือใส่ปุ๋ยเพิ่มเติมอย่างไร
3. การให้ปุ๋ยลิ้นจี่ที่ให้รวบรัดแล้ว ควรคำนึงถึงปริมาณเป็นหลักในการใส่ปุ๋ย และควรพิจารณาปริมาณธาตุอาหารที่คงเหลืออยู่ในดินประกอบด้วย
4. เกษตรกรควรมีการเก็บตัวอย่างใบวิเคราะห์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เมื่อในชุดที่ 1 อายุ 45-50 วัน และก่อนยึดช่อดอก
5. การใส่ปูนโคโลไมท์ จะใส่เฉพาะในดินที่เป็นกรด และมีแมกนีเซียมในดินต่ำ
6. ดินที่มี pH เป็นกรดระดับเดียวกัน ต้องการปูนสะเทินความเป็นกรดไม่เท่ากัน ถ้าเนื้อดินต่างกัน
7. ไม่ควรแนะนำให้ใส่ปูน และปุ๋ยก่อนทราบค่าวิเคราะห์ดิน เพราะอันตรายมาก ถ้าดินเสียแล้วจะแก้ไขยาก

การให้น้ำ

การให้น้ำแก่ต้นลิ้นจี่ปลูกใหม่ในระยะ 2 ปีแรก โดยทั่วไปแล้วปริมาณน้ำที่ต้องรดให้แก่ต้นไม้ที่ปลูก ในปีแรกและปีที่ 2 ประมาณ 20-60 ลิตร ต่อระยะ 4-5 วัน (รดให้ดินเปียกน้ำกว้าง 0.5 และ 1.0 เมตร)

การให้น้ำแก่ลิ้นจี่อายุ 
ปีขึ้นไป

วิธีการให้น้ำแก่ผิวดิน

การให้น้ำโดยทางผิวดิน เป็นการให้น้ำครั้งหนึ่งๆเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ดินที่ความลึกอย่างน้อย 50 เซนติเมตร อุ้มน้ำไว้ให้มากที่สุด ให้พืชค่อยๆใช้ได้หลายวัน โดยปริมาณน้ำที่ให้จึงขึ้นอยู่กับขนาดทรงพุ่มและน้ำที่พืชใช้ประโยชน์ได้
น้ำที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกันไปตามความหยาบละเอียดของดิน โดยทั่วไปแล้ว การให้น้ำทางผิวดินที่ง่ายที่สุด คือ การไขน้ำเข้าท่วมขังในพื้นที่ทั้งสวน ให้น้ำสูงเท่ากับความลึกที่ต้องการ การที่จะทำเช่นนี้ได้ พื้นที่สวนต้องราบเรียบเสมอกันทั้งสวน ถ้าสวนไม่ราบเรียบเสมอกันทั้งสวน ให้ทำคันดินรอบทรงพุ่มของต้นลิ้นจี่แต่ละต้น แล้วไขน้ำเข้าขังในคันให้สูงตามต้องการ

การให้น้ำโดยสปริงเกอร์และสปริงเกอร์เล็ก

การเลือกหัวสปริงเกอร์ ต้องคำนึงถึงอัตราการซึมน้ำของดินอีกด้วย โดยต้องเลือกสปริงเกอร์ที่ให้น้ำด้วยอัตราที่ไม่เร็วกว่าที่น้ำจะซึมเข้าในดินได้ ไม่เช่นนั้นจะมีน้ำไหลล้นออกนอกทรงพุ่ม เป็นการสูญเสียน้ำ เนื่องจากการให้น้ำโดยสปริงเกอร์และมินิสปริงเกอร์สามารถทำได้สะดวก เกษตรกรสามารถให้น้ำเป็นราย 3 วัน หรือราย 7 วัน ได้โดยง่าย ดังนั้นเกษตรกรสามารถเลือกให้น้ำทุก 5-7 วัน แล้วแต่เนื้อดิน ถ้าเป็นดินร่วนปนทรายให้ทุก 5 วัน ถ้าเป็นดินเหนียวให้ทุก 7วัน เป็นต้น

การตัดแต่งกิ่ง


การควบคุมทรงต้นลิ้นจี่ต้นเล็ก

ควรจะเริ่มตั้งแต่การเลือกต้นกล้ากิ่งตอนจากกิ่งกระโดงน้ำฝน หรือต้นกล้าที่ได้จากการติดตา ต่อกิ่ง หรือต่อยอด มีหลักปฏิบัติดังนี้
1. หลังจากปลูกเลี้ยงต้นกล้าให้ความสูงประมาณ 80-100 เซนติเมตร จึงตัดยอดเพื่อสร้างกิ่งข้าง
2. รอจนแตกตาข้างยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ให้เลือกกิ่งที่ทำมุมกว้างกับลำต้นไว้ 3-4 ยอดรอบๆ ลำต้น แล้วจึงตัดปลายยอดออก ให้เหลือความยาวกิ่งประมาณ 50 เซนติเมตร ปล่อยไว้แตกกิ่งแขนงโดยรอบยาวประมาณ 50 เซนติเมตร โดยเลือกกิ่งทำมุมกว้างกับกิ่งหลัก 3-4 กิ่งตัดปลายยอดออก ให้เหลือความยาวกิ่งประมาณ 50 เซนติเมตรเช่นกัน โดยถือปฏิบัติเช่นนี้ จนต้นลิ้นจี่มีอายุ 3-4 ปี จึงปล่อยให้ต้นลิ้นจี่ออกดอกติดผล
3. วิธีการนี้จะลดปัญหาเรื่องการใช้ไม้ค้ำยันให้กับต้นลิ้นจี่ได้อย่างดียิ่ง

การควบคุมทรงต้นและการตัดแต่งกิ่งลิ้นจี่ต้นใหญ่

1. การตัดกิ่งในทรงพุ่ม
2. การตัดกิ่งเพื่อเปิดกลางทรงพุ่ม จนแสงแดดสามารถส่องผ่านลงถึงโคนต้น
3. การตัดยอดลิ้นจี่เพื่อควบคุมความสูง
4. การตัดยอดหรือกิ่งลิ้นจี่ที่ประสานกันจนไม่สามารถจะออกดอกติดผลได้

การจัดการวัชพืช
การจัดการวัชพืชในสวนลิ้นจี่นั้นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับอายุหรือขนาดของลิ้นจี่ซึ่งอาจแบ่งเป็น 2 ช่วงอายุ คือ ลิ้นจี่เล็กและลิ้นจี่ใหญ่

1. 
การกำจัดวัชพืชรอบโคนลิ้นจี่เล็ก
วิธีการใช้จอบถากนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้รัศมีรอบโคนห่างนัก เพียงแต่ถากวัชพืชให้กว้างออกจากโคนต้นพอประมาณ ที่จะใส่ปุ๋ย ให้น้ำได้ เมื่อถากเสร็จอาจใช้เศษวัชพืชเหล่านั้นหรือวัสดุอื่น ๆ เช่น ฟางข้าวมาคลุมรอบโคนซึ่งช่วยป้องกันการขึ้นของวัชพืชที่จะงอกออกมาใหม่ อีกทั้งยังเป็นการช่วยรักษาความชื้นในดินด้วย การถากด้วยจอบในการกำจัดรอบโคนนี้ อาจให้รัศมีความกว้างออกจากโคนต้นประมาณ 1 เมตรขึ้นไป และเมื่อต้นใหญ่ขึ้นก็ต้องขยายออกไปตามขนาดของทรงพุ่ม

2. 
การจัดการวัชพืชในลิ้นจี่ใหญ่ ทำได้หลายแบบดังนี้
1. การใช้รถตัดหญ้า เป็นวิธีการได้ผลเร็ว ปลอดภัยต่อลิ้นจี่
2. การใช้สารกำจัดวัชพืช ในกรณีที่มีวัชพืชข้ามปี เช่น หญ้าคาขึ้นในระหว่างแถวปลูก

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

ลิ้นจี่จัดเป็นไม้ผลประเภท non-climacteric หลังการเก็บเกี่ยวแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพผลผลิต ในทางที่ดีขึ้น และ เอธิลีนไม่มีผลต่อการสุกหรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า เป็นผลไม้ที่ไม่สามารถบ่มให้สุกได้ ดังนั้นการเก็บเกี่ยวลิ้นจี่จึงควรเก็บเกี่ยวในระยะผลแก่พอดีเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
โดยทั่วไปเกษตรกรจะใช้การเปลี่ยนสีของเปลือกเป็นเกณฑ์สำคัญในการตัดสินใจว่าจะเก็บเกี่ยวผลลิ้นจี่ ได้หรือไม่ โดยจะสังเกตจากเปลือกของลิ้นจี่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเขียวอมชมพู สีชมพูหรือสีแดง เกณฑ์การเปลี่ยนสีดังกล่าวจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ สภาพแวดล้อม และการดูแลรักษา อีกลักษณะที่ใช้ประกอบในการตัดสินใจ คือการดูหนามของผล โดยมีเกณฑ์ว่าลิ้นจี่ที่มีผลแก่ หนามบนผิวเปลือกจะห่างออกจากกัน ลักษณะที่เป็นดัชนีบ่งชี้ถึงความสุกแก่ของลิ้นจี่เหล่านี้ เกษตรกรที่ใช้จะต้องเป็นผู้ชำนาญการพอสม ควรไม่อย่างนั้นอาจจะตัดสินใจคลาดเคลื่อนไปได้

วิธีการเก็บเกี่ยว
วิธีการเก็บเกี่ยวทำโดยใช้พะองพาดบนต้น แล้วหักกิ่งเพื่อให้ได้ผลผลิตทั้งพวงและมีใบติดมาบ้างเล็กน้อย ลิ้นจี่ที่เก็บเกี่ยวแล้วจะนำมาตกแต่งช่อ คัดเกรดและบรรจุ ซึ่งอาจจะทำอยู่ภายใต้ร่มไม้ส่วนใดส่วนหนึ่ง ของสวนก็ได้

วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

การลดอุณหภูมิผล
การลดอุณหภูมิผลจะช่วยลดการคายน้ำของผล ทำให้ผลลิ้นจี่มีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานขึ้น
มีการรายงานว่าถ้าลดอุณหภูมิอย่างรวดเร็วให้อยู่ที่ 3 องศาเซลเซียสแล้วเก็บรักษาไว้ที่ 5 องศาเซลเซียส จะทำให้ผลลิ้นจี่มีการสูญเสียน้ำน้อยและถูกโรคเข้าทำลายได้ยากขึ้น
วิธีการลดอุณหภูมิของผลอย่างรวดเร็ว อาจจะทำได้โดยการใช้ลมเย็นผ่านผลอย่างรวดเร็ว (Force-air Cooling) แต่วิธีนี้มักทำให้ผลสูญเสียน้ำหนักไปบ้าง เนื่องจากความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศจะค่อนข้างต่ำ ทำให้มีการคายน้ำจากผลเข้าสู่บรรยากาศ
อีกวิธีที่แนะนำคือ การจุ่มผลลิ้นจี่ในน้ำเย็นหรือน้ำที่ผสมน้ำแข็ง (Hydro Cooling) จะช่วยลดอุณหภูมิผลได้อย่างรวดเร็วและผลไม่สูญเสียน้ำหนักในระหว่างการลดอุณหภูมิผล แต่ต้องระวังรอให้ผลแห้งก่อนการบรรจุ มิฉะนั้นจะมีปัญหาเรื่องเชื้อโรคเข้าทำลายได้ง่ายการสูญเสียคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยว
การสูญเสียคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวของลิ้นจี่เกิดขึ้นเร็วมาก โดยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสีผิวของเปลือก ซึ่งจะเปลี่ยนจากสีแดง เป็นสีน้ำตาล ซึ่งเป็นผลมาจากการสูญเสียน้ำของเปลือก และการเปลี่ยนแปลงของ สารประกอบพวกฟีนอลภายในเปลือก มีรายงานว่าเปลือกของลิ้นจี่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้งภายใน 2-3 วัน หากเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง ที่แนะนำให้เก็บรักษาลิ้นจี่อยู่ระหว่าง 0-5 องศาเซลเซียส ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการเก็บรักษา ถ้าต้องการเก็บรักษาเป็นระยะเวลานาน เช่น 3 สัปดาห์ ควรเก็บไว้อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส ทั้งนี้โดยที่ระดับความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 มีรายงานว่าการรมควันด้วยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ความเข้มข้น 2 เปอร์เซ็นต์ นาน 25 นาที แล้วนำไปแช่ในสารละลายกรดไฮโดรคลอริก ความเข้มข้น 1.0 n นาน 15 นาที ก่อนที่จะนำไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส จะสามารถช่วยยืดอายุการเก็บรักษาลิ้นจี่ไว้ได้นานถึง 7 สัปดาห์ โดยไม่มีการเปลี่ยนสีผิวของเปลือกลิ้นจี่

การป้องกันการเกิดสีน้ำตาล บนเปลือกลิ้นจี่โดยการเคลือบไข
ไม่สามารถช่วยยืดอายุการเก็บรักษาลิ้นจี่ได้ เนื่องจากผิวเปลือกลิ้นจี่ขรุขระ ไม่ราบเรียบทำให้ไม่สามารถเคลือบผลได้สม่ำเสมอและต่อเนื่อง จึงไม่สามารถช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำของผล ซึ่งเชื่อว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวเปลือกลิ้นจี่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและหมดอายุการใช้งาน

วัสดุปลูกต้นไม้ชนิดต่าง ๆ + ทำความรู้จัก “ดิน” และ “ไฮโดรโปนิกส์”

เมื่อเราพูดถึงการปลูกต้นไม้ พี่หมีฟันธงว่าร้อยทั้งร้อยก็ต้องคิดถึงภาพการปลูกลงในดินซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์เราทำสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนนับตั้งแต่มนุษยชาติรู้จักการทำการเกษตรทว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและประดิษฐกรรมอันชาญฉลาดจากความคิดของมนุษย์ ทำให้เรามีวัสดุปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดให้เลือกใช้ อีกทั้งยังเป็นการก้าวข้ามข้อจำกัดที่เคยเป็นปัญหาของคนยุคก่อน เช่น การทำการเกษตรในพื้นที่ที่จำกัดด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ เป็นต้น

image 2

การที่ต้นไม้สุขภาพดีต้องมีรากที่แข็งแรง ต้นไม้จะมีรากที่แข็งแรงได้จำเป็นต้องมีวัสดุปลูกที่เหมาะสม โดยวัสดุปลูกมีมากมายหลายชนิดให้เราเลือกใช้ ตั้งแต่วัสดุที่เราคุ้นชินเป็นอย่างดิน ไปจนถึงวัสดุปลูกอื่นที่ไม่ใช้ดินเลยเพื่อไม่ให้สับสน พี่หมีขอแยกวัสดุปลูกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ วัสดุปลูกที่มีสถานะเป็นของแข็งซึ่งรวมถึงดินด้วย และแบบที่มีสถานะเป็นของเหลวหรือการใช้ปุ๋ยละลายลงไปในน้ำโดยตรงไม่ต้องผ่านชั้นดินหรือวัสดุอื่นใด ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ ”ไฮโดรโปนิกส์”ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักวัสดุปลูกต้นไม้แต่ละประเภท พี่หมีอยากให้ทุกคนคำนึงถึงคุณสมบัติด้านล่างเหล่านี้ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานที่วัสดุปลูกพึงมีมีอากาศไหลผ่านตลอดเวลามีน้ำเข้าถึงรากเพื่อให้พืชอิ่มน้ำมีช่องระบายน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหารากเน่ามีปุ๋ยและธาตุอาหารที่เพียงพอเข้าไปหล่อเลี้ยงบริเวณรากของพืชในปริมาณที่เหมาะสมและสม่ำเสมอในกรณีที่ใช้วัสดุปลูกแบบแข็งเราควรคำนึงถึงความหยาบและละเอียดของวัสดุที่เราใช้ เพราะทั้งสองปัจจัยนี้ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณของออกซิเจนและไอออนปุ๋ยรวมถึงน้ำไปสู่ต้นไม้ของเรา


“ไฮโดรโปนิกส์” ปลูกได้ไม่ใช้ดิน


image 5


วัสดุปลูกแบบแข็งในท้องตลาด


  1. กาบมะพร้าว (Coconut coir)image 1
  2. เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมราคาไม่แพงหรือฟรีมีความพรุนหรือช่องว่างกว้างมาก
  3. อาจจะมีการปนเปื้อนของเกลือในปริมาณสูง จำเป็นต้องมีการปรับสภาพก่อนใช้งานสามารถปล่อยธาตุอาหารที่เราไม่ต้องการออกมาปนเปื้อนกับปุ๋ยของเรา การแก้ปัญหานี้จำเป็นที่จะต้องใช้ปุ๋ยสูตรพิเศษสำหรับกาบมะพร้าวเท่านั้นย่อยสลายช้า (ไม่ใช่ปัญหาใหญ่)เพอร์ไลท์/หินอสัณฐานภูเขาไฟ (Perlite)image 2
  4. มีความพรุนสูงไม่ต้องเตรียมพร้อมก่อนใช้งานมีค่ากรดเบสหรือ pH เป็นกลางสามารถนำกลับมาใช้ใหม่หลังจากทำความสะอาดเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติเฉื่อย หมายความว่าไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมีหรือสิ่งเร้าได้ง่าย
  5. เพอไลท์มีน้ำหนักที่เบาเกินกว่าจะใช้เป็นวัสดุปลูกเดี่ยวได้จึงจำเป็นที่จะต้องนำไปผสมกับวัสดุอื่น ๆ เช่น ดินเป็นต้นไม่มีประสิทธิภาพในการอุ้มน้ำ (ถือว่าเป็นข้อดีถ้าต้องการการระบายน้ำที่ดี)ก้อนดินเหนียว (Clay pebbles)image 3

ข้อดีอุ้มน้ำได้ดีเยี่ยมสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างด้วยการบดเพื่อให้การระบายน้ำดีขึ้นไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมีนำกลับมาใช้ใหม่ได้และทนทานข้อเสียต้องรดน้ำในปริมาณที่มากขึ้นถ้ารดน้ำไม่เพียงพอจะลอยต้องล้างทำความสะอาดเพื่อกำจัดฝุ่นก่อนนำไปใช้เพื่อป้องกันการอุดตันอุปกรณ์ต่าง ๆเนื่องจากมีความหนาแน่นน้อยจึงไม่เหมาะที่จะใช้เพื่อการเพาะเมล็ด เพราะเมล็ดอาจจะตกลงไปที่ก้นกระถางได้ฉนวนใยหิน (Stone wool)image 4ฉนวนใยหินเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการเกษตร ทำมาจากเศษวัสดุหินประเภทต่าง ๆ เช่น หินบะซอลต์ เป็นต้นข้อดีเป็นวัสดุที่มีความเฉื่อยอุ้มน้ำได้ดีช่วยให้รากของต้นไม้ระบายอากาศได้ดีมีหลายขนาดและรูปทรงให้เลือก สามารถสั่งทำได้ข้อเสียมีค่ากรดเบสหรือ pH ที่ค่อนข้างสูงเนื่องจากส่วนผสมที่เป็นหินบะซอลต์ทำให้ต้องมีการบัฟเฟอร์ก่อนนำไปใช้มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการรากเน่าทำให้เกิดการระคายต่อผิวและปอดวัสดุปลูกบางชนิดสามารถนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกหลักหรือจะนำไปผสมกับวัสดุปลูกชนิดอื่น ๆ เพื่อให้ได้วัสดุปลูกที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับต้นไม้ที่เรากำลังปลูกมากที่สุด ซึ่งนับว่าเป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์คุณสมบัติที่มีในแต่ละวัสดุนั่นเอง


“ดิน” วัสดุปลูกยอดนิยมตลอดกาล


image 1

ดินมีองค์ประกอบที่หลากหลายแปรผันไปตามสภาพพื้นที่และปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งแตกต่างกันไปทั่วโลก แต่ก็มีองค์ประกอบหลักร่วมกัน ได้แก่ อากาศ แร่ธาตุ น้ำ และซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกัน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนช่วยประกอบสร้างระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กหรือจุลินทรีย์ที่มีความหลากหลายที่มีประโยชน์ต่อพืชองค์ประกอบทางเคมีก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการดูดซับแร่ธาตุและสารอาหารในดิน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงต่อความสามารถของพืชในการดูดซึมธาตุอาหารเหล่านี้ไปใช้ โดยองค์ประกอบทางเคมีในที่นี้มักจะหมายถึงค่า “ความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออน (cation exchange capacity)” เป็นตัวใช้บ่งชี้ปริมาณสารอาหารในดินดินเหนียวและซากพืชซากสัตว์ (หลายคนอาจรู้จักกันในชื่อ ฮิวมัส [humus]) เป็น 2 องค์ประกอบที่มีไอออนประจุลบซึ่งโดยธรรมชาติจะดึงดูดไอออนประจุบวกซึ่งก็คือประจุของไอออนที่เป็นสารอาหารเกือบทั้งหมดนั่นเอง ช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซึมสารอาหารของพืชที่อยู่ในดินเพราะสารอาหารอยู่กับที่และส่งผลให้มีค่ากรดเบสหรือ pH ที่เป็นธรรมชาติความสามารถของดินในการลดการเปลี่ยนแปลงของค่า pH สร้างความเสถียรให้กับความสามารถในการละลายของไอออนธาตุอาหารในกรณีที่ค่า pH ตามธรรมชาติตรงกับช่วงค่าระดับพิสัยการทำละลายของไอออนนั้น ๆแต่ดินที่ต่างชนิดกันก็มีค่า pH ที่แตกต่างกันออกไปอันเป็นปัจจัยมาจากองค์ประกอบของดินนั่นเองและแน่นอนว่าส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการละลายของไอออนแม้ว่าพืชจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งรอบข้างได้ แต่ละสายพันธุ์ก็มีจุดอ่อนและเงื่อนไขทางสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นชินทำให้เกิดอาการขาดสารอาหารได้ ตัวอย่างเช่น บลูเบอร์รี่และต้นสนสามารถโตได้ดีในดินที่มีค่า pH ต่ำและไม่พบกับสภาวะขาดสารอาหาร นั่นเป็นเพราะว่าพืชแต่ละสายพันธุ์เหมาะกับค่าพิสัย pH ที่ต่างกันออกไป

image

สิ่งที่เราทำได้และควรทำคือวัดค่า pH ของดินก่อนที่จะทำการปลูกพืชใดใดเพื่อใช้ประเมินว่าดินนี้เหมาะที่จะใช้ปลูกพืชหรือสายพันธุ์พืชใดมากที่สุด ในทางกลับกันถ้าต้นไม้ที่คุณกำลังปลูกอยู่ดูแคระแกรนหรือโตช้าผิดปกติ นักปลูกก็ควรที่จะวัดค่า pH ในดินที่ใช้ซึ่งอาจทำให้รู้สาเหตุและแก้ไขได้ถูกต้องหลักการทำงานของการดูดซึมธาตุอาหารไม่ต่างอะไรกับไฮโดรโปนิกส์นั่นคือน้ำในดินจะพาธาตุอาหารที่ละลายแล้วไปสู่บริเวณรากพืช แต่สิ่งที่ต่างกันคือธาตุอาหารจะไม่ได้อยู่ในน้ำโดยตรงแต่จะมาจากซากพืชซากสัตว์ ซึ่งผ่านการย่อยสลายของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ หรือจุลินทรีย์จุลินทรีย์เหล่านี้มีหน้าที่สำคัญในการรักษาและพัฒนาความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินอีกทั้งยังช่วยให้ต้นไม้ที่อยู่ในดินเจริญเติบโต ตัวอย่างเช่น กระบวนการไนตริฟิเคชัน คือการเปลี่ยนแปลงสารประกอบไนโตรเจนไปเป็นไนไตรท์และไนเตรทโดยแบคทีเรีย ทำให้พืชสามารถดูดซึมนำไปใช้ได้เราสามารถพบกับจุลินทรีย์ในสิ่งแวดล้อมตลอดเวลาเราจะสามารถพบจุลินทรีย์ได้ทั่วไปในบริเวณรากของพืช ไม่ว่าจะเป็นวัสดุปลูกชนิดใดก็ตาม

image

การที่เรารู้คุณสมบัติของวัสดุปลูกชนิดต่าง ๆ ที่มีขายทั่วไปในท้องตลาด จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจเลือกวัสดุที่เหมาะกับชนิดของต้นไม้ที่เรากำลังจะปลูกได้ถูกต้องมากขึ้นแล้วจะเป็นผลดีต่อตัวต้นไม้เองนอกจากจะได้วัสดุที่เหมาะสมแล้วเรายังสามารถประหยัดเงินในกระเป๋าจากการสุ่มตัดสินใจซื้อของแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในกลุ่มผู้ที่เริ่มปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรกและมักจะช้อปปิ้งออนไลน์

ขอขอบคุณข้อมูล : fourfarm.com

“10 สูตร” ที่ทำให้ดินดี ปลูกอะไรก็งาม

วันนี้เราได้รวบรวม สูตรดินปลูก 10 สูตรมาฝาก เพื่อให้ดินคืนความอุดมสมบูรณ์ สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี โดยใช้ปุ๋ยธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มาก แน่นอนการใช้ปุ๋ยที่หาได้ตามธรรมชาติย่อมทำให้เรามีโอกาสในการค้าที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจาก เป็นกระแสการปลูกพืชแบบลดการใช้สารเคมี วันนี้เราจะพาไปพบกับ 10 สูตรที่นำมาฝากกันเลย เทคนิคการผสมดินอย่างง่าย ๆ เพื่อให้ดินคืนความอุดมสมบูรณ์ สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี แต่ใช้ปุ๋ยธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มาก สูตรการบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยธรรมชาติ มีดังนี้

สูตรที่ 1 ดินสำหรับปลูกพืชในกระถาง

นำใบมะขาม ใบกระถิน ใบขี้เหล็ก ใบจามจุรี ใบโสนและใบแค ที่ร่วงแล้วมากองรวมกัน และรดน้ำให้ชื้นภายใน 7-10 วัน จะเปื่อยยุ่ย สามารถนำมาผสมกับดินปลูกในกระถาง หรือนำไปหว่านโรยรอบต้นพืชที่ปลูก ถือเป็นการกำจัดเศษใบไม้ใต้ต้นได้ดี กรณีต้องการให้มีคุณภาพดีขึ้น ให้กองรวมกับปุ๋ยคอก โดยใช้อัตราส่วน เช่น ใบจามจุรี 4 ส่วน : ปุ๋ยคอก 1 ส่วน เป็นต้น

สูตรที่ 2 ดินเป็นกรดสำหรับปลูกไม้ประดับที่มีสีสด

นำใบมะขาม ใบชมวง ใบมะกอกไทย และใบชมพู่ โดยนำมาหมักให้เน่าเปื่อย หรือเก็บรวมใส่ถุงขยะสีดำปิดปากถุงทิ้งไว้ 7 วันเพื่อให้เน่าเปื่อย ใบไม้หมักเหล่านี้จะมีความเป็นกรด เหมาะสำหรับดินปลูกไม้ประดับหรือใบไม้ที่มีสี เช่น โกสน บอนสี และช่วยให้ใบและดอกสีเข้มขึ้น

สูตรที่ 3 ดินสำหรับแปลงผัก

นำ ต้น ใบ และรากของผักตบชวา มาสับให้เป็นท่อน ๆ กองรวมกันให้เหี่ยวสัก 2-3 วันราดด้วยน้ำปุ๋ยคอก คลุมด้วยกระสอบประมาณ 7-10 วัน ผักตบจะเหี่ยวยุบตัวลงและมีธาตุอาหารที่สมบูรณ์ สามารถนำไปใส่แปลงผัก หรือผสมดินที่ปลูกต้นไม้ได้

สูตรที่ 4 ดินร่วนซุยมีความสมบูรณ์

เปลือกถั่วลิสงนำมากองหมักไว้สัก 3 สัปดาห์ จนเปื่อยยุ่ย นำไปรองก้นหลุม เพื่อปลูกไม้ผลหรือผสมดินปลูกต้นไม้ จะช่วยให้ดินร่วนซุยมีความสมบูรณ์

สูตรที่ 5 ดินสำหรับผักกินใบ

นำละอองข้าวที่เกิดจากขัดสีข้าวเปลือกจะเป็นส่วนเนื้อเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว จมูกข้าวและรำ โดยนำละอองข้าวนี้มาแช่น้ำ 1-2 วัน แล้วนำน้ำหมักที่ได้ไปรดต้นไม้ โดยเฉพาะผักกินใบ ซึ่งจะทำให้ใบมีสีเขียวเข้ม ยอดและใบจะอวบน่ารับประทาน

สูตรที่ 6 ดินสำหรับปลูกกุหลาบ

นำเปลือกกล้วยชนิดใดก็ได้ มาหั่นเป็นท่อน ๆ แล้วตากแดดให้แห้ง นำไปผสมดินปลูก หากนำไปใช้กับกุหลาบจะช่วยให้ออกดอกสีสันสวยงาม

สูตรที่ 7 ดินปลูกต้นไม้ทั่ว ๆ ไป ผสมในอัตราส่วน ดังนี้

  • ดินร่วน 1 ส่วน
  • ใบไม้ผุ 1 ส่วน
  • ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยเทศบาล 1 ส่วน

ผสมให้เข้ากัน นำไปปลูกต้นไม้ทั่วไปได้ เป็นดินสารพัดประโยชน์

สูตรที่ 8 ดินปลูกไม้ดอกกระถาง ผสมในอัตราส่วน ดังนี้

  • ดินใบก้ามปู 1 ส่วน
  • ปุ๋ยคอก (ต้องเก่า ๆ ) 1 ส่วน
  • ดินร่วน 1 ส่วน
  • กาบมะพร้าวสับ 1 ส่วน

ผสมให้เข้ากัน นำไปปลูกไม้ดอกกระถางได้

สูตรที่ 9 ดินปลูกสำหรับปลูกโป้ยเซียน ผสมในอัตราส่วน ดังนี้

  • ดินขุยไผ่ผสมแกลบหรือทรายหยาบ 1 ส่วน
  • ถ่านป่น 1 ส่วน
  • อิฐมอญทุบเล็ก ๆ 2 ส่วน
  • เปลือกถั่วและใบทองหลางหรือใบก้ามปูผุ ๆ 2 ส่วน

สูตรที่ 10 ดินสำหรับปลูกแคคตัส และพืชอวบน้ำ เช่น กุหลาบหิน โคมญี่ปุ่น ส่วนผสมของดินมีดังนี้

  • ดินร่วน (ผึ่งแดด 7 วัน) 2 ส่วน
  • ทรายหยาบ 3 ส่วน
  • ถ่านปุ่น 1 ส่วน
  • ใบก้ามปูผุ ๆ 1 ส่วน
  • ปูนขาวเล็กน้อย

พืชเหล่านี้ ไม่ต้องการดินที่มีอาหารสมบูรณ์มากนัก แต่ต้องการดินที่ร่วนโปร่ง ระบายน้ำได้ดีและอุ้มน้ำได้พอสมควร หากเราต้องการให้ต้นไม้ที่เราจะปลูกนั้นเจริญงอกงามดี ก็ควรศึกษาลักษณะของดินหรือผสมดินให้เหมาะกับต้นไม้ที่จะปลูกนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูล : Farmerspace / fourfarm.com

10ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

อนุมูลอิสระเป็นสารที่ก่อความเสื่อมแก่เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย และหากมีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะจนเกินไป ร่างกายก็อาจเสี่ยงต่อโรคภัยได้มากขึ้นด้วย แต่ก็ไม่ต้องห่วงค่ะเพราะเราสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ด้วยการรับประทานอาหาร อย่างผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงต่อไปนี้ก็ช่วยลดปริมาณสารอนุมูลอิสระในร่างกาย รวมทั้งลดความเสี่ยงต่อโรคภัยต่าง ๆ ได้ด้วย

1. แตงโม

——–

แตงโมมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกกว่าไลโคปีน ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในผัก-ผลไม้สีแดง อีกทั้งในแตงโมยังมีเบต้าแคโรทีนค่อนข้างสูง จัดเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระตัวจี๊ด ๆ อยู่ถึง 2 ตัวด้วยกันเลยทีเดียว แถมยังอร่อยสดชื่นด้วยเนอะ

2. มะละกอ

———-

ผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีสารเบต้าแคโรทีนสูงมาก ด้วยเนื้อมะละกอสุกที่เป็นสีเหลืองส้มก็ยังจะได้สารพฤกษเคมีชนิดอื่น ๆ จากมะละกอไปช่วยบำรุงดูแลร่างกายด้วยนะคะ ที่สำคัญมะละกอยังเป็นผลไม้แก้ท้องผูกที่ดีมาก ๆ อีกชนิดหนึ่งด้วย

3. มะม่วงสุก

———–

มะม่วงสุกเป็นผลไม้ที่มีเนื้อสีเหลือง อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน และยังมีสารประกอบฟีนอลทั้งเควอซิทิน (Quercetin) ไอโซเควอซิทริน (isoquercitrin) แอสตรากาลิน (astragalin) ไฟเซติน (fisetin) เมทิลแกทเลท (methylgallat) ซึ่งล้วนแต่เป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยกันทั้งสิ้น นอกจากนี้ในมะม่วงยังมีเพคติน ซึ่งจากการวิจัยพบว่า เพคตินมีผลต่อการป้องกันการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้

4. สับปะรด

———-

สับปะรดมีสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มเบาต้าแคโรทีนจากเนื้อสีเหลือง ๆ ของสับปะรดนั่นเองค่ะ นอกจากนี้ในสับปะรดยังมีสารโบรมีเลน สารที่มีคุณสมบัติช่วยย่อยโปรตีนและช่วยลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งได้

5. ฝรั่ง

—–

นอกจากฝรั่งจะเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงแล้ว เปลือกผิวสีเขียวของฝรั่งยังอุดมไปด้วยสารพฤกษเคมีในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระได้ดี อีกทั้งวิตามินซีในฝรั่งยังมีส่วนช่วยเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยให้ร่างกายมีเกราะป้องกันความเสี่ยงจากโรคต่าง ๆ ได้

6. กล้วยไข่

———-

กล้วยไข่เป็นกล้วยชนิดที่มีสารต้านอนุมูลอิสระประเภทเบต้าแคโรทีนสูง และสารต้านอนุมูลอิสระในกล้วยไข่จะยิ่งเพิ่มขึ้นมากเมื่อกล้วยสุกงอมเต็มที่ ทว่าเมื่อกล้วยสุกมาก ๆ น้ำตาลในกล้วยก็จะยิ่งมากไปด้วยนะคะ ดังนั้นกินกล้วยแต่พอเหมาะและสลับกินผลไม้สีสันอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วยจะดีกว่า

7. ทับทิม

——–

ผลไม้มงคลชนิดนี้ไม่ได้มีดีแค่สีสันที่สวยและรสชาติที่อร่อยเท่านั้น แต่สารสกัดจากน้ำทับทิมยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มโพลีฟีนอลและแอนโธไซยานินเป็น 3 เท่าของชาเขียว ไวน์แดง และปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในทับทิมยังมากกว่าน้ำบลูเบอร์รี น้ำแครนเบอร์รี และน้ำองุ่นสีม่วง เมื่อเทียบในปริมาณเท่า ๆ กัน นอกจากนี้สารสกัดจากเปลือกและน้ำทับทิมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า พูนิคาลาจิน (Punicalagin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ๆ อีกด้วย

8. มะเขือเทศราชินี

——————-

มะเขือเทศราชินีเป็นผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอี ค่อนข้างสูง ซึ่งจะช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระในร่างกายได้ โดยเฉพาะไลโคปีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ทั้งยังมีสารประกอบฟีนอลิก ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติป้องกันมะเร็ง และโรคหลอดเลือดหัวใจได้เป็นอย่างดี

9. มะเดื่อฝรั่ง

————

มะเดื่อฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก และเป็นผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลธรรมชาติมากถึง 83% ได้แก่ น้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส และซูโครส ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ในมะเดื่อฝรั่งยังมีวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซี มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็กสูง

10. แคนตาลูป

————

ผลไม้เนื้อสีเหลืองออกส้มอย่างแคนตาลูปมีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านอาการอักเสบในเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย แถมยังช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของเราได้อีกด้วยล่ะ

Cr . https://health.kapook.com/view197652.html

#สารต้านอนุมูลอิสระ

ปฏิทินปลูกผัก ปลูกอย่างไรให้มีผักกินทั้งปี!

เทรนด์ ปลูกผักสวนครัว รอบบ้านไม่ได้เพิ่งมีในเมืองไทย แต่ตามรูปแบบวิถีเกษตรในพื้นที่ต่างจังหวัดล้วนแต่นิยมปลูกอยู่รอบบ้านมาช้านาน แต่สำหรับชุมชนเมืองซึ่งมีพื้นที่จำกัดเริ่มมองหาลู่ทางในการปลูกผักจนเกิดทฤษฎีใหม่ เกษตรคนเมือง ที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่เป็นอย่างดี

รูปคิวรีการค้นแบบเห็นภาพ

การเริ่มต้นปลูกผัก สเต็ปต์แรกการเลือกชนิดของผักที่ปลูกนั้นก็สำคัญ โดยเจ้าของบ้านควรเลือกปลูกชนิดที่ตนเองและสมาชิกในครอบครัวรับประทาน นอกเหนือจากพืชผักที่รับประทานในชีวิตประจำวันเป็นประจำ อาทิ หอมแบ่ง ผักชี กะเพรา โหระพา ตะไคร้ มะนาว มะกรูด พริก เป็นต้น ซึ่งผักเหล่านี้สามารถปลูกในกระถางได้ด้วย แต่หากอยากปลูกผักให้มีทานทั้งปีนั้น สามารถเลือกชนิดของผักที่เติบโตได้ดีตามแต่ละช่วงเดือนในหนึ่งปีดังนี้

ปฏิทินปลูกผักสวนครัว
ปฏิทินปลูกผักสวนครัว
ปฏิทินปลูกผักสวนครัว

สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงคือการปลูกผักตามฤดูกาล ซึ่งมีสภาพอากาศที่เหมาะกับผักแต่ละชนิดจะทำให้ผักเติบโตได้ดี สวยงาม ไม่ต้องใช้สารเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโต แต่ละฤดูสามารถปลูกได้ดังนี้

ฤดูร้อน

เป็นฤดูที่พืชผักอาจจะไม่สวยงามนัก ทั้งเพราะด้วยอากาศที่ร้อนอบอ้าว การปลูกผักในช่วงนี้จึงควรให้ความสำคัญกับการรดน้ำเป็นพิเศษ และสามารถเลือกชนิดของผักได้ตามที่เหมาะจะรับประทานในฤดูนี้คือพืชผักที่มีฤทธิ์เย็นซึ่งจะแก้อาการร้อนในของร่างกายคนเราได้ด้วย เช่น แตงกวา บวบ ฟัก ผักกาดขาว ผักกาดฮ่องเต้ และผักเลื้อยทั่วไป

ฤดูฝน

สภาวะความชื้นสูง บวกน้ำฝนธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ทำให้ผักบางชนิดเกิดอาการเน่าได้ง่าย ผักในฤดูนี้จึงมีราคาค่อนข้างสูงและช้ำง่าย แต่ผักพื้นบ้านส่วนใหญ่ก็จะงามพร้อมให้เก็บมารับประทานในช่วงนี้เช่นกัน ได้แก่ ผักปลัง ดอกขจร ตำลึง ผักกูด โสน ขี้เหล็ก ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ถั่วฝักยาว มะเขือ และพืชตระกูลขิงข่า

ฤดูหนาว

เรียกได้ว่าช่วงนี้เป็นเวลานาทีทองของผักสลัด กะหล่ำ ผักกาด  ผักคอส กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค รวมถึงผักรับประทานหัวก็ปลูกได้ดีช่วงนี้อย่างเช่นแครอท นอกจากนี้ผักพื้นบ้านและพืชผักทั่วไปหลายชนิดก็ให้ผลดีในช่วงหน้าหนาว เช่น ดอกแค สะเดา  กุยช่าย หอมแบ่ง ผักชี ขึ้นฉ่าย เป็นต้น

เกษตรอินทรีย์ อาหารปลอดสารพิษ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ - พบแพทย์

นอกจากเทรนด์ปลูกผักไว้สำหรับรับประทานเองแล้ว เจ้าของบ้านหลายท่านๆ ยังให้ความสำคัญกับรูปแบบการจัดสวนผัก เพื่อให้เกิดภาพที่สวยงาม ใช้ประดับตกแต่งบ้านได้อีกด้วย ซึ่งไอเดียเหล่านี้จะช่วยสร้างมุมมองต่างให้สวนผักหลังบ้านเป็นสวนสวยไปพร้อมๆกัน

ขอขอบคุณข้อมูล : https://www.fourfarm.com