วิธีทำต้นกล้วยให้เตี้ย แบบง่ายๆ

การทำให้ต้นกล้วยแคระต้นเตี้ยเป็นการแก้ปัญหาต้นกล้วยที่มีความสูงจนเกินไปและล้มง่ายเมื่อเจอล้มแรงวิธีการทำให้ต้นกล้วยเตี้ยเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ตัดต้นกล้วยออกตามช่วงอายุของต้นแต่ละเดือนให้ต้นมีขนาดสั้นลงโดยธรรมชาติคือการตัดทุกๆรอบเดือนของกล้วยเมื่อกล้วยมีอายุใกล้ออกเครือก็ให้หยุดตัดให้กล้วยสร้างลำต้นพร้อมออกเครือต่อไปวิธีการนี้สามารถทำได้กับกล้วยทุกสายพันธุ์ครับ

ขั้นตอนการทำ

ทำการตัดบริเวณโคนของต้นกล้วยสูงจากพื้นประมาณ 1 คืบ จะสังเกตว่าจะมีแกนของกล้วยโผล่ขึ้นมาหลังจากที่ตัดไปประมาณ 1 เดือน ต้นกล้วยจะสร้างลำต้นขึ้นมาอีก

ในการตัดรอบที่ 2 ก็จะตัดให้ต่ำกว่ารอยเดิม

ต้นกล้วยที่ตัดในรอบที่ 3 สังเกตจากชั้นของลำต้น 

หลังจาก 4-5 เดือนก็จะหยุดตัดเพื่อให้ต้นกล้วยสร้างลำต้นและออกเครือ

ต้นกล้วยที่ได้จะเตี้ยแคระ สามารถตัดเครือที่แก่ได้ง่ายครับ

ขอบคุณแหล่งที่มา ช่องยูทูป นิวัฒน์ รักทองสุข

ท่อน้ำยางเดินดี หน้านิ่ม กรีดง่าย ได้ปริมาณน้ำยาง และเปอร์เซ็นน้ำยางที่เพิ่มมากขึ้น!

ใครจะเชื่อ..จันทบุรี ก็ปลูกยางน้ำเยอะได้❗

🌱จัดว่า “เด็ด” โรยก็จบ💚

✅กรีดได้เยอะ

✅หน้ายางนิ่ม

✅น้ำยางเพิ่มขึ้น

ฉีดเพียว’ ช่วยได้ น้ำยางออกดี ต้นแข็งแรง

ใบเขียวไม่ร่วง ปลอดโรคไม่เป็นเชื้อรา เห็นผลทันทีใน 7 วัน‼️

📲จ่ายหลักร้อยกำไรหลักหมื่นหลักแสน💸💸

สั่งเพียวทักแชทอินบ็อก 📲

#เพียว💪🏻ตัวจริงเรื่องบำรุงพืช

📢ยืนยันแล้วจากผู้ใช้จริง

การันตีคุณภาพจากผู้ใช้ทั่วประเทศ🌍

ระวัง เพลี้ยแป้ง ใน “ทุเรียน”

เตือนผู้ปลูกทุเรียน ในระยะ เก็บผลผลิต รับมือเพลี้ยแป้ง

สังเกตบริเวณโคนก้านดอกทุเรียน พบขุยสีขาวปกคลุมรอบๆ ดอกทุเรียน

โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากบริเวณกิ่ง ช่อดอก ผลอ่อน ผลแก่ โดยมีมดเป็นตัวช่วยคาบพาไปตาม ส่วนต่างๆ ของพืช ส่วนที่ถูกทำลายจะแคระแกร็น

✅ลูกใหญ่

✅กำไรดี

✅รสชาติอร่อย

✅ต้นทุนถูก

ฉีดได้กับพืชทุกชนิด‼

✅ เงาะ

✅ มังคุด

✅ ทุเรียน

🌈ประหยัดต้นทุนการผลิตได้เกินครึ่ง

ปุ๋ยกระสอบใช้น้อยลง แต่กำไรเพิ่มขึ้น 📈

💬มีปัญหาเกษตรปรึกษาเรา☎️

087-754-9999

การปลูกพืชไร้ดิน (Soilless Culture)

ความหมายของ “การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน” 

      การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน มีชื่อเรียกในภาษาไทยหลายชื่อ เช่น การปลูกพืชไร้ดิน การปลูกพืชในน้ำที่มีธาตุอาหารพืช การปลูกพืชในสารอาหารพืช การปลูกพืชในวัสดุปลูกที่ไม่ใช้ดินที่มีธาตุอาหารพืช การปลูกพืชโดยให้รากพืชสัมผัสสารอาหารโดยตรงที่ไม่มีดินเป็นเครื่องปลูก เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรก็ตาม สามารถอธิบายได้ 2 ลักษณะ ตามระบบหรือวิธีการปลูกและความหมายของคำที่แปลมาจากภาษาอังกฤษ 2 คำ คือคำว่า Soilless Culture และคำว่า Hydroponics

“Soilless culture” เป็นวิธีการปลูกพืชเลียนแบบการปลูกพืชบนดินโดยไม่ใช้ดินเป็นวัสดุในการปลูก แต่เป็นการปลูกพืชลงบนวัสดุปลูกชนิดต่าง ๆ ซึ่งวัสดุปลูกแทนดินนี้มีหลายชนิดคือ วัสดุปลูกที่เป็นอนินทรีย์สาร วัสดุปลูกที่เป็นอินทรีย์สาร และวัสดุปลูกสังเคราะห์ โดยพืชสามารถเจริญเติบโตบนวัสดุปลูกจากการได้รับสารละลายธาตุอาหารพืช (หรือสารอาหาร) ที่มีน้ำผสมกับปุ๋ยที่มีธาตุต่าง ๆ ที่พืชต้องการ (Nutrient Solution) จากทางรากพืช

วัสดุปลูกที่เป็นอนินทรีย์สาร คือ 

  • วัสดุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ทราย กรวด หิน เกล็ด หินภูเขาไฟ หินซีลท์
  • วัสดุที่ผ่านขบวนการโดยใช้ความร้อน เช่น ดินเผา เม็ดดินเผา ใยหินหรือร็อควูล เพอร์ไลท์ เวอร์มิคูไลไลน์
  • วัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น เศษอิฐจากการทำอิฐมอญ เศษดินเผาจากโรงงานเครื่องปั้นดินเผา

ระบบไฮโดรโปนิกส์ที่น่าสนใจ

  1. ระบบ NFT (Nutrient  Film  Technique) เป็นการปลูกพืชโดยให้รากสัมผัสกับสารอาหาร  โดยสารอาหารจะไหลเป็นแผ่นฟิลม์บาง ๆ  หนา 1-3 มิลลิเมตร  และสารละลายธาตุอาหารจะมีการไหลหมุนเวียนกลับมาใช้อีกครั้ง
  2. ระบบ DFT (Deep  Flow  Technique)  เป็นการปลูกพืชโดยให้รากสัมผัสกับสารอาหารในน้ำลึก 3-5 เซนติเมตร  โดยจะปลูกในราง  ในภาชนะ  หรือในถาดปลูกก็ได้
  3. ระบบ DRFT (Dynamic  Root  Floating  Technique)  จะคล้ายกับระบบDFT เป็นการปลูกพืชโดยให้รากสัมผัสกับสารอาหารในน้ำลึก 3-5 เซนติเมตรและอากาศ

♥ ข้อดีของการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์

มีการจัดปัจจัยต่าง ๆ เช่น น้ำ  ธาตุอาหาร  แสง  และอุณหภูมิให้แก่พืชอย่างเหมาะสม  พืชจึงเจริญเติบโตเร็ว ปลูกได้ต่อเนื่องตลอดปี

♥ ประโยชน์ของการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน

การปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินเป็นวิทยาการทางวิทยาศาสตร์และศิลปะผสมกันที่สามารถใช้ปลูกพืชได้ในทุกสถานที่โดยไม่มีขอบเขตจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการปลูกจำนวนน้อยเพื่อบริโภคในครัวเรือนหรือการผลิตเชิงธุรกิจ เป็นวิธีที่เหมาะสมกับความต้องการสำหรับผู้ปลูกที่มีพื้นที่ปลูกน้อย เช่น แฟลต อพาร์ตเม้นท์ จึงสามารถปลูกได้ในเมืองหลวงของเมืองที่แออัดคับแคบด้วยผู้คน เช่น ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ เบลเยี่ยม

แหล่งที่มา

ขอขอบคุณ : h2ohydrogarden , newgarden

วิธีปลูกผักในขวดน้ำพลาสติก ให้ความชุ่มชื่นแก่ดิน ไม่ต้องรดน้ำ ทำง่ายมาก

ทางเลือกสำหรับการปลูกผักไว้ทานจากขวดน้ำพลาสติก สามารถปลูกผักไว้ทานแล้ว ยังช่วยประดับบ้านเพิ่มความสวยงามดูแล้วสบายตา มาดูขั้นตอนในการทำกันเลยดีกว่า

หลักการ

การปลูกผักแบบนี้ จะใช้หลักการดูดน้ำมันของไส้ตะเกียงในสมัยก่อนเมื่อเราจุดไฟที่ไส้ตะเกียงน้ำมันที่อยู่ในเชือกจะถูกเผาเป็นเ ชื้ อเ พ ลิ ง เมื่อน้ำมันที่อยู่ด้านบนเชือกถูกใช้ไป น้ำมันด้านล่างก็จะซึมมาแทนที่ทำให้เกิดการติดไฟอย่ างต่อเนื่องการปลูกผักก็เช่นกัน เราจะใช้เชือกผูกรองเท้าหรือเชือกที่สามารถซึมซับน้ำได้มาเป็นส่วนที่จะทำหน้าที่ดูดน้ำขึ้นมาให้กับต้นผักของเรา โดยเชือกนี้จะอยู่ในน้ำครึ่งหนึ่งและในดินอีกครึ่งหนึ่ง เมื่อต้นผักดูดน้ำในดินไปจะทำให้ดินแห้ง แล้วน้ำที่ซึมอยู่ในเชือกก็จะถูกกระจายออกไปยังดิน ทำให้เกิดการดูดน้ำขึ้นมาอัตโนมัติตามที่ผักต้องการ

อุปกรณ์

1.ขวดน้ำ 1.5 ลิตร (ใหญ่กว่านี้ก็ใช้ได้)

2.มีดคัตเตอร์

3.กรรไกร

4.เชือกผูกรองเท้า

5.ดินปลูกต้นไม้

6.ปุ๋ยอินทรีย์ (มูลไ ส้เดือน)

การออกแบบสวนผักในขวดน้ำ ซึ่งมีหลากหลายวิธี

วิธีทำ

1.นำขวดน้ำ 1.5 ลิตร ตัดออกตามภาพด้านล่าง โดยเหลือส่วนด้านบนไว้มากกว่า

2.เจาะรูที่ฝาขวด ขนาดกว้างเท่ากับเชือกที่เรามี ใช้สว่านหรือมีดเจาะก็ได้

3.นำเชือกผูกรองเท้าหรือเชือกที่ซับน้ำได้ ใส่ในรูที่เจาะไว้ตามภาพด้านล่าง โดยให้เชือกอยู่ในขวดทั้งด้านบนและล่าง

4.นำขวดที่ตัดออกมาวางซ้อนกันตามภาพด้านล่าง แล้วเติมน้ำด้านล่างและลองเทสดูว่า เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 ชั่วโมง เชือกด้านบนที่ไม่เคยเปียกน้ำมาก่อน จะดูดน้ำด้านล่างขึ้นมาให้เชือกเปียกชื้นได้หรือไม่ ถ้าเชือกด้านบนเปียกชื้น แปลว่าใช้ได้

5.เตรียมเพาะเมล็ดผักไว้ อ่านวิธีเพาะได้ที่ เทคนิคการเพาะเมล็ดผัก

6.นำดินและปุ๋ยอินทรีย์หรือมูลไ ส้เดือนใส่ในขวดด้านบน ในอัตราส่วน ดิน 2 ส่วน มูลไ ส้เดือน 1 ส่วน โดยมูลไส้เดือนหรือปุ๋ยทุกชนิดต้องใส่เฉพาะบริเวณขอบๆของขวด เหลือพื้นที่ตรงกลางไว้ให้รากพืชได้เจริญลงไป

7.จัดเชือกให้เชือกคงอยู่ไว้ตรงกลางขวด เพื่อกระจายความชื้นออกด้านข้าง

8.นำเมล็ดผักที่งอกแล้ว ลงปลูกและรดน้ำ 1 ครั้ง ให้ดินชุ่ม

9.เสร็จเรียบร้อย ไม่ต้องรดน้ำอีก เพราะเชือกจะคอยดูดน้ำขึ้นมาที่ละน้อย เราแค่ดูว่าน้ำที่ก้นขวดด้านล่างใกล้จะหมดหรือยัง ก็เติมน้ำไว้ โดยสามารถเติมน้ำปุ๋ยเข้าไปได้ด้วย

ขอบคุณที่มา : วิถีชีวิตเกษตรพอเพียง / www.fourfarm.com

เผยวิธีการทำรองพื้นหลุม ก่อนปลูก พืชงามทุกชนิด

วันนี้ขอนำเสนอสูตรรองพื้นก้นหลุมปลูกด้วยวิธีการง่ายๆที่ปลูกอะไรก็งาม สูตรนี้เป็นสูตรง่ายที่ใช้วัสดุที่หาได้ง่ายๆตามท้องถิ่น โดยจะช่วยให้ต้นไม้โตไวใบเขียวและงามทุกต้นเลยค่ะ โดยสูตรนี้เป็นสูตรที่ใช้ขี้เถ้าแกลบหรือแกลบดำและเศษถ่านเป็นตัวช่วยค่ะ โดยสารที่สำคัญที่ช่วยบำรุงพืชคือ สารซิลิก้า นั่นเอง สูตรนี้ต้องขอขอบพระคุณ ยูทูปชาแนลช่อง Sivakorn Channel ที่ได้เผยแพร่ความรู้ดีๆแก่เกษตรกรทุกท่านค่ะ

ประโยชน์ของขี้เถ้าแกลบ

ในขี้เถ้าแกลบประกอบด้วย สารซิลิก้า จะช่วยเสริมให้พืชทนต่อสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น ช่วยให้พืชแข็งแรงใบไม่ให้เหี่ยวแห้ง ใบเขียวรสชาติดีและเร่งดอกเร่งผลได้อย่างดีเยี่ยม ที่สำคัญยังช่วยให้ใบพืชสร้างชั้นโพลิเมอร์เพื่อป้องกันการคายน้ำในหน้าแล้งอีกด้วย

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. เศษถ่านก้อนเล็กๆยิ่งละเอียดยิ่งดี

2. ขี้เถ้าแกลบหรือแกลบดำ

วิธีการทำ

1. เริ่มขั้นตอนแรกโดยการนำขี้เถ้าแกลบและเศษถ่านจากเตาเผาถ่านมาเตรียมไว้

2. จากนั้นนำส่วนผสมทั้งสองมาผสมเข้ากับดินร่วนจนเป็นเนื้อเดียว ในอัตราส่วนเท่าๆกัน เช่น ขี้เถ้าและเศษถ่าน 10 กิโลกรัม ต่อ หน้าดิน 10 กิโลกรัม เป็นต้น

3. ขั้นต่อมาทำการขุดหลุมสำหรับปลูก โดยขอเสนอขนาดหลุมปลูกที่เหมาะกับพืชชนิดต่างๆ ดังนี้

-ไม้ผลขนาดใหญ่ จำพวก มะม่วง ทุเรียน ขนุน ลำใย ลองกอง ต้องขุดหลุมให้มีขนาด 1*1*1 เมตร

-ไม้ล้มลุก พืชอายุสั้น เช่น พริก มะเขือ มะนาว มะกรูด ต้องขุดหลุมให้มีขนาด 15*15*15 เซนติเมตร

4.ขั้นสุดท้ายให้นำขี้เถ้าและเศษถ่านที่ผสมหน้าดินเรียบร้อยแล้วเทลงหลุมที่ขุดไว้สำหรับปลูก (การผสมขี้เถ้ากับหน้าดินจะช่วยลดความเป็นด่างในขี้เถ้า ช่วยปรับค่าPHให้มีค่าหมาะสมกับการปลูกพืช) แล้วสามารถนำพืชลงปลูกได้เลยค่ะ

คราวนี้บ้านไหมมีขี้เถ้าแกลบเศษถ่านอยู่ก็อย่าทิ้งนะคะ เอามารองก้นหลุมรับรองได้ผลดีต่อพืชแน่นอน

ขอบคุณที่มา ยูทูปชาแนลช่อง Sivakorn Channel / www.fourfarm.com

ปลูกผักบนคันดิน มีข้อดีและมีประโยชน์อย่างไร?

สำหรับปัญหาเรื่องปุ๋ยและพื้นที่ไม่เหมาะกับการทำเกษตร ควรเลือกปลูกพืชผักในแบบที่แตกต่าง ซึ่งการทำเกษตรแบบนี้มีหลากหลายสารพัดวิธีที่อาจไม่มีอธิบายในเชิงวิชาการ แต่สำหรับวิธีนี้ มีหลักอ้างอิงจากเกษตรกรหลายคนที่ทำสำเร็จมาแล้ว ขอเรียกง่ายๆ ว่า“การปลูกผักบนคันดินหรือการทำคันดินปลูกผัก” โดยภาษาที่เข้าใจกันในสากลบอกไว้ว่าเป็น วิธีทำเกษตรแบบ Hugelkultur

การปลูกและทำแปลงถั่วฝักย าวแบบพอเพียง สร้างรายได้ยั่งยืน ต้นกำเนิดคือ เกิดจากการสังเกตุธรรมชาติ ที่เกิดการทับถมของเศษกิ่งไม้ใบไม้ขอนไม้ จนก่อเกิดเป็นกองเศษอินทรีย์วัตถุ นานวันเข้าก็ถูกย่อยสลายและกลายเป็นเนินดินเหมาะกับการปลูกพืชผักโดยไม่ต้องรดน้ำใส่ปุ๋ยในเวลานาน

การทำเกษตรแบบ Hugelkultur

คือวิธีการทำเกษตรที่เกิดจากการสังเกตุธรรมชาติ ว่าในบริเวณต้นไม้หรือกิ่งไม้ที่ล้มที่ร่วงทับถมกันในป่านั้น จะเป็นพื้นที่ที่สามารถรักษาความชื้นได้ดีกว่าบริเวณอื่นๆ โดยรอบและมักจะมีตะไคร่ มอส หรือเห็ดเกาะตามขอนไม้ โดยเฉพาะในหน้าแล้ง ดินบริเวณขอนไม้ก็จะมีความชื้นมากกว่าบริเวณอื่น

เมื่อไม้ย่อยสลายก็จะทำให้ดินบริเวณใกล้ๆ ขอนไม้มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าบริเวณอื่นด้วย ตลอดระยะเวลานานนับ 10 ปี หลังจากที่เศษซากพืชถูกย่อยสลายจนหมดสิ้นแล้ว บริเวณดังกล่าวก็จะกลายเป็นกองดิน (mound) ที่มีธาตุอาหารมากมาย

เมื่อสามารถใช้พื้นที่เหล่านั้นให้เกิดประโยชน์โดยการนำพืชผักไปปลูกก็จะมีอัตราการงอกสูง เทคนิคดังกล่าวเรียกว่า Hugelkultur ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันแปลว่า mound culture น่าจะแปลเป็นภาษาไทยว่า วัฒนธรรมเนินดิน ซึ่งฟังดูแปลกๆ และไม่สื่อความหมายมากนัก จึงอาจใช้ชื่อว่า Hugelkultur ตามเขา หรือ การปลูกผักบนคันดิน หรือ การทำคันดินปลูกผัก เอาไว้เป็นแปลงเกษตรสำหรับปลูกผักนั่นเอง

ทำเกษตรบนคันดินอย่างไร ให้ได้ผล

วิธีการทำเกษตบนคันดินแบบ Hugelkultur ก็คือ ใช้ท่อนซุงหรือพวกกิ่งไม้ เศษใบไม้ใบหญ้าต่างๆ มากองสุมเป็นฐานและก่อเป็นแปลงผักให้สูงขึ้นเพื่อใช้ในการปลูกผักหรือทำประโยชน์ต่างๆ ด้านการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งประโยชน์ของการปลูกผักโดยวิธีนี้คือ

พืชผักที่เราปลูกนั้นจะได้รับสารอาหารจากกิ่งไม้เศษไม้ที่นำมากองสุมๆ เอาไว้และถูกย่อยสลายด้วยธรรมชาติ เป็นการช่วยให้อาหารและความชื้นตามธรรมชาติ โดยแปลงเกษตรแบบนี้ แทบจะไม่ต้องรดน้ำเลยหรือใช้น้ำน้อยมากในการรดน้ำให้พืชผัก

ประสิทธิภาพที่จะได้สำหรับการปลูกผักบนคันดิน หรือการทำคันดินปลูกผักด้วยวิธี Hugelkultureนี้คือเราจะต้องทำให้แปลงผักกองสุมนี้ให้สูงและกว้าง ยิ่งสูงมากกว้างมาก ก็ยิ่งไม่ต้องเปลืองน้ำกันมาก

การทำเกษตรบนคันดิน Hugelkultur

แต่ขอแนะนำ ให้เอาไม้หรือซากพืชที่สามารถย่อยสลายได้ในระยะเวลาสั้นๆ นะครับหากนำไม้สดมากองสุมๆ กันอาจต้องใช้เวลาเป็นปีเพื่อจะได้แปลงผักแบบนี้ แต่รับรองว่าทำแล้วจะได้แปลงผักที่ไม่ต้องรดน้ำจนชุ่มไปอีกนานเลยทีเดียว

ข้อมูลระบุว่า

การทำแปลง Hugelkulture 1 ครั้งสามารถใช้งานได้ยาวนานเกิน 10 ปี เอาไปลองกันเลย ผู้เขียนคิดว่าหากนำวิธีนี้มาจัดสวนล่ะก็ สวนจะอยู่กับเราไปอีกหลายสิบปีเลยทีเดียว ที่สำคัญไม่ต้องรดน้ำพรวนดินกันบ่อย ๆ ดีมาก ๆ เลยวิธีทำเกษตรแบบนี้

ขอขอบคุณข้อมูล : www.fourfarm.com

วิธีทำแปลงปลูกผักสวนครัวด้วยไม้ไผ่ ปลอดภัย ไร้สารพิษ

วันนี้เราจะพาไปดูไอเดียการทำแปลงปลูกผัก จากไม้ไผ่สาน โดยไอเดียนี้ถูกแชร์ลงในกลุ่มเฟสบุค เกษตรแนวใหม่2558 และมีผู้คนให้ความสนใจกันเป็นอย่างมากโดยการนำไม้มาทำเป็นเสาหลัก ปักหมุดลงดิน เพื่อทำเป็นโครงสร้างของแปลงผัก จากนั้นให้นำไม้ไผ่มาผ่าออก แล้วสานไขว้กับไปมาในหมุดที่ปักไว้ (เหมือนการสานทั่วๆไป)

ไม้ไผ่เป็นพืชที่หาได้ง่ายตามชนบท สามารถนำมาทำเป็นแปลงผักได้ ช่วยประหยัดงบ ไม่ต้องไปหาซื้อวัสดุอื่นๆ ตามธรรมชาติแล้ว ไม้ไผ่ถือว่าเป็นไม้ที่มีความ ยืด หด สูง มีความแข็งแรง เหนียว ทนทาน สามารถรองรับน้ำหนักได้ดี จึงเหมาะอย่างมากในการนำมาทำแปลงผัก

หรืออีกไอเดียหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการทำเสวียน ครอบต้นไม้ ใส่เศษใบไม้เศษวัชพืช เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ได้อีกทาง จะเห็นว่าไม้ไผ่นั้นมีประโยชน์มากหากเรานำมาใช้ได้อย่างถูกวิธี ยังไงก็ลองเอาไปดัดแปลงทำกันดูได้นะคะ

ขอขอบคุณข้อมูล : fourfarm.com

แนะนำคนรุ่นใหม่ที่อยากผันตัวเป็นเกษตรกร

คนรุ่นใหม่หลายท่านอยากผันตัวเป็นเกษตรกร ต้องการชีวิตสโลวไลฟ์ใช้ชีวิตพออยู่พอกินพอเพียง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีแค่คิดตามก็มีความสุขแล้วใช่ไหมคะ แต่อย่ามองเพียงด้านเดียวเพราะถ้าคุณยังไม่อ่านบทความนี้ค่ะ

1. ทำเกษตรโดย ขาดจุดมุ่งหมาย

หากการที่มีที่ดินและมีทุน แล้วคิดจะลงมาทำเกษตรเลย แน่นอนว่ายังไม่เพียงพอ อย่างแรกต้องถาม จะปลูกอะไร ปลูกอย่างไร และ ปลูกแล้วมีตลาดหรือไม่ ท่านลองถามตัวเองถ้ายังไม่รู้เรื่องพื้นฐานและไม่มีการกำหนดเป้าหมายชัดเจน อาจจะต้องเจอปัญหาต่างๆที่จะตามมาในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ควรทำคือ “กำหนดเป้าหมาย”

2. ชอบเกษตรจริงๆหรือแค่อยากลอง

การทำเพื่อทดลองทำดู นี่ไม่ถือเป็นสิ่งที่ดีนะคะ เนื่องจากการทำเกษตรนั้นคุณจะต้องทุ่มเทและเสียสละอะไรหลายๆอย่าง เช่น เงิน เวลา กำลังแรงกายแรงใจ จะทำเกษตรควรเริ่มจากมีใจรักจริงๆ ยอมตากแดดนานๆ ยอมจับจอมจับเสียม หรือแม้แต่รายได้ในช่วงแรกเข้ามาอาจทำให้หลายคนท้อไปเลยก็มี เพราะฉะนั้นอย่างที่สองที่ควรมีคือ “ต้องมีใจรัก”

3. รู้ทฤษฎีเยอะแต่ไม่เคยลงมือทำ

ทฤษฎีที่ได้ศึกษาและคิดว่าถ่องแท้แล้วอาจจะไม่ได้ผลเมื่อได้ทำการลงมือทำอย่างจริงจัง ดังนั้นถึงคุณจะสืบค้นหาข้อมูลเก่งอย่างไรแต่ถ้าหากยังไม่เคยลงมือ คุณจะไม่มีทางรู้ผลลัพธ์ที่แท้จริงและไม่มีทางเก่งขึ้นแน่นอน เพราะเมื่อลงมือทำจริงจะมีหลายๆอย่าประเดประดังเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น สภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่สามที่ควรรู้คือ “อย่าเชื่อทฤษฎีมาก”

บทความนี้ไม่ได้กีดกันคนรุ่นใหม่หรือคนที่อยากเริ่มทำเกษตรนะคะ เพียงแต่สิ่งใดเมื่อมีข้อดีแล้วก็ย่อมมีข้อเสียตามมา จึงอยากให้ทุกท่านตระหนักรู้และเตรียมร่างกายเตรียมใจให้พร้อมก่อนลงสนานมจริงค่ะ

ขอบคุณข้อมูล me-panya / www.fourfarm.com

วิธีทำให้ดินลูกรัง ปลูกพืชงาม โตเร็ว

วันนี้เราขอนำความรู้เล็กๆน้อยๆมาฝากให้กับแฟนเพจทุกท่านได้ชมกันและได้ศึกษากัน เป็นการแก้ไขปัญหาของดินลูกรัง ซึ่งปัญหาของดินลูกรังนั้นคือดินที่มีลักษณะร่วนเกินไป ทำให้เก็บน้ำไม่อยู่ อีกทั้งยังเป็นดินเกรดต่ำที่ไม่นิยมปลูกพืช ผมจึงนำเทคนิควิธีการแก้ไขดินลูกรัง ให้สามารถกลับมาปลูกพืชได้ รายละเอียดและขั้นตอนจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ

ในการปรับปรุงบำรุงดินลูกรังเพื่อปลูกพืชเพื่อเพิ่มผลผลิต โดยการเพิ่ม อินทรียวัตถุ สามารถทำได้โดย

๑. การไถกลบฟางข้าว และรดด้วยปุ๋ยอินทรีย์น้ำอัตรา ๕ ลิตร/ไร่ หมักทิ้งไว้ ช่วยให้ฟางย่อยสลายเร็วขึ้นเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน

๒. ใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก อัตรา ๒ – ๔ ตัน/ไร่ คลุกเคล้ากับดินในแปลง ปลูกพืช หรือในบริเวณหลุมปลูก

เทคนิคการปลูกพืชในดินลูกรัง
1 ขุดหลุมให้กว้างกว่าปกติ
2 ใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกรองก้นหลุม
3 ใช้เศษหญ้าคลุมปากหลุมเพื่อรักษาระดับความชื้นในดิน

การใช้ประโยชน์ดินลูกรังดินลูกรังนั้นเป็นดินชั้นล่างมีความแน่นทึบ ถือเป็นปัญหาใหญ่ในการชอนไชของราก จะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต แต่ก็ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง มีดังนี้

1 การทำทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์
พื้นที่ที่มีหน้าดินหนาเกิน 15 เซนติเมตรขึ้นไป เหมาะแก่การปลูกหญ้าไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์
2 การปลูกพืชไร่
พื้นที่ที่มีหน้าดินหนา 20 เซนติเมตร บริเวณที่ไม่มีน้ำท่วมขัง พืชที่สามารถปลูกได้ ได้แก่ ข้าวฟ่าง ถั่วลืสง ถั่วเขียว หรือพืชรากตื้น เป็นต้น ระหว่างการปลูกควรจะบำรุงดินโดยการใส่ปุ๋ยและให้รักษาความชื้นของดินโดยการนำเศษหญ้าแห้งมาคลุม

3 การปลูกไม้ผลและไม้โตเร็วดินลูกรังจะค่อนข้างร่วน ไม่จับกันเป็นก้อน ไม้ผลที่เหมาะแก่การปลูก ได้แก่ มะม่วงหิมพานต์ มะขาม ยูคาลิปตัส กระถิน สะเดา ขี้เหล็ก น้อยหนา พุทรา ไผ่ ยางพารา จะเป็นไม้โตเร็ว สามารถปลูกได้ในดินลูกรัง
4 การทำนาพื้นที่ราบที่มีหน้าดินลึก 15 เซนติเมตร และสามารถระบายน้ำได้เป็นอย่างดีในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำขัง การปลูกข้าวและใส่ปุ๋ยจะช่วยบำรุงให้ข้าวได้มีผลผลิตดี ดินลูกรังไม่เหมาะกับการปลูกพืชที่ต้องมีการพรวนดิน จำพวกข้าวโพด มันสำะหลัง เป็นต้น

การเพิ่มประสิทธิภาพให้ดินลูกรัง
1 เพิ่มอินทรีย์วัตถุให้ดิน โดยการไถกลบฟางข้าว จากนั้นใส่ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ อัตราส่วนไร่ละ 4 ลิตร เพื่อช่วยให้ฟางข้าวย่อยสลายเร็วขึ้น
2 ปรับสภาพดิน โดยการใส่ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก อัตราส่วนไร่ละ 2-4 ตัน ให้คลุกเคล้ากับดินปลูก ในอัตราเฉลี่ย 25-50 กิโลกรัม/หลุม
3 ปลูกพืชปุ๋ยสด จำพวก ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า โดยการไถกลบดินลงในระยะออกดอก หรือ ประมาณ 2 เดือน

ก่อนการปลูกพืชทุกชนิดจะต้องเพิ่มอินทรีย์วัตถุก่อนเสมอ เพื่อปรับสภาพดินให้มีการระบายน้ำได้ดี และมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น จะทำให้อัตราการรอดการปลูกพืชสูง ใครมีที่ดินที่เต็มไปด้วยดินลูกรังไม่ต้องหมดหวังไปค่ะ ลองแก้ตามวิธี รับรองว่าทำเกษตรได้ดีไม่แพ้ที่ดินอุดมสบูรณ์เลย

ขอบคุณข้อมูล : กลุ่มงานขยายผล ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ