ขั้นตอนการปลูก “ราชินีผลไม้” หรือ มังคุด

การปลูกมังคุด

มังคุดเป็นพืชสวนที่นิยมปลูกในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นพืชเศรษฐกิจรองลงมาจากทุเรียน เปรียบได้เหมือนกับ “ราชินีผลไม้” แห่งประเทศไทย การปลูกมังคุดต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานและต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมถึงจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ การทำสวนมังคุดและการปลูกมังคุดจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายคนส่วนใหญ่ ฉะนั้นเกษตรกรผู้สนใจจะปลูกมังคุดควรศึกษาวิธีการปลูกมังคุดอย่างถี่ถ้วน เช่น สภาพพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกมังคุด การเลือกต้นพันธุ์ หรือวิธีการปลูก เป็นต้น

ดินและสภาพพื้นที่ในการปลูกมังคุด

ดินที่ใช้ปลูกมังคุดควรเป็นดินร่วนปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำได้ดี หน้าดินลึกกว่า 50 เซนติเมตร ระดับน้ำใต้ดินลึกมากกว่า 1 เมตร มีความเป็นกรดด่าง 5.5-6.5 พื้นที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 0-650 เมตร ความลาดเอียง 1-3%

สภาพภูมิอากาศในการปลูกมังคุด

อุณหภูมิที่เหมาะสมระหว่าง 25-35 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนมากกว่า 2,000 มิลลิเมตร/ปี การกระจายตัวของฝนดี มีช่วงแล้งต่อเนื่องน้อยกว่า 3 เดือน/ปี และความชื้นสัมพัทธ์ 70 – 80%

แหล่งน้ำในการปลูกมังคุด

ควรมีปริมาณเพียงพอตลอดปี ไม่มีสารอินทรีย์และอนินทรีย์ที่เป็นพิษปนเปื้อน มีความเป็นกรด-ด่างของน้ำระหว่าง 6.0-7.5

การเตรียมพื้นที่ก่อนปลูกมังคุด

  1. พื้นที่ดอน ให้ทำการไถพรวน เพื่อปรับพื้นที่ให้เรียบและขุดร่องระบายน้ำหากมีปัญหาน้ำท่วมขัง หากเป็นพื้นที่ดอนที่เคยปลูกไม้ยืนต้นมาก่อน ไม่ต้องทำการไถพรวน
  2. พื้นที่ลุ่ม เป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังไม่มาก ให้นำดินมาเทกองตามผังปลูก ความสูงประมาณ 1.0 ถึง 1.5 เมตร แล้วปลูกมังคุดบนสันกลางของกองดิน หากพื้นที่มีน้ำท่วมขังมาก ทำการยกร่องสวนให้มีขนาดสันร่องกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร ร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร มีระบบระบายน้ำเข้าและออกเป็นอย่างดี (สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จังหวัดสงขลา)

การเลือกต้นพันธุ์มังคุด

การคัดเลือกต้นพันธุ์สำหรับปลูกควรคำนึงดังนี้

1.เป็นมังคุดที่ได้จากการเพาะเมล็ดสูง ประมาณ 50-75 เซนติเมตร

2 บรรจุในถุงเพาะชำ 8X10 นิ้ว ถุงอยู่ใหม่แข็งแรงไม่เก่าฉีกขาด

3 สภาพต้นมังคุดอวบแข็งแรง ต้นตั้งตรงใบหนาสีเขียวเข้ม มีไม้ผูกยึดต้น

4 ไม่มีโรคแมลงเข้าทำลาย

5 วัสดุปลูกเบาและระบายน้ำดี

6 ถ้ามีสติกเกอร์รับรองได้ยิ่งดี

(กรณีต้นมังคุดที่ขยายพันธุ์จากการเสียบยอดนั้น มีลักษณะเพิ่มเติมได้แก่ ลำต้นต้องตั้งตรงไม่เลื้อย สูง 50-75 เซนติเมตร รอยประสานดีแข็งแรง ส่วนยอดพันธุ์ดีส่วนบนต้องแข็งแรง)

วิธีการปลูกมังคุด

  1. การวางผังปลูก มี 2 ระบบ คือ ระบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือสามเหลี่ยมด้านเท่า ระยะในการปลูกมังคุดที่แนะนำคือ 8 ถึง 9 x 8 ถึง 9 เมตร และระบบแถวกว้างต้นชิดเพื่อให้สามารถนะเครื่องจักรเข้าไปทำงานได้สะดวก โดยมีจำนวนต้นต่อไร่ประมาณ 20-25 ต้นต่อไร่
  2. วิธีการปลูก มี 2 แบบ คือ การปลูกแบบเตรียมหลุมปลูก เหมาะกับพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง และการปลูกแบบยกโคก เหมาะกับพื้นที่ฝนตกชุก ช่วยให้ดินระบายน้ำได้ดีขึ้น
  3. การขุดหลุมปลูก เหมาะกับพื้นที่ที่ค่อนข้างแห้งแล้งและยังไม่มีการวางระบบน้ำไว้ก่อนปลูก วิธีนี้ดินที่อยู่ในหลุมจะช่วยเก็บความชื้นได้ดีขึ้น แต่หากมีฝนตกชุก จะทำน้ำขังรากเน่า และต้นจะตายได้ง่าย
  4. การปลูกโดยไม่ต้องขุดหลุม (ปลูกแบบยกโคก) เหมาะกับพื้นที่ฝนตกชุก วิธีนี้ช่วยในการระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ขังโคนต้น แต่ต้องมีการวางระบบน้ำไว้ก่อนจะทำการปลูก ซึ่งต้นมังคุดจะเจริญเติบโตเร็วกว่าการขุดหลุมปลูก

** ทั้งนี้จุดเน้นที่สำคัญในการปลูกมังคุด คือ ควรใช้ต้นกล้าที่มีระบบรากดี ไม่ขดงอในถุง แต่หากจะใช้ต้นกล้าขนาดใหญ่ก็ให้ตัดรากที่ขดหรือพันตรงก้นถุงออก

ขั้นตอนการปลูกมังคุด

  1. ขุดหลุมปลูกขนาด 50x50x50 ซม. นำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์อื่นๆ ผสมกับดินที่ขุดไว้บนปากหลุม ในอัตราดิน 3 ส่วน/ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ผสมปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 2-3 กำมือ และปุ๋ยร็อคฟอสเฟต 1 กำมือ
  2. ใส่วัสดุปลูกที่คลุกเคล้าเข้าด้วยกันแล้วกลับลงไปในหลุมและหมักทิ้งไว้อย่างน้อย 1 – 2สัปดาห์ก่อนปลูก
  3. นำต้นมังคุดวางกลางหลุม กลบดินให้แน่น
  4. ปักไม้ยึดลำต้นไม่ให้โยกคลอนและคลุมโคนเพื่อรักษาความชื้น
  5. รดน้ำให้ชุ่ม หลังปลูกควรทำร่มเงาโดยการใช้ทางมะพร้าว หรือใช้วัสดุอื่นๆ ตามความเหมาะสม

ขอขอบคุณข้อมูล : www.fourfarm.com

ไอเดียเกษตรกรยุคใหม่ “เพิ่มเงินให้ผลิตผลพื้นที่สูง”

เดิมทีไม่ได้อยากจะปลูกผักกินเองเพราะซื้อที่ตลาดง่ายกว่าเยอะ แต่ระยะหลังเห็นข่าวในโลกออนไลน์บ่อยๆว่า “สารเคมีเกษตรทำให้คนป่วยเป็นมะเร็งและเสียชีวิต” เลยต้องกลับมาคิดใหม่ และสุดท้ายก็จบตรงที่ปลูกผักกินเองบ้าง โดยเน้นชนิดที่ตัวเองใช้ทำอาหารบ่อย เช่น โหระพา มะนาว พริก ส่วนผักอื่นก็หาจากตลาดโดยเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าประจำกับร้านที่มีตรารับประกันความปลอดภัยไม่ว่าจะเป็น เกษตรจีเอพี หรือเกษตรอินทรีย์ เพิ่มความเชื่อมั่นในการกินอาหารตามกระแส รักชีวิต รักษ์โลก

ช่วงนี้จึงสนใจศึกษาการเกษตรแบบประกันความปลอดภัยจากสารพิษ หลายคนฟังแล้วอาจทำหน้างง คำที่เข้าใจง่ายๆก็คือ “เกษตรปลอดภัย” นั่นเอง ไอเดียที่อยากแนะนำให้เพื่อนเกษตรกร (หัวใจสีเขียว) นำไปปฏิบัติ ได้แก่

              1. สร้างจุดขาย ดี อร่อย ด้วยการปลูกผักในรูปแบบตลาดนิยมตามแนวทางของมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งเน้นไปทางอาหารเพื่อสุขภาพทั้งผัก ผลไม้ และธัญพืช ผลพลอยได้จากงานวิจัยทำให้เกษตรกรบนดอยสูงบ้านเรามีพืชเศรษฐกิจทางเลือกหลายชนิด พร้อมชุดองค์ความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิต ลดการใช้พื้นที่ปลูกเหลือแค่ 1 ไร่ ก็ได้เงินเท่ากับ 10 ไร่ เมื่อเทียบกับอดีต เรื่องจริง บ่ได้โม้นะเจ้า

 2. สร้างชีวิตใหม่ให้ดิน ปลูกอะไรก็ได้ผล เริ่มจากการปรับโครงสร้างดินให้โปร่ง ร่วนซุย เนื้อดินมีช่องว่างเพื่อเก็บอากาศ เก็บธาตุอาหาร และอุ้มน้ำ ส่งผลให้ต้นพืชเติบโตเร็ว แตกรากดี มีอากาศหายใจ มีน้ำเพียงพอ ในขณะเดียวกันช่องว่างระหว่างเม็ดดินยังเป็นแหล่งอาศัยของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ด้วย วิธีง่ายสุดและทำเองได้คือ การขึ้นแปลงและโรยปุ๋ยอินทรีย์ให้ทั่ว โดยสูตรที่ดีต้องมีส่วนผสมของมูลสัตว์ (แหล่งธาตุอาหาร) เศษพืชหรือเปลือกไข่ (แหล่งวิตามิน) และดินขุยไผ่ (แหล่งจุลินทรีย์ดี) อัตรา 2:1:1 ซึ่งอาจใส่ตัวช่วยให้ย่อยสลายเร็วขึ้น เช่น สารเร่ง พด. ไส้เดือนดินสีแดง (ขี้ตาแร่) หากมีทุนไม่มากก็ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมก่อนย้ายปลูก ซึ่งคล้ายกับว่าเป็นการทำคลังอาหารขนาดกว้างและลึกเท่ากับอาณาเขตรากพืช ย้ำว่าควรทำอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างดินที่ดีเหมาะแก่การเพาะปลูก

          3. สร้างเกราะป้องกัน ด้วยวัคซีนพืช เปรียบเสมือนการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-2019 โดยหลังฉีดพ่นวัคซีนพืชจะช่วย

1) กระตุ้นให้พืชสร้างระบบภูมิคุ้มกันภายในตามธรรมชาติ เพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ต้นทาง เช่น เพิ่มความหนาแน่นและความแข็งแรงให้กับเส้นขน ทำให้เนื้อเยื่อพืชตายทันทีเฉพาะส่วนที่เสียหาย
2) เคลือบต้นพืช เพื่อยับยั้งหรือควบคุมไม่ให้เชื้อสาเหตุโรคเจริญเติบโต และสร้างความเสียหาย
3) ส่งเสริมการเจริญเติบโต เพิ่มประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสง และการดูดซึมธาตุอาหารเข้าสู่ต้น

ตัวอย่างวัคซีนพืช เช่น ชีวภัณฑ์เกษตรป้องกันโรคพืชที่ผลิตจากแบคทีเรียบาซิลลัส สเตรปโตมัยซีส และราไตรโคเดอร์มา หรือที่เกษตรกรเรียกว่ายาเชื้อ ในทางตรงข้ามการพ่นสารเคมีส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์กำจัดศัตรูพืชมากกว่าซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายทางของสาเหตุ อย่างไรก็ตามคุณสมบัติของวัคซีนพืชที่จำหน่ายตามท้องตลาดมีหลายแบบและราคาต่างกัน การเลือกซื้อจำเป็นต้องศึกษาแหล่งผลิตที่มีคุณภาพและผ่านการรับรองมาตรฐาน เฉพาะเกษตรกรโครงการหลวงและโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงที่สนใจผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย สามารถติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โรงชีวภัณฑ์ มูลนิธิโครงการหลวง เบอร์โทร 053-114218 หรือ ID Line : ppcrpf นอกจากนี้ยังมีสูตรน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากไข่ไก่ 5 กิโลกรัม กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม แป้งข้าวหมาก 1 ก้อน และยาคูลท์ 1 ขวด

             4. สร้างมูลค่าเพิ่มเศษเหลือทิ้ง ปรับความคิดเดิมที่เข้าใจว่ารายได้หลักมาจากการจำหน่ายผลผลิตรับประทานสดอย่างเดียว เพราะปัจจุบันสามารถนำทุกส่วนของต้นพืชมาเปลี่ยนเป็นเงินได้แล้วในรูปแบบ

1) เครื่องดื่มแบบผงชงสำเร็จรูป เช่น ชาจากยอด ใบ และดอก
2) อาหารแปรรูป เช่น ผักผลไม้อบแห้ง
3) ส่วนขยายพันธุ์พืช เช่น กิ่งชำไม้ผล เมล็ดผัก
4) ปัจจัยผลิตเกษตร เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมัก วัสดุปลูก วัสดุเพาะกล้า วัสดุปรับปรุงดิน บรรจุภัณฑ์จากรากพืช เปลือก ตอซัง เศษพืชเหลือทิ้ง
5) ผลิตภัณฑ์ของใช้ ของที่ระลึก ของตกแต่งเก๋ๆ เช่น ดินสอจากกิ่งไม้ ถ่านดูดสารพิษ กระถางต้นไม้ย่อยสลายง่าย เฟอร์นิเจอร์เศษไม้ กระดาษเส้นใย กระเป๋า ของเล่น

ใครถนัดแนวไหนก็เริ่มเลย ส่วนวิธีทำสามารถเข้าไปเรียนรู้ได้ในช่องทางสื่อออนไลน์ และเว็บไซต์ทั่วไป

          5. สร้างชื่อบนโลกออนไลน์ ขายง่ายกว่าเดิม ไอเดียนี้ต้องรวมกลุ่มกันทำ คนเดียวอาจไปไม่รอด เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่สนใจสั่งซื้อของจากร้านค้าที่มีสินค้าให้เลือกหลายชนิด ของคุณภาพดีและส่งเร็ว สมาชิกแต่ละคนจึงต้องทำหน้าที่เป็นนักการตลาด นักบัญชี นักคิด นักพูด และพนักงานส่งของ วิธีนี้ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากจนทำไม่ได้ ตัวอย่างความสำเร็จ เช่น “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรโครงการฯ ห้วยเป้า อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่” ผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ของเพจ Facebook และ Line Official “น้ำ 3 สาย by ห้วยเป้า”

 6. สร้างรายได้จากหลากหลายช่องทางแต่ละกลุ่มลูกค้า แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยแบ่งช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้แก่ (1) ระยะสั้น เช่น ต้นอ่อนผัก 5-7 วัน กล้าต้นผัก 15-30 วัน ผักใบ 30-45 วัน (2) ระยะกลาง เช่น ผักผล กล้าต้นไม้ผล (3) ระยะยาว เช่น ไม้ยืนต้น ไม้กินหน่อ หากสามารถเปรียบเทียบราคาพืชตลอดปีด้วยจะดีมาก สำหรับเอาไปใช้วางแผนการปลูกให้ส่งผลิตผลได้ตรงเวลา และได้ราคารับซื้อผลิตผลที่สูง สิ่งสำคัญอีกประการคือ ต้องควบคุมต้นทุนการผลิต รวมทั้งหาแหล่งจำหน่ายหลักและแหล่งสำรองเพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจเกษตร ภายใต้สถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ขอขอบคุณข้อมูล : www.fourfarm.com

ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ได้ผลผลิตสูง ฝักโต เมล็ดเต็ม

“ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคปศุสัตว์ เพราะเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ แต่ทุกวันนี้ ประเทศไทยยังคงผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบทดแทน เช่น ข้าวสาลี และนำเข้าเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ

การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้ได้ผลผลิตเต็มไร่ และคุณภาพดี เกษตรกรต้องมีความรู้ เรื่องการเพาะปลูกอย่างถูกวิธี ทั้งการจัดการดิน ปุ๋ยและน้ำ รวมทั้งการเก็บเกี่ยว หากเกษตรกรวางแผนการปลูกและบริหารจัดการแปลงอย่างเหมาะสม  การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีผลผลิตมากกว่า 1 ตันต่อไร่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ขั้นตอนการปลูกและการบำรุง “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์”ให้ฝักโตเมล็ดเต็ม

1. การเตรียมแปลงปลูก

อีกหนึ่งหัวใจของการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คือการเตรียมแปลง โดยเริ่มจากการไถดะ เพื่อกำจัดวัชพืช และปรับพื้นที่ให้ราบเรียบสม่ำเสมอ เพื่อสะดวกในการให้น้ำและระบายน้ำออกจากแปลง พื้นที่ควรมีหน้าดินลึกไม่ต่ำกว่า 30 เซนติเมตร เพื่อให้รากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สามารถเจริญเติบโต ดูดน้ำและธาตุอาหารจากหน้าดินได้ดี

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชอบดินที่มีลักษณะโปร่งและระบายน้ำดี โดยทั่วไปวิธีการเตรียมดินที่เหมาะสม เริ่มจากตากดินไว้อย่างน้อย 5 – 7 วัน เพื่อกำจัดวัชพืชและเชื้อราในดิน หลังจากนั้นจึงไถพรวนโดยใช้รถไถผาน 7 ไถย่อยดินให้ร่วนซุย พร้อมใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกร่วมด้วย อัตรา 1-2 ตันต่อไร่ เพื่อปรับสภาพและโครงสร้างของดิน เพื่อเก็บกักความชื้นในดินและให้มีสภาพเหมาะแก่การเพาะปลูก

2.การจัดการแปลงปลูก การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ทำให้ได้ผลผลิตเหมาะสม โดยทั่วไปมีการจัดการแปลงปลูก 2 รูปแบบ

  • ปลูกแบบแถวเดี่ยว ให้เว้นระยะหยอดระหว่างแถว 75 เซนติเมตร และปลูกระยะห่าง 20 – 25 เซนติเมตร หยอดเมล็ดข้าวโพดลง 1 – 2 เมล็ด/หลุม (จำนวนต้นต่อไร่ ประมาณ 8,500 – 10,600 ต้น จะใช้เมล็ดข้าวโพดประมาณ 3.0 – 3.5 กิโลกรัมต่อไร่
  • การปลูกแบบแถวคู่ มีการยกร่องสูง เว้นระยะร่องละ 120 เซนติเมตร ปลูกเป็นสองแถว ข้างร่องเว้นระยะห่าง 30 เซนติเมตร ปลูกห่างต้นละ 20 – 25 เซนติเมตร แนะนำปลูก
    1 – 2 ต้นต่อหลุม จะมีจำนวนต้นประมาณ 8,500 – 10,600 ต้นต่อไร่ และใช้เมล็ดข้าวโพดประมาณ 3.0 – 3.5 กิโลกรัมต่อไร่)

ขั้นตอนการบำรุง “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ให้ผลผลิตคุณภาพ ฝักโตเมล็ดเต็ม

 ปุ๋ย เป็นแหล่งธาตุอาหารที่สำคัญของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ดังนั้นเกษตรกรควรใช้ปุ๋ยให้ถูกสูตร ถูกเวลา ถูกวิธี และในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตที่ดี ฝักใหญ่ เมล็ดเต็มฝัก การใส่ปุ๋ยบำรุงต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบ่งเป็น 2 ช่วง

      ช่วงที่ 1 เป็นการใส่ปุ๋ยรองพื้น แนะนำปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-20-0 หรือ 16-8-8 อัตรา 30 – 50 กิโลกรัมต่อไร่  เพื่อช่วยให้ต้นโตไว สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นข้าวโพดยังเล็ก ทั้งยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ส่วนราก

       ช่วงที่ 2 เป็นการใส่ปุ๋ยแต่งหน้า เมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีอายุ 40 – 45 วันหลังปลูก แนะนำปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0 อัตรา 25 – 30 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในขณะที่ดินมีความชื้นหรือให้น้ำตาม จะช่วยทำให้ติดดอกดี ฝักใหญ่ น้ำหนักดี

การเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาที่เหมาะสม

เกษตรกรควรเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แก่จัดและแห้งสนิท (อายุประมาณ 120 วันหลังปลูก ขึ้นอยู่กับพันธุ์) ต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะมีลักษณะแห้งและเปลี่ยนเป็นสีฟางขาวหมดทั้งแปลง และเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ควรมีความชื้นประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ดีไม่ควรเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฝนตกเพราะเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะมีความชื้นสูง ควรปล่อยให้ฝักและต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แห้งก่อนเก็บเกี่ยว

ขอขอบคุณข้อมูล : www.fourfarm.com

เตือนภัยเงียบ !! จากปอเทือง…ระวังการปนเปื้อนของเมล็ดวัชพืชในเมล็ดพันธุ์ปอเทือง

การปนเปื้อนของเมล็ดวัชพืช เป็นปัญหาใหญ่ที่ถูกมองข้าม

ฤดูแล้งปีนี้ ใครวางแผนจะปลูกปอเทืองเป็นปุ๋ยพืชสด ลองฟังคำเตือน คุณอิทธิพล เครือจินลิ เกษตรกรปลูกอ้อย จังหวัดสระแก้ว

หลังจากที่คุณอิทธิพลไปขอรับแจกเมล็ดปอเทือง จากสถานีพัฒนาที่ดิน เพื่อปลูกในพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ต่อมา เริ่มสังเกตว่ามีวัชพืชใบกว้างประเภทเถาเลื้อย ตระกูลผักบุ้ง ขึ้นปกคลุมต้นปอเทือง

คาดว่าเมล็ดวัชพืชจะติดมากับเมล็ดพันธุ์ปอเทือง เพราะไม่เคยเห็นวัชพืชชนิดนี้มาก่อน

ความตั้งใจจะปลูกปอเทืองเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ จึงต้องเปลี่ยนเป็นไถกลบ ก่อนวัชพืชจะออกดอก/ติดเมล็ดสะสมในดิน กลายเป็นปัญหาในแปลงฤดูต่อๆไป

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ฝนตกชุกมาก การไถกลบเพื่อกำจัดวัชพืชไม่ใช่เรื่องง่าย พบว่า ยังมีต้นวัชพืชที่แตกต้นใหม่ได้อีก

ดังนั้น จึงวางแผนว่าแปลงนี้ต้องปลูกพืชประธานใบแคบ เช่น อ้อย เพื่อจะใช้สารในกลุ่ม O ที่มีกลไกการออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนอ๊อกซิน (ได้แก่ 2,4-ดี พิคลอแรม หรือไตรโคลเพอร์ ) ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชเลือกทำลายเฉพาะพืชใบกว้าง

แต่หากจำเป็น ต้องปลูกมันสำปะหลัง ต้องกำจัดวัชพืชเถาเลื้อยนี้ให้หมดก่อนปลูกมันสำปะหลัง เพราะสาร ทุกตัวในกลุ่ม O เป็นพิษต่อมันสําปะหลัง

จึงขอฝากให้เกษตรกร เฝ้าระวังการปนเปื้อนของเมล็ดวัชพืชในเมล็ดพันธุ์ปอเทือง ด้วยการหมั่นตรวจแปลง

อย่าลืมว่า เมล็ดวัชพืชสามารถพักตัวในดินได้นานหลายปี หากปล่อยให้มีการระบาดแล้ว ก็จะระบาดมากขึ้นเรื่อยๆทุกปี

เตือนภัยเงียบ !! จากปอเทือง ระวังการปนเปื้อนของเมล็ดวัชพืชในเมล็ดพันธุ์ปอเทือง
ระวังการปนเปื้อนของเมล็ดวัชพืชในเมล็ดพันธุ์ปอเทือง
เตือนภัยเงียบ !! จากปอเทือง ระวังการปนเปื้อนของเมล็ดวัชพืชในเมล็ดพันธุ์ปอเทือง
ระวังการปนเปื้อนของเมล็ดวัชพืชในเมล็ดพันธุ์ปอเทือง
เตือนภัยเงียบ !! จากปอเทือง ระวังการปนเปื้อนของเมล็ดวัชพืชในเมล็ดพันธุ์ปอเทือง
เตือนภัยเงียบ !! จากปอเทือง ระวังการปนเปื้อนของเมล็ดวัชพืชในเมล็ดพันธุ์ปอเทือง
เตือนภัยเงียบ !! จากปอเทือง ระวังการปนเปื้อนของเมล็ดวัชพืชในเมล็ดพันธุ์ปอเทือง
เตือนภัยเงียบ !! จากปอเทือง ระวังการปนเปื้อนของเมล็ดวัชพืชในเมล็ดพันธุ์ปอเทือง
เตือนภัยเงียบ !! จากปอเทือง ระวังการปนเปื้อนของเมล็ดวัชพืชในเมล็ดพันธุ์ปอเทือง
เตือนภัยเงียบ !! จากปอเทือง ระวังการปนเปื้อนของเมล็ดวัชพืชในเมล็ดพันธุ์ปอเทือง

เครดิตเรื่อง/ภาพ : คุณอิทธิพล เครือจินลิ

ขอบคุณที่มา : สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย /เกษตรทันข่าว.com

วิธี “แกล้งชะอม” ให้แตกยอดนอกฤดูได้

ฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่ชะอมแตกยอดให้เก็บผลผลิตเยอะเป็นพิเศษ แต่พอหน้าหนาวช่วงเดือน พฤศจิกายน – มกราคม จะได้ผลผลิตน้อยทำให้ราคาชะอมแพงขึ้น หากสามารถบังคับให้ชะอมแตกยอดได้จะสร้างโอกาสมีรายได้งามๆ ในช่วงนั้น เคล็ดลับในการผลิตชะอมนอกฤดู อยู่อย่างเพียงพอด้วยเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเทคนิคง่าย ๆ ดังนี้

1. ก่อนถึงฤดูกาลประมาณเดือนครึ่งให้สำรวจต้นแม่ชะอม ตาแข็งแรงสมบูรณ์ และเจริญเติบโตดีหรือไม่ หากพบว่า แคระแกร็นไม่ สมบูรณ์ก็บำรุงต้นด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยพืชสด รวมถึงกำจัดวัชพืชรอบโคนต้นให้เรียบร้อย
2. เลือกกิ่งที่แก่พอดีแล้วใช้มีดฟันต้นและกิ่งให้สูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร เพื่อสะดวกในการเก็บยอด โดยเลือกฟันกิ่งและโน้มลงในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ เพื่อให้กิ่งได้รับแสงแดดเต็มที่และทั่วถึง ทั้งยังช่วยให้บาดแผลแห้งและสมานเร็วขึ้น
3. หลังจากฟันกิ่งแล้วงดให้น้ำประมาณ 1 สัปดาห์ หรือจนกว่าจะสังเกตเห็นใบเริ่มเหี่ยวมีสีเหลืองและร่วงหล่น จึงเริ่มให้น้ำวันเว้นวันโดยระวังอย่าให้แฉะ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้รากเน่าตายได้
จากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ชะอมจะเริ่มแตกยอดอ่อนให้เก็บบริโภคและขายได้แล้ว

ขอบคุณที่มา : facebook เพจ บ้านและสวน Garden & Farm

“ทุเรียนบ้าน”ทุเรียนพื้นถิ่นหนึ่งปีมีให้กินครั้งเดียว!

ในพื้นที่บ้านคลองคุ้ย หมู่ที่ 3 ตำบลปากแจ่ม อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เกษตรกรที่นี่ปลูกผลไม้ผสมผสาน โดยเฉพาะทุเรียนบ้าน หรือพันธุ์พื้นเมือง ร่วมกับ ผลไม้ชนิดอื่น ๆ เช่น มังคุด เงาะ ลองกอง โดยต้นทุเรียนทุเรียนบ้านหรือทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง บางต้นในพื้นที่แห่งนี้มีอายุ ราว 100 ปีก็มี

.

แม้ทุเรียนบ้านจะมีลูกเล็กและเนื้อทุเรียนน้อยกว่าทุเรียนทั่วๆ ไป แต่ด้วยรสชาติเป็นเอกลักษณ์ มีกลิ่นหอม หวาน มัน ทำให้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ที่นิยมรับประทานแบบทุเรียนสด และ ทำเป็นข้าวเหนียวทุเรียน

.

ซึ่งปีนี้พบว่าออกผลผลิตลูกเรียนดกเป็นอย่างมาก และเมื่อถึงฤดูกาลทุเรียนเริ่มที่จะสุกแล้ว ชาวเกษตรกรส่วนใหญ่ที่มีต้นทุเรียนบ้านพันธุ์พื้นเมือง ก็จะเก็บลูกทุเรียนเหล่านี้ มาวางขายกันตามหน้าบ้าน ติดริมถนนห้วยยอด-บ้านโพธิ์ ขายให้กับนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ใช้รถเดินทางผ่านสัญจรไปมาในเส้นทางนี้ ลูกค้าและพ่อค้าคนกลางก็มีมาเหมาเป็นเข่งเพื่อนำไปขายต่อด้วยก็มี

.

โดยป้าสาว หรือนางกัลยาณี โชติรัตน์ อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1 ม.3 ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เจ้าของทุเรียนบ้านพันธุ์พื้นเมือง บอกว่า อาชีพหลักของตนเองก็จะขายลูกชิ้นทอดอยู่หน้าบ้านติดริมถนน และก็มีทำอาชีพเสริมด้วยการปลูกทุเรียนบ้านพันธุ์พื้นเมืองไว้ทั้งหมด 20 ต้น และทุเรียนที่สุกแล้วก็จะมาวางขายหน้าบ้านในกิโลกรัมละ 50-60 บาท

.

หากมีคนมาเหมารับซื้อป้าจะขายกิโลกรัมละ 50 บาท ซึ่งปีที่แล้ว ทุเรียนบ้านพันธุ์พื้นเมือง ไม่ออกลูกเลย เนื่องจากฝนตกตลอดทั้งปี แต่ปีนี้โชคดีได้ผลผลิตเยอะ ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า โดยทุเรียนสายพันธุ์นี้ 1 ปีจะมี 1 ครั้ง รสชาติหวานหอม เหมาะกับไปข้าวเหนียวทุเรียน ซึ่งฤดูกาลทุเรียนปีนี้ทำให้มีรายได้เสริมเข้ามาประมาณ 30,000-50,000 บาทต่อปี ก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย และเมื่อทุเรียนเริ่มสุก ก็จะมีมังคุดสุกตามหลังมาเช่นกันก็นำมังคุดมาขาย ในราคากิโลกรัมละ 50-60 บาทเช่นกัน

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล

https://www.77kaoded.com/news/mydear/2440875/embed#?secret=cHUdWuNN2u#?secret=2OpZymDWyp

🔰 ปรึกษาปัญหาเกษตร 🔰

โทร.087-754-9999

📲 แอดไลน์ @Kasetnews หรือกด 👇

https://line.me/ti/p/%40kasetnew

#ทุเรียน#ปลูกทุเรียน#จังหวัดตรัง

ดูได้ที่กล่อง PSI 📺 หมายเลข 72

#เกษตรยุคใหม่#ข่าวเกษตร#เกษตรนิวส์

มะม่วงเริ่มติดผลเล็ก..ระวัง!โรคแอนแทรคโนส

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามปกติมะม่วงจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดให้ผู้บริโภคได้รับประทานกันในช่วงฤดูร้อนหรือประมาณเดือนเมษายน แต่ก่อนที่จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และอร่อยถูกปากเป็นที่ต้องการของตลาดนั้น เกษตรกรจะต้องคอยดูแลตลอดกระบวนการตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก ออกดอก ติดผล ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชไม่ให้มาทำลายผลผลิตได้

.

สำหรับช่วงข้ามปีคือ ระหว่างเดือนธันวาคม – มกราคม เป็นช่วงที่มะม่วงออกดอกและทยอยติดผลเล็กแล้ว เริ่มจากสวนมะม่วงในพื้นที่ภาคกลาง ตามด้วยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงจึงควรเริ่มสำรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรับมือกับโรคและแมลงศัตรูมะม่วง โดยเฉพาะโรคจุดดำ หรือโรคแอนแทรคโนส

.

ซึ่งเป็นโรคสำคัญที่ทำให้ผลมะม่วงเสียหาย ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและรายได้จากผลผลิต ทั้งนี้ โรคแอนแทรคโนส เป็นเชื้อราสาเหตุโรคที่สามารถเข้าทำลายพืชได้ในทุกระยะการเจริญเติบโต โดยมีลักษณะอาการของโรค ที่เกษตรกรจะต้องหมั่นสังเกต คือ ใบอ่อนพบจุดฉ่ำน้ำ ต่อมาเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาลดำ

.

สำหรับการควบคุมและป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสในมะม่วงแบบผสมผสาน เกษตรกรควรกำจัดวัชพืชรอบโคนต้น เพื่อลดความชื้นในทรงพุ่มและควบคุมปริมาณธาตุอาหารให้เหมาะสม ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบมะม่วงเริ่มมีอาการของโรค ควรตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรค นำไปทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค

.

สำหรับแหล่งปลูกที่พบการระบาดของโรคเป็นประจำ ในช่วงที่มะม่วงแตกใบอ่อน เริ่มแทงช่อดอก และหลังติดผลอ่อน ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น แมนโคเซบ 80% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะซอกซีสโตรบิน 25% SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โพรคลอราซ 45% EC อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 – 10 วัน และควรหลีกเลี่ยงการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ในช่วงดอกบาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการผสมเกสรของพืช หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ควรตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง โดยเฉพาะกิ่งที่เป็นโรค และเก็บส่วนที่เป็นโรค นำไปทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของโรคในฤดูกาลผลิตต่อไป

🔰ปรึกษาปัญหาเกษตรฟรี🔰

📲แอดไลน์ @Kasetnews

☎️ 02-104-9999

#มะม่วง#โรคแอนแทรคโนส#เกษตรอินทรีย์

ดูได้ที่กล่อง PSI 📺 หมายเลข 72

#ข่าวเกษตร#เกษตรนิวส์#เกษตรยุคใหม่

หน้าร้อนพืชชนิดไหนที่น่าปลูกเพื่อสร้างรายได้!

หน้าร้อนพืชชนิดไหนที่น่าปลูกเพื่อสร้างรายได้

1. มะละกอ: มะละกอเป็นพืชที่ปลูกง่ายและปรับตัวได้ดีในสภาพภูมิอากาศที่ร้อน นอกจากนี้ยังสามารถนำไปทำอาหารหลากหลายชนิดและมีความต้องการสูงในตลาด

2. มะพร้าว: มะพร้าวเป็นพืชที่สามารถปลูกในหน้าร้อนและมีน้ำมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยม นอกจากนี้ยังสามารถนำเปลือกมะพร้าวมาผลิตเป็นเศษไม้ปลอก ซึ่งมีอุตสาหกรรมที่ใช้เศษไม้ปลอกมากมาย

3. กาแฟ: การปลูกกาแฟเป็นอีกหนึ่งวิธีในการสร้างกำไรในหน้าร้อน ควรเลือกพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและความต้องการของตลาด

4. สับปะรด: สับปะรดเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพืชที่ทนต่อความร้อน มีความต้องการสูงในตลาดทั้งในรูปแบบสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป

5. ถั่วเหลือง: ถั่วเหลืองเป็นพืชที่สามารถปลูกในหน้าร้อน และมีความต้องการสูงในตลาด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดีให้กับมนุษย์และสัตว์

ขอขอบคุณข้อมูล : www.fourfarm.com

การปลูกมะละกอให้ได้ผลผลิตที่ดี

การปลูกมะละกอให้ได้ผลผลิตที่ดี คุณสามารถปฏิบัติตามเทคนิคต่อไปนี้

1. เตรียมดิน
มะละกอชอบดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี ความเป็นกรด-ด่างของดินควรอยู่ในช่วง 6.0-6.5

2. ปุ๋ย
ใช้ปุ๋ยคอมโพสต์หรือปุ๋ยหมักเพื่อปรับปรุงคุณภาพดิน สำหรับปุ๋ยเคมี ใช้สูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 โดยใส่ปุ๋ยครั้งแรกหลังจากปลูก 2-4 สัปดาห์

3. การให้น้ำ
มะละกอชอบน้ำ ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่หลีกเลี่ยงให้น้ำมากเกินไป เพราะจะทำให้รากเน่า

4. ตัดแต่งกิ่ง
ตัดแต่งกิ่งที่ไม่สมบูรณ์แข็งแรง หรือกิ่งที่ไม่มีผล ทำให้มะละกอเจริญเติบโตดีขึ้น

5. กำจัดวัชพืช
รักษาความสะอาดรอบโคนต้น กำจัดวัชพืชเพื่อป้องกันการแย่งอาหารและน้ำ

6. ควบคุมโรคและแมลง
สังเกตุและป้องกันโรคพืช เช่น โรคเน่าคอดิน โรคใบด่างขาว และแมลงที่สำคัญ เช่น แมลงวันเจาะผล และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอื่นๆ

7. การเก็บเกี่ยว
เก็บเกี่ยวมะละกอเมื่อผลใหญ่และสีเขียวอ่อน หรือเมื่อผิวมีความแข็งแรงและมีน้ำหนัก เมื่อเก็บเกี่ยวมะละกอให้มีความระมัดระวัง เนื่องจากผิวผลมีลักษณะเป็นเมือกง่าย สามารถใช้มีดคม หรือกรรไกรตัดเพื่อตัดลูกมะละกอออกจากกิ่ง

8. การเก็บรักษา
หลังจากเก็บเกี่ยวมะละกอ ควรเก็บรักษาในที่ร่มเย็น หากต้องการยืดอายุการเก็บรักษา สามารถใช้ถุงพลาสติกหรือถุงกระดาษเพื่อลดการเสียดายของผลผลิต

9. หมุนเวียนพันธุ์
สำหรับการปลูกมะละกอให้ได้ผลผลิตที่ดีในระยะยาว ควรหมุนเวียนพันธุ์เพื่อเพิ่มความหลากหลายของพันธุ์ และลดความเสี่ยงจากโรคพืช

10. การดูแลต้นมะละกอ
ตรวจสอบการเจริญเติบโตของต้นมะละกออย่างสม่ำเสมอ ตรวจดูใบ กิ่ง และผล เพื่อควบคุมโรคพืชและศัตรูพืชต่างๆ รวมถึงให้น้ำและปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ

การปฏิบัติตามเทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถปลูกมะละกอให้ได้ผลผลิตที่ดี และคุณภาพของผลผลิตสูงขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถลดความเสี่ยงจากโรคพืชและศัตรูพืช ประสิทธิภาพในการดูแลรักษามะละกอยังสามารถปรับปรุงได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น การใช้ระบบน้ำหยด การนำเข้าเทคโนโลยีพืชสายพันธุ์ใหม่ หรือการใช้แอปพลิเคชันสำหรับติดตามการเจริญเติบโตและดูแลมะละกอ

สรุป เทคนิคในการปลูกมะละกอให้ได้ผลผลิตที่ดี ควรให้ความสำคัญกับการเตรียมดิน ให้น้ำและปุ๋ยอย่างเหมาะสม ตัดแต่งกิ่ง กำจัดวัชพืช ควบคุมโรคและแมลง การเก็บเกี่ยว การเก็บรักษา หมุนเวียนพันธุ์ และการดูแลต้นมะละกออย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังควรนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาปรับปรุงประสิทธิภาพในการปลูกและดูแลมะละกอเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้นและยั่งยืน

ขอขอบคุณข้อมูล : www.fourfarm.com

เมื่อถาม AI ว่าต้องปลูกอะไร ถึงได้ 1 ล้าน/ปี

หากต้องการที่จะปลูกพืชเพื่อสร้างรายได้ปีละ 1,000,000 บาท คุณควรพิจารณาพืชที่มีความต้องการในตลาดสูง และมีราคาขายที่ดี รวมถึงการปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและดิน ดังนี้:

  1. พืชเศรษฐกิจ: อาจพิจารณาปลูกยางพารา, น้ำมันปาล์ม, กาแฟ, ถั่วเขียว หรือถั่วลิสง เนื่องจากมีความต้องการในตลาดที่สูง
  2. พืชผักและผลไม้: ปลูกผักและผลไม้ที่มีความต้องการในตลาดเช่น องุ่น, มะม่วง, ทุเรียน, กีวี หรืออะโวคาโด
  3. พืชสมุนไพร: กระเทียม, ขิง, ตะไคร้, เสลือกและใบมะกรูด ซึ่งเป็นพืชที่มีความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารและยา
  4. ผลิตภัณฑ์สัตว์: ปลูกพืชเพื่อเลี้ยงสัตว์ เช่น ปลูกหญ้าเพื่อเลี้ยงโคนม หรือปลูกข้าวโพดและถั่วเพื่อใช้ในอาหารสัตว์

คำนวณต้นทุนและกำไรจากการปลูกพืชต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการสร้างรายได้ 1,000,000 บาทต่อปี และให้คำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หากต้องการปลูกพืชเพื่อสร้างรายได้สูง ควรมีแผนการตลาดและวางแผนล่วงหน้า เพื่อใ

ห้สามารถขายผลิตภัณฑ์ที่ได้จากพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับตัวต่อความผันผวนของราคาในตลาด

นอกจากนี้ ควรรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกพืชเช่น ความชื้น อุณหภูมิ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อให้พืชเจริญเติบโตอย่างดี การปลูกพืชในพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะช่วยให้คุณสามารถเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ตามเป้าหมายได้

ตัวอย่างการคำนวณเพื่อสร้างรายได้ปีละ 1,000,000 บาท: สมมุติว่าคุณต้องการปลูกทุเรียน และราคาขายเฉลี่ยต่อกิโลกรัมของทุเรียนคือ 100 บาท (ราคานี้จะขึ้นอยู่กับตลาดและเวลา)

เป้าหมายรายได้: 1,000,000 บาทต่อปี ราคาขายเฉลี่ยต่อกิโลกรัม: 100 บาท คำนวณปริมาณทุเรียนที่ต้องขาย: 1,000,000 / 100 = 10,000 กิโลกรัมต่อปี

เมื่อคำนวณปริมาณทุเรียนที่ต้องขายแล้ว ควรดูและวิเคราะห์ว่าพื้นที่ปลูกที่คุณมีสามารถให้ผลผลิตตามปริมาณที่ต้องการหรือไม่ และคำนึงถึงต้นทุนการปลูก และตัวแปรอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการปลูกพืช

ขอขอบคุณข้อมูล : www.fourfarm.com