เคล็ดลับ “แกล้งกะเพรา” ทำให้ต้นกะเพราสูงใหญ่ ออกใบเยอะ

เคล็ดลับ “แกล้งกะเพรา” ทำให้ต้นกะเพราสูงใหญ่ ออกใบเยอะ

กะเพรา ถือเป็นผักสวนครัวที่ปลูกง่าย ใครพอมีพื้นที่สักนิด หรือแค่ที่วางกระถางต้นไม้เล็กๆ สักหน่อย แค่หว่านเมล็ด รดน้ำก็ปลูกขึ้นแล้ว แต่ถ้าใครกินบ่อยก็อาจจะแตกยอดไม่ทันใจนัก วันนี้เรามีเทคนิคให้ต้นกะเพราแตกใบเยอะๆ มาฝากกัน เป็นเคล็ดลับที่ไม่ลับของชาวสวนกะเพรา

โดยวิธีนั้นง่ายมากคือ ทุกๆ เช้าให้เด็ดยอดอ่อนของใบกะเพราทุกวัน (ยอดที่เป็นดอก) อย่าให้ออกดอกได้ เพราะเจ้าดอกกะเพรา คือ การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของมัน

ถ้าเราคอยเด็ดดอกออก ต้นกะเพราก็จะเข้าใจว่าไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อได้ ทำให้ต้องรีบแตกหน่อ ออกดอก ออกใบให้เยอะขึ้น เป็นการแกล้งให้กะเพราเข้าใจผิด (คงเข้าใจผิดว่าจะสูญพันธุ์ต้องรีบ ออกดอก ออกลูก มาเพิ่ม )

เคล็ดลับ “แกล้งกะเพรา” ทำให้ต้นกะเพราสูงใหญ่ ออกใบเยอะ

กะเพรา เป็นทั้งอาหารและยาชั้นเลิศใช้ทางการแพทย์อายุรเวทมายาวนานกว่า 5 พันปี ในภาษาฮินดี เรียกว่า Tulsi หมายความว่า ไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้ กะเพรา มี 2 สายพันธุ์คือกะเพราขาวและกะเพราแดง ประโยชน์ของกะเพราต่อร่างกายมีมากมาย ดังนี้

ด้านสมอง-อารมณ์ พบว่าช่วยลดความวิตกกังวล ความเครียดและอาการซึมเศร้าได้ ซึ่งลดความเครียด ปรับสมดุลธาตุในร่างกายและจิตใจ

ด้านการมองเห็น พบว่า สารสกัดด้วยน้ำจากกะเพราแดง การลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกได้อีกทางหนึ่ง และมีการมองเห็นที่ดีขึ้น กะเพราแดงมีสารที่สำคัญต่อการมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน ลูทีน และซีแซนทีน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดได้ด้วย

ด้านระบบเมตาบอลิซึม (น้ำตาลในเลือด/ไขมันในเลือด) ชาวอินเดียและชาวปากีสถานใช้กะเพราทั้งแบบต้มน้ำกินและแบบผงเพื่อรักษาเบาหวาน หรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ด้านระบบทางเดินหายใจใบกะเพรามีเอกลักษณ์ด้านกลิ่นและรส คือ กลิ่นฉุนรสออกเผ็ดร้อน ส่งผลดีต่อระบบทางเดินหายใจ ตำรายาไทยระบุว่ากะเพราช่วยขับเสมหะ ขับเหงื่อ แก้ไข้ และมีการศึกษาในคนไข้หอบหืดยืนยันว่า กะเพราทำให้ปอดมีการทำงานดีขึ้น การหายใจสะดวกขึ้น และยังมีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย

ด้านระบบทางเดินอาหารตำรายาไทยใช้ใบและยอดกระเพราเป็นยาบำรุงธาตุ ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม แก้ปวดท้อง แก้อาการจุกเสียดในท้อง ทำให้เรอ แก้ท้องร่วง แก้คลื่นไส้อาเจียน

ขอบคุณที่มา : เว็บไซต์ เทคโนโลยีชาวบ้าน /เกษตรทันข่าว.com

ฤดูข้าวเรียนรู้จังหวะเวลาในเมล็ดข้าว..ที่สัมพันธ์กับโลกและชีวิต

ข้าวที่เรากินอยู่ทุกวันคือพืชที่มีชีวิต แม้แต่หลังเก็บเกี่ยวแล้ว เมล็ดข้าวก็ยังเปลี่ยนแปลงตามเวลา นั่นทำให้เส้นทางของข้าวตั้งแต่นาสู่จานมีจังหวะเวลาเฉพาะตัวที่สัมพันธ์กับฤดูกาล พื้นที่ จนถึงวิถีชีวิตของเรา ด้านล่างนี้คือ ‘ฤดูข้าว’ ที่เราอยากชวนคุณมาทำความรู้จักเพื่อเข้าใจข้าวในจานดีกว่าเดิม

ฤดูกาลของคนปลูก
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการปลูกข้าวของชาวนาคือ‘ฤดูกาล’ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตลอดปี ฤดูเพาะปลูกตามธรรมชาติของข้าวคือช่วงฤดูฝน หลังจากนั้นในช่วงปลายฝนต้นหนาว ข้าวที่ปลูกตามฤดูกาลจะออกรวง พอใกล้ปลายปีทุ่งนาเขียวสดก็จะเปลี่ยนเป็นทุ่งรวงทองส่งกลิ่นหอม ก่อนจะถึงฤดูเก็บเกี่ยวในที่สุด
เมื่อฤดูกาลรวมเข้ากับปัจจัยสำคัญอย่างพื้นที่ปลูกและคุณสมบัติของข้าวแต่ละพันธุ์ ก็ส่งผลต่อข้าวที่แตกต่างไป ให้เราทำความรู้จักและเข้าใจมากขึ้น

นาปี-นาปรัง
วิถีทำนาที่สัมพันธ์กับธรรมชาติและบริบทรอบตัว

นาปี 

นาปีคือการทำนาในช่วงฤดูที่เหมาะสมนั่นคือฤดูฝน ข้าวนาปีหรือข้าวนาน้ำฝนใช้ภาษาอังกฤษตรงตัวว่า in-season rice การปลูกเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม และเก็บเกี่ยวสิ้นสุดไม่เกินกุมภาพันธ์ นิยมปลูกกันมากในภาคอีสานเพราะไม่มีระบบชลประทานต้องอาศัยน้ำจากฝนเท่านั้น โดยข้าวที่ต้องปลูกในการทำนาแบบนาปี คือ ‘ข้าวไวต่อช่วงแสง’ ซึ่งออกดอกตามฤดูกาลเฉพาะในเดือนที่มีความยาวของกลางวันสั้นหรือน้อยกว่า 12 ชั่วโมง เช่น ข้าวหอมดอกมะลิ 105 ไม่ว่าจะปลูกเมื่อไหร่ก็จะออกดอกช่วงเดือนตุลาคมเท่านั้น พันธุ์ข้าวนาปีจะแบ่งออกเป็น ‘ข้าวเบา’ หรือข้าวที่ออกดอกช่วงกันยายนถึงตุลาคม ‘ข้าวกลาง’ หรือข้าวที่ออกดอกช่วงตุลาคมถึงพฤศจิกายน และ ‘ข้าวหนัก’ หรือข้าวที่ออกดอกช่วงธันวาคมถึงมกราคม

นาปรัง

ส่วนนาปรังนั้นคือการทำนานอกฤดูปกติ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า off-season rice การปลูกเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมโดยนิยมปลูกในพื้นที่ที่มีการชลประทานดีเช่นในพื้นที่ภาคกลาง แต่หากขาดแคลนน้ำ เราอาจเคยได้ยินที่รัฐออกประกาศห้ามชาวนาทำนาปรังเพราะน้ำมีไม่พอ ข้าวที่ใช้เพาะปลูกในนาปรังคือ ‘ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง’ ซึ่งออกดอกตามอายุ ไม่ว่าจะปลูกเมื่อไหร่ เมื่อครบอายุก็เก็บเกี่ยวได้ ไม่สัมพันธ์กับฤดูกาล ซึ่งที่จริงจะปลูกในนาปีหรือนาปรังก็ได้ เช่น ข้าว กข1 กข2

หว่านวันแม่ เกี่ยววันพ่อ 

คำว่า ‘หว่านวันแม่ เกี่ยววันพ่อ’ คือกลยุทธ์การปลูกข้าวให้ได้ผลโดยเชื่อมโยงกับวันสำคัญในความทรงจำของคนไทยอย่างวันแม่และวันพ่อ วิธีการทำนาแบบนี้เริ่มต้นจากมีการค้นพบว่าการทำนาหว่านต้องทำในช่วงที่ฝนสม่ำเสมอ ซึ่งมักอยู่ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ดังนั้น เกษตรกรในเขตชลประทานควรทำนาหว่านช่วง 1-15 สิงหาคม แต่ถ้าอาศัยอยู่ในเขตน้ำฝนควรทำนาในช่วง 15 มิถุนายน-15 สิงหาคม และจะเริ่มเก็บเกี่ยวในช่วง 28 พฤศจิกายน-5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันพ่อพอดี หลักการนี้ใช้ได้ดีทั้งช่วงฝนแล้งและช่วงที่ฝนตก

การทำนาหว่านด้วยวิธีนี้เหมาะกับพันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสงทุกพันธุ์ เป็นวิธีที่ช่วยให้เกษตรกรทำนาอย่างได้ผล ประหยัดต้นทุนต่างๆ และลดความเสี่ยงจากภาวะฝนทิ้งช่วงรวมถึงภัยแล้ง โดยใช้หมุดหมายที่เราล้วนจำได้อย่างดี

ฤดูกาลของคนกิน
แม้จะไม่ต้องสนฟ้าสนฝนเท่ากับคนปลูก แต่การที่คนกินเข้าใจฤดูกาลของข้าว ก็จะทำให้เรากินข้าวได้อร่อยขึ้น เพราะฤดูที่แตกต่าง ส่งผลต่อรสชาติ รสสัมผัส หรือกลิ่นหอม มากอยู่เหมือนกัน นักกินข้าวจึงควรรู้ว่า ข้าวแบบไหนควรหุง ปรุง และกิน อย่างไร ถึงได้อร่อยที่สุด

ข้าวเก่า-ข้าวใหม่

ข้าวเก่าและข้าวใหม่คือการนับความเก่าใหม่ของข้าวโดยยึดอยู่กับการเก็บเกี่ยว สำหรับข้าวหอมมะลิที่เป็นข้าวนาปี ข้าวใหม่ของแต่ละฤดูกาลจะมีอายุ 1 ปีพอดี ก่อนที่ข้าวจากปีถัดไปจะถูกเก็บเกี่ยวมาจำหน่าย ข้าวใหม่ของปีก่อนก็จะกลายเป็นข้าวเก่า เวลาขายมักมีการระบุข้าวหอมมะลิแต่ละปีด้วย พ.ศ. ที่เก็บเกี่ยว ทับด้วยปีถัดไปที่ข้าวอยู่ในตลาด เช่น ข้าวหอมมะลิที่ถูกเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมปี 2561 จะเรียกว่าข้าวหอมมะลิใหม่ปี 61/62 จนเมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนปี 2562 ก็จะกลายเป็นข้าวหอมมะลิเก่าปี 61/62

ส่วนข้าวขาวหรือข้าวชนิดอื่นที่มักเป็นข้าวนาปรังจะไม่เรียกปีตามหลัง เรียกแค่ข้าวขาวเก่าหรือใหม่ ตามด้วยจำนวนเดือนนับตั้งแต่เก็บเกี่ยว เพราะข้าวเหล่านี้มักเก็บเกี่ยว 3-4 ครั้งต่อปี เมื่อเพิ่งเก็บเกี่ยวก็จะเป็นข้าวขาวใหม่ 1 เดือน 2 เดือน หรือ 3 เดือนตามอายุข้าว จนเมื่อข้าวฤดูกาลใหม่งอก ก็จะถูกเรียกเป็นข้าวเก่าตามด้วยเดือนนับตั้งแต่เก็บเกี่ยวไป เช่น ข้าวขาวเก่า 8 เดือน

วิธีสังเกตว่าข้าวที่เรากินคือข้าวเก่าหรือใหม่คือ ข้าวเก่าจะเป็นข้าวที่เก็บไว้นานค้างปีหรือมากกว่า 4-6 เดือนแล้วค่อยนำมาขัดสี เมล็ดข้าวจะมีสีขาวขุ่น มีรอยหักเล็กน้อย เวลาซาวข้าวน้ำจะขาวขุ่น หุงขึ้นหม้อดี เมล็ดข้าวไม่ติดกันเพราะมียางข้าวน้อยและแข็งกว่าข้าวใหม่ ข้าวเก่าจึงเหมาะกินกับแกงเพราะข้าวจะไม่เละ หรือทำข้าวผัดและข้าวแช่ก็ได้ ส่วนข้าวใหม่คือข้าวเพิ่งเก็บเกี่ยวแล้วนำมาขัดสี เมล็ดข้าวจึงขาวใส จมูกข้าวยังติดกับเมล็ดอยู่บ้าง เวลาซาวข้าวน้ำจะค่อนข้างใส หุงไม่ค่อยขึ้นหม้อ เมล็ดติดเป็นก้อนและค่อนข้างแฉะเพราะยางข้าวเยอะ แต่หอมกว่าข้าวเก่า (ทั้งนี้ ข้าวใหม่ที่ปลูกแบบเคมีมักไม่ค่อยมีกลิ่น) คนเลยนิยมนำมาทำเป็นข้าวต้มหรือโจ๊กนั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูล : ศาลานา / www.fourfarm.com

เคล็ดลับปลูกคะน้า ใช้พื้นที่น้อย โตไว เก็บกินได้ตลอดปี

คะน้า ผักสวนครัว ที่เราได้เห็นในเมนูอาหารบ่อยมาก และสามารถกินได้ทั้งใบและก้าน ผัดน้ำมันหอยก็ดี ทำเมนูยำก็ได้ ใส่ข้าวผัดก็อร่อย ถ้าใครพอมีพื้นที่เหลือ ๆ ลองปลูกไว้กินเองที่บ้านกัน วันนี้เราขอรวบรวมวิธีปลูกผักคะน้า ปลูกอย่างไร ใช้ดินแบบไหน ดูแลยังไงไปดูกัน

สายพันธุ์ที่นิยมปลูกในไทย

คะ น้า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica Oleracea Var alboglabra อยู่ในวงศ์กะหล่ำ (Cruciferac) หรือผักตระกูลกะหล่ำ มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชีย สายพันธุ์ที่นิยมปลูกในไทยเป็นคะน้าจีน มีทั้งคะน้าใบและคะน้ายอดหรือคะน้าก้าน โดยเฉพาะคะน้าฮ่องกงที่ถูกใจคนชอบกินก้านที่สุด โดยไทยสั่งเมล็ดเข้ามาปลูกและปรับปรุงพันธุ์ มี 3 พันธุ์ด้วยกัน ได้แก่

  • พันธุ์ใบกลม : มีลักษณะใบกว้างใหญ่ ปล้องสั้น ปลายใบมน และผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ทนทานต่อดินฟ้าอากาศได้ดี ได้แก่ พันธุ์ฝางเบอร์ 1 ฝางเบอร์ 2 เป็นต้น
     
  • พันธุ์ใบแหลม : เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะใบแคบกว่าพันธุ์ใบกลม ปลายใบแหลม ข้อห่าง ผิวใบเรียบ ได้แก่ พันธุ์ P.L.20 เป็นต้น
     
  • พันธุ์ยอดหรือก้าน : มีลักษณะ ใบเหมือนกับ คะ น้า ใบแหลม แต่จำนวนใบต่อต้น มีน้อยกว่า ปล้องยาวกว่า ได้แก่ พันธุ์แม่โจ้ 1 เป็นต้น
เคล็ดลับ ปลูกคะน้า ใช้พื้นที่น้อย โตไว เก็บกินได้ตลอดปี

วิธีปลูกคะน้า

ปลูกคะน้าในกระถาง

วิธีปลูก คะ น้า ในกระถางนั้น ขั้นตอนแรกใส่กาบมะพร้าวสับวางรองก้นกระถาง หาภาชนะร่อนดินให้ละเอียด เสร็จแล้วผสมดินร่วน 2 ส่วน ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 1 ส่วน (แต่หากไม่สะดวกผสมดินเอง สามารถใช้ดินสำเร็จรูปแทนได้) จากนั้นก็ใส่ลงไปในกระถางแบบไม่ต้องเต็มมาก เสร็จแล้วหย่อนเมล็ด คะ น้า ตามลงไป

ปลูกในดิน หรือแปลงผัก

มีทั้งแบบหว่านกระจายทั่วแปลง เหมาะสำหรับแปลงปลูกขนาดใหญ่ ทำเป็นการค้า และแบบแถวเดียว เหมาะสำหรับแปลงปลูกขนาดเล็กหรือผักสวนครัว โดยมีระยะปลูกระหว่างต้น และระหว่างแถวประมาณ 20X20 เซนติเมตร เสร็จแล้วผสมดินร่วน 2 ส่วน ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 1 ส่วน (แต่หากไม่สะดวกผสมดินเอง สามารถใช้ดินสำเร็จรูปแทนได้) หว่านเมล็ดให้กระจายทั่วทั้งผิวแปลงโดยให้เมล็ดห่างกันประมาณ 2-3 เซนติเมตร ใช้ดินผสมหรือปุ๋ยคอกหว่านกลบเมล็ดให้หนาประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร กลบดินผิวหน้าเมล็ดผัก คะ น้า

การดูแลผัก คะน้า

คะ น้า เป็นพืชที่เติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด โดยเฉพาะดินร่วนปนทราย ดินเหนียวปนดินร่วน ชอบดินที่ระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ขัง ควรรดน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอทุกเช้า-เย็น หมั่นกำจัดวัชพืช และพรวนดินบ่อย ๆ วางในบริเวณที่มีแสงเพียงพอ ส่วนปุ๋ยที่นำมาบำรุงต้นควรเป็นปุ๋ยที่ธาตุไนโตรเจนสูง

ช่วงเวลาปลูก

ในการปลุก คะ น้า สามารถปลูกได้ตลอดปี แต่ช่วงเวลาที่ปลูกได้ผลดีที่สุดอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน ช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อน และฤดูฝนสามารถปลูกได้เช่นกัน แต่อาจประสบปัญหาขาดน้ำหรือฝนตกหนักทำให้ดินแน่น ผักไม่เจริญเติบโต

การเก็บเกี่ยว

ในการเก็บเกี่ยวนั้น เมื่อ คะ น้า มีอายุอยู่ที่ประมาณ 45-55 วันหลังปลูก จะสามารถเก็บเกี่ยว แต่คะน้าที่มีอายุ 50-55 วัน เป็นระยะที่เก็บเกี่ยวได้น้ำหนักมากกว่า

ประโยชน์ของ คะ น้า

ในด้านประโยชน์ของ คะ น้า มีประโยชน์มากมายมีทั้งวิตามินเอ และวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีเบต้าแคโรทีนช่วยในด้านระบบประสาทตา มีแคลเซียมเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก มีโฟเลตและธาตุเหล็กสูงช่วยบำรุงเลือดและลดความเสี่ยงภาวะโลหิตจาง มีไฟเบอร์ช่วยด้านการขับถ่าย แต่ข้อควรระวัง คือถ้ากิน คะ น้า ดิบในปริมาณมากอาจทำให้ท้องอืดได้ แถมยังสามารถนำไปทำเมนูอื่นๆ ได้อีกมากมาย

เคล็ดลับ ปลูกคะน้า ใช้พื้นที่น้อย โตไว เก็บกินได้ตลอดปี

ขอบคุณที่มา : เว็บไซต์ kapook.com

เคล็ดลับ มือใหม่ปลูกถั่วฝักยาว เอาไว้ขาย ผลผลิตดกไว กำไรดีมาก

เคล็ดลับ มือใหม่ปลูกถั่วฝักยาว เอาไว้ขาย ผลผลิตดกไว กำไรดีมาก

การปลูก
-หยอดเมล็ดหลุมละ 3-4 เมล็ด กลบด้วยแกลบหรือ ปุ๋ยคอก หรือดินผสม ให้หนาประมาณ 5 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางแห้งบาง ๆ เพื่อรักษาความชื้น รดน้ำให้ชุ่มพอเหมาะ

การจัดการหลังการปลูก
การถอนแยก
-หลังจากหยอด เมล็ดแล้ว 7 – 15 วัน ถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ออก เหลือต้นแข็งแรงไว้ 2 ต้นต่อหลุม

การให้น้ำ


-หลังหยอดเมล็ดควรให้น้ำทุกวัน เช้น – เย็น จนต้นถั่วฝักย วสามารถตั้งตัวได้ แล้วจึงค่อยปรับการให้น้ำลง อาจมีการปรับเปลี่ยนตามสภาพอากาศ และสภาพดิน แต่ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอ และไม่ควรปล่อยให้น้ำขัง ต้นถั่วฝักยาวอาจ ตา ยได้

การให้ปุ๋ย
– ในดินร่วน หรือร่วนปนทราย ใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 หรือ 5-10-5 อัตรา 50 – 100 กิโลกรัมต่อไร่

– ในดินเหนียว ใช้ ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 – 100 กิโลกรัมต่อไร่

– ในดินทราย ใช้ ปุ๋ย สูตร 13-13-21 อัตรา 50 – 100 กิโลกรัมต่อไร่

แบ่งใส่ ปุ๋ย 2 ครั้ง ครั้งละ 25 -50 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งแรกรองก้นหลุมก่อนปลูก ครั้งที่สองเมื่อเริ่มออกดอก (ถั่วมีอายุประมาณ 30 วัน) ใส่ 2 ข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ อาจมีการใส่ปุ๋ย เพิ่มเมื่อเก็บผลผลิต เพื่อบำรุงต้นให้สามารถเก็บผลผลิตได้นานขึ้น

เคล็ดลับ มือใหม่ปลูกถั่วฝักยาว เอาไว้ขาย ผลผลิตดกไว กำไรดีมาก

การทําร้านผัก
ถั่วฝักยาวเมื่อมีอายุประมาณ 15 – 20 วัน จะมีใบจริง 4 – 5 ใบ และเริ่มทอดยอด หรือเลื้อยหาที่เกาะ ควรหาไม้เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ครึ่งนิ้ว ยาว 2 – 2.5 เมตร

ปักใกล้หลุมเพื่อให้ถั่วฝักยาวพันหรือเลื้อยขึ้นไปตามไม้ ในระยะแรกต้องช่วยจับยอด ให้พันไม้ค้าง โดยพันทวนเข็มนาฬิกา การปักไม้ค้ำมีหลายแบบ ที่นิยมคือการทำค้างแบบสามเหลี่ยมหน้าจั่ว

การพรวนดินและกำจัดวัชพืช
ในช่วงประมาณ 7 – 10 วันแรกหลังปลูกควรถอนหญ้า เพื่อป้องกันการแย่งอาหารจากต้นถั่วฝักยาว และควรถอนอีกครั้งพร้อมกับการใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 2 เพื่อไม่ให้แย่งปุ๋ยจากต้นถั่วฝักยาว หลังจากนั้นไม่ค่อยมีความจำเป็นแล้ว เนื่องจากต้นถั่วฝักยาวจะเจริญคลุมพื้นที่ปลูก

การตัดแต่งกิ่ง
ควรมีการตัด แต่งกิ่งช่วงด้านล่างบ้าง เพื่อไม่ให้ต้นโทรม และทำให้ฝักเต่ง ไม่ลีบ โดยเฉพาะในฤดูฝน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคอย ตัดแต่งกิ่งเพื่อไม่ให้ฝักนอนอยู่บนดินจะทำให้เกิดโรคระบาดได้ง่าย และเมล็ดที่แก่จะงอก

เคล็ดลับ มือใหม่ปลูกถั่วฝักยาว เอาไว้ขาย ผลผลิตดกไว กำไรดีมาก

การเก็บเกี่ยว
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม คือ เมื่อถั่วฝักยาวมีอายุประมาณ 40 วันหลังปลูก หรือหลังดอกบาน 4 – 8 วัน โดยทั่วไปจะเก็บได้ประมาณ 22 – 25 วัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และการดูแล โดยเลือกเก็บฝักที่สียังไม่จาง และฝักยังไม่พอง เรียบ สม่ำเสมอ ควรทยอยเก็บทุก ๆ 2- 4 วัน ไม่อย่างนั้นฝักจะแก่คาต้น

วิธีการเก็บถั่วฝักยาว
ปลิดที่ขั้ว ระวังไม่ให้ดอกใหม่หลุด ไม่อย่างนั้นจะมีผลต่อการเกิดฝักใหม่ และควรทยอยเก็บ อย่าปล่อยให้ฝักแก่ตกค้าง หลังเก็บแล้ว ไม่ควรไว้กลางแดด

หรือวางกับดินโดยไม่มีอะไรรอง ควรแช่ในน้ำสะอาด 1 ชั่วโมง เพื่อกำจัดสิ่งป นเปื้อน เพื่อให้ถั่วฝักยาว สดใหม่ สะอาด น่าซื้อและได้ราคาดี

เทคนิคทำให้ฝักดก
เด็ดยอดในช่วงวันที่ 25 ช่วงที่ถั่วฝักยาวเริ่มไต่ยอดขึ้นตามค้าง ให้เด็ดยอดถั่วฝักยาว ออก 2 คู่ หรือประมาณ 2 นิ้ว หลังจากนั้น 3 – 4 วัน จะมียอดใหม่แตกออกประมาณ 4 – 5 ยอด ตรงข้อที่ได้เด็ดออกไ

ดูแลให้ปุ๋ยให้น้ำอย่างสม่ำเสมอต่อไปอีกประมาณ 10-15 วัน ยอดที่แตกใหม่จะเริ่มผลิดอก และติดฝักที่ดกกว่าการที่ไม่ได้ทำการเด็ดย ด นอกจากนั้นยังทำให้พุ่มถั่วไม่สูงจนเกินไป ทำให้ง่ายต่อการดูแลและการเก็บฝัก

เคล็ดลับ มือใหม่ปลูกถั่วฝักยาว เอาไว้ขาย ผลผลิตดกไว กำไรดีมาก

ขอบคุณที่มา : เว็บไซต์ jo-workman.com / เกษตรทันข่าว.com

เตือนเกษตรกร !! เฝ้าระวังการเข้าทำลายของหนอนกระทู้ผัก และหนอนม้วนใบ

ในช่วงนี้อากาศแห้งแล้ง อุณหภูมิสูงตอนกลางวัน และอุณหภูมิต่ำตอนกลางคืน กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง เฝ้าระวังการเข้าทำลายของหนอนกระทู้ผัก และหนอนม้วนใบ

(1) หนอนกระทู้ผัก เข้าทำลายตั้งแต่ถั่วเหลืองเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ จนถึงระยะออกดอกและติดฝัก

หนอนที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ ๆ จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม แทะผิวใบด้านล่าง ทำให้เหลือแต่เส้นใบ เมื่อผิวใบแห้งจะมองเห็นเป็นสีขาว เมื่อหนอนโตขึ้น จะแยกกลุ่มออกไปกัดกินใบทั่วทั้งแปลง โดยหนอนจะกัดกินจากขอบใบเข้าไป

ป้องกันกำจัด หนอนกระทู้ผัก โดย

  • พ่นเชื้อไวรัสของหนอนกระทู้ผัก อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 1-2 ครั้ง เมื่อพบการระบาด หรือ
  • พ่นสารฆ่าแมลง แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% EC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
  • ไตรอะโซฟอส 40% EC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
  • คลอร์ฟลูอาซูรอน 5% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
  • ไซเพอร์เมทริน/โฟซาโลน 6.25%/22.5% EC อัตรา 60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

พ่นเมื่อใบถูกทำลาย 30%

(2) หนอนม้วนใบ เมื่อฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ชักใยบาง ๆ คลุมตัวไว้ แล้วกัดกินผิวใบ

เมื่อหนอนโตขึ้นจึงกระจายกันออกไปทั่วทั้งแปลง สร้างใยยึดใบพืชจากขอบใบของใบเดียวเข้าหากันหรือยึดใบมากกว่า 2 ใบ เข้าหากันแล้วอาศัยกัดกินอยู่ในห่อใบนั้นจนหมด แล้วเคลื่อนย้ายไปทำลายใบอื่นต่อไป

ป้องกันกำจัด หนอนม้วนใบ โดย พ่นสารฆ่าแมลง

  • แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% EC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
  • ไตรอะโซฟอส 40% EC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
  • คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

พ่นเมื่อใบถูกทำลาย 30%

ขอบคุณที่มา : ก้าวไกลกับกรมวิชาการเกษตร /เกษตรทันข่าว.com

เคล็ดลับ ปลูกคะน้า ใช้พื้นที่น้อย โตไว เก็บกินได้ตลอดปี

คะ น้า ผักสวนครัว ที่เราได้เห็นในเมนูอาหารบ่อยมาก และสามารถกินได้ทั้งใบและก้าน ผัดน้ำมันหอยก็ดี ทำเมนูยำก็ได้ ใส่ข้าวผัดก็อร่อย ถ้าใครพอมีพื้นที่เหลือ ๆ ลองปลูกไว้กินเองที่บ้านกัน วันนี้เราขอรวบรวมวิธีปลูกผักคะน้า ปลูกอย่างไร ใช้ดินแบบไหน ดูแลยังไงไปดูกัน

สายพันธุ์ที่นิยมปลูกในไทย

คะ น้า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica Oleracea Var alboglabra อยู่ในวงศ์กะหล่ำ (Cruciferac) หรือผักตระกูลกะหล่ำ มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชีย สายพันธุ์ที่นิยมปลูกในไทยเป็นคะน้าจีน มีทั้งคะน้าใบและคะน้ายอดหรือคะน้าก้าน โดยเฉพาะคะน้าฮ่องกงที่ถูกใจคนชอบกินก้านที่สุด โดยไทยสั่งเมล็ดเข้ามาปลูกและปรับปรุงพันธุ์ มี 3 พันธุ์ด้วยกัน ได้แก่

  • พันธุ์ใบกลม : มีลักษณะใบกว้างใหญ่ ปล้องสั้น ปลายใบมน และผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ทนทานต่อดินฟ้าอากาศได้ดี ได้แก่ พันธุ์ฝางเบอร์ 1 ฝางเบอร์ 2 เป็นต้น
     
  • พันธุ์ใบแหลม : เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะใบแคบกว่าพันธุ์ใบกลม ปลายใบแหลม ข้อห่าง ผิวใบเรียบ ได้แก่ พันธุ์ P.L.20 เป็นต้น
     
  • พันธุ์ยอดหรือก้าน : มีลักษณะ ใบเหมือนกับ คะ น้า ใบแหลม แต่จำนวนใบต่อต้น มีน้อยกว่า ปล้องยาวกว่า ได้แก่ พันธุ์แม่โจ้ 1 เป็นต้น
เคล็ดลับ ปลูกคะน้า ใช้พื้นที่น้อย โตไว เก็บกินได้ตลอดปี

วิธีปลูกคะน้า

ปลูก คะน้า ในกระถาง

วิธีปลูก คะ น้า ในกระถางนั้น ขั้นตอนแรกใส่กาบมะพร้าวสับวางรองก้นกระถาง หาภาชนะร่อนดินให้ละเอียด เสร็จแล้วผสมดินร่วน 2 ส่วน ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 1 ส่วน (แต่หากไม่สะดวกผสมดินเอง สามารถใช้ดินสำเร็จรูปแทนได้) จากนั้นก็ใส่ลงไปในกระถางแบบไม่ต้องเต็มมาก เสร็จแล้วหย่อนเมล็ด คะ น้า ตามลงไป

ปลูกในดิน หรือแปลงผัก

มีทั้งแบบหว่านกระจายทั่วแปลง เหมาะสำหรับแปลงปลูกขนาดใหญ่ ทำเป็นการค้า และแบบแถวเดียว เหมาะสำหรับแปลงปลูกขนาดเล็กหรือผักสวนครัว โดยมีระยะปลูกระหว่างต้น และระหว่างแถวประมาณ 20X20 เซนติเมตร เสร็จแล้วผสมดินร่วน 2 ส่วน ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 1 ส่วน (แต่หากไม่สะดวกผสมดินเอง สามารถใช้ดินสำเร็จรูปแทนได้) หว่านเมล็ดให้กระจายทั่วทั้งผิวแปลงโดยให้เมล็ดห่างกันประมาณ 2-3 เซนติเมตร ใช้ดินผสมหรือปุ๋ยคอกหว่านกลบเมล็ดให้หนาประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร กลบดินผิวหน้าเมล็ดผัก คะ น้า

การดูแล ผักคะน้า

คะ น้า เป็นพืชที่เติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด โดยเฉพาะดินร่วนปนทราย ดินเหนียวปนดินร่วน ชอบดินที่ระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ขัง ควรรดน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอทุกเช้า-เย็น หมั่นกำจัดวัชพืช และพรวนดินบ่อย ๆ วางในบริเวณที่มีแสงเพียงพอ ส่วนปุ๋ยที่นำมาบำรุงต้นควรเป็นปุ๋ยที่ธาตุไนโตรเจนสูง

ช่วงเวลาปลูก

ในการปลุก คะ น้า สามารถปลูกได้ตลอดปี แต่ช่วงเวลาที่ปลูกได้ผลดีที่สุดอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน ช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อน และฤดูฝนสามารถปลูกได้เช่นกัน แต่อาจประสบปัญหาขาดน้ำหรือฝนตกหนักทำให้ดินแน่น ผักไม่เจริญเติบโต

การเก็บเกี่ยว

ในการเก็บเกี่ยวนั้น เมื่อ คะ น้า มีอายุอยู่ที่ประมาณ 45-55 วันหลังปลูก จะสามารถเก็บเกี่ยว แต่คะน้าที่มีอายุ 50-55 วัน เป็นระยะที่เก็บเกี่ยวได้น้ำหนักมากกว่า

ประโยชน์ของคะน้า

ในด้านประโยชน์ของ คะ น้า มีประโยชน์มากมายมีทั้งวิตามินเอ และวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีเบต้าแคโรทีนช่วยในด้านระบบประสาทตา มีแคลเซียมเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก มีโฟเลตและธาตุเหล็กสูงช่วยบำรุงเลือดและลดความเสี่ยงภาวะโลหิตจาง มีไฟเบอร์ช่วยด้านการขับถ่าย แต่ข้อควรระวัง คือถ้ากิน คะ น้า ดิบในปริมาณมากอาจทำให้ท้องอืดได้ แถมยังสามารถนำไปทำเมนูอื่นๆ ได้อีกมากมาย

เคล็ดลับ ปลูกคะน้า ใช้พื้นที่น้อย โตไว เก็บกินได้ตลอดปี

ขอบคุณที่มา : เว็บไซต์ kapook.com / เกษตรทันข่าว.com

เตือนเกษตรกร ระวังโรคแอนแทรคโนส ในมะปราง และมะยงชิด

ระวัง โรคแอนแทรคโนส (เชื้อรา Colletotrichum sp.) ในมะปราง มะยงชิด

เตือนผู้ปลูกมะ ปราง มะยงชิด ในระยะ ติดผล – เก็บเกี่ยว รับมือโรคแอนแทรคโนส (เชื้อรา Colletotrichum sp.) เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ในทุกระยะการเจริญเติบโต อาการบนใบ พบแผลรูปร่างไม่แน่นอน ขอบแผลชัดเจนเป็นสีน้ำตาลเข้ม กลางแผลมีสีน้ำตาลอ่อนและมีลักษณะบางใสกว่าเนื้อใบรอบๆ เมื่อความชื้นสูงแผลที่เกิดบนใบอ่อนจะขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว หากมีแผลจำนวนมากจะขยายติดกันทั้งผืนใบ ทำให้ใบบิดเบี้ยว หรือไหม้แห้ง ถ้าอาการของโรครุนแรงจนถึงระยะออกดอก เชื้อสาเหตุโรคจะเข้าทำลายช่อดอกเห็นเป็นจุดสีน้ำตาลดำ กระจายบนก้านดอก ทำให้ดอกเหี่ยวและหลุดร่วง ไม่ติดผล หากเชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายรุนแรงในระยะผลอ่อน ผลที่เป็นโรคจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำและร่วงหล่น เชื้อสาเหตุโรคนี้สามารถแฝงอยู่ที่ผลอ่อน โดยไม่แสดงอาการของโรค แต่จะแสดงอาการเมื่อผลแก่ โดยพบจุดแผลสีดำเล็กๆ ต่อมาแผลขยายลุกลาม บริเวณแผลอาจพบรอยแตก ทำให้เน่า

แนวทางป้องกัน/แก้ไข

1. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบพืชเริ่มมีอาการของโรค ตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรค นำไปทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค

2. กำจัดวัชพืชรอบโคนต้น เพื่อลดความชื้นในทรงพุ่ม

3. ควบคุมปริมาณธาตุอาหารให้เหมาะสม ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีค่าไนโตรเจนมากเกินไป

4. แหล่งปลูกที่พบการระบาดของโรคเป็นประจำ ในช่วงแตกใบอ่อน เริ่มแทงช่อดอก และหลังติดผลอ่อน ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช แมนโคเซบ 80% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะซอกซีสโตรบิน 25% SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือโพรคลอราซ 45% EC อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 – 10 วัน

5. หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ควรตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง โดยเฉพาะกิ่งที่เป็นโรค และเก็บส่วนที่เป็นโรค นำไปทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของโรคในฤดูกาลผลิตต่อไป

** ควรหลีกเลี่ยงการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ในช่วงดอกบาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการผสมเกสรของพืช

เตือนเกษตรกร ระวังโรคแอนแทรคโนส ในมะปราง และมะยงชิด

ขอบคุณที่มา : สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร

เตือนเกษตรกรที่ปลูกไม้ผล…ระวังการระบาดของผีเสื้อมวนหวาน

เกษตรกรที่ปลูกไม้ผล เตือนให้เฝ้าระวังในการระบาดของผีเสื้อมวนหวาน ที่จะเข้าทำลายผลไม้ โดยเฉพาะสวนผลไม้ที่อยู่บริเวณใกล้ป่า เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง ทำให้ผีเสื้อมวนหวาน ไม่สามารถหากินผลไม้ป่าได้จึงต้องออกมาหาผลไม้ในแปลงของเกษตรกรแทน

ลักษณะในการทำลายของผีเสื้อมวนหวาน ตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำหวานจากผลไม้สุก หรือในระยะใกล้จะเก็บเกี่ยว โดยใช้ปากแทงทะลุผ่านเปลือกของผลไม้สุกหรือใกล้สุกเป็นรูเข้าไปดูดกินน้ำหวานของเนื้อผลไม้ ซึ่งแผลที่ถูกทำลายจะเป็นรู และมีน้ำหวานไหลออกมา เป็นสิ่งดึงดูดให้แมลงชนิดอื่นๆ เข้าไปทำลายซ้ำเดิม หลังจากนั้นผลจะเน่าเสียและร่วงหล่นในที่สุดการป้องกัน และกำจัดการเข้าทำลายของผีเสื้อมวนหวานแนะนำให้เกษตรกรทำลายวัชพืชต่างๆ ที่อยู่บริเวณสวนหรือบริเวณใกล้เคียง เพราะวัชพืชเหล่านั้นอาจเป็นพืชอาหารของตัวหนอนผีเสื้อมวนหวาน ส่วนผลไม้ที่สามารถห่อผลได้เมื่อเริ่มสุกควรทำการห่อผลทันที เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของผีเสื้อมวนหวาน และเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี พร้อมกับจับตัวเต็มวัยผีเสื้อมวนหวานมาทำลาย โดยใช้ไฟส่องและสวิงโฉบจับหรือติดกับดักแสงไฟ ขณะไม้ผลในสวนเริ่มสุก ซึ่งจะทำให้สามารถจับผีเสื้อมวนหวานได้จำนวนมากนอกจากนี้ ให้ใช้เหยื่อพิษล่อผีเสื้อมวนหวาน โดยใช้ผลไม้สุกที่มีกลิ่นหอม เช่น กล้วย สับปะรด มะละกอ หรือลูกตาลสุก ตัดเป็นชิ้นชุบสารฆ่าแมลง เช่น คาร์บาริล อัตรา 2 กรัม / น้ำ 1 ลิตร แช่ไว้ 5 นาที จึงนำชิ้นผลไม้เหล่านั้นไปแขวนในสวนเป็นจุดๆ ห่างกันจุดละประมาณ 20 เมตร และใช้กรงดักจับผีเสื้อมวนหวานทำด้วยมุ้งลวดทั้ง 6 ด้าน ด้านล่างเจาะเป็นรูปฝาชี ตั้งสูงจากพื้นดิน 20 – 30 เซนติเมตร ใช้ผลไม้สุกเป็นเหยื่อล่อที่ด้านล่าง หรือพ่นด้วยสารสกัดสะเดาซึ่งมีประสิทธิภาพเป็นสารไล่เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของผีเสื้อมวนหวาน โดยนำไปพ่นให้ทั่วในสวนเวลาเย็นขณะที่มีผลไม้สุก 3 – 4 ครั้ง ทุก 7 วัน

ขอบคุณที่มา : facebook เพจ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร / เกษตรทันข่าว.com

เตือน!! เกษตรกรผู้ปลูกถั่วฝัก ยาว ให้ระวังการระบาดของเพลี้ยอ่อน และหนอนเจาะฝักลายจุด

ระวัง 2 แมลงศัตรูถั่วฝัก ยาว

เกษตรกรผู้ปลูกถั่วฝัก ยาว ให้เฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยอ่อน และหนอนเจาะฝักลายจุด โดยจะพบการเข้าทำลายในระยะที่ต้นถั่วออกดอก และติดฝักเกษตรกรผู้ปลูกถั่วฝักยาวเฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยอ่อน และหนอนเจาะฝักลายจุด โดยจะพบการเข้าทำลายในระยะที่ต้นถั่วออกดอกและติดฝัก สำหรับเพลี้ยอ่อน มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเพลี้ยอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อน ทำให้ส่วนที่ถูกทำลายบิดเบี้ยวและแกร็น หากพบการระบาด ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

สำหรับ หนอนเจาะฝักลายจุด จะพบหนอนที่ฟักออกจากไข่เจาะเข้าไปกัดกินภายในดอกอ่อน ต่อมาจะกัดกินส่วนของดอกและเกสรดอก ทำให้ดอกร่วงหล่น เมื่อหนอนโตขึ้นจะเจาะเข้าไปกัดกินภายในฝักส่วนที่เป็นเมล็ดอ่อน ทำให้ฝักและเมล็ดลีบ ส่วนแนวทางในการป้องกันกำจัด ให้เกษตรกรใช้วิธีกล โดยก่อนปลูกพืชประมาณ 2 สัปดาห์ ให้เกษตรกรไถพรวนพลิกดินขึ้นมาตากแดด โดยไถให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นาน เพื่อกำจัดดักแด้ที่อาจหลงเหลืออยู่ในแปลงปลูก หากพบการระบาด ให้เกษตรกรใช้เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส อัตรา 60-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร จากนั้น ให้ใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัด สารเบตา-ไซฟลูทริน 2.5% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

เตือน!! เกษตรกรผู้ปลูกถั่วฝักยาว ให้ระวังการระบาดของเพลี้ยอ่อน และหนอนเจาะฝักลายจุด

ขอบคุณที่มา : facebook เพจ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร / เกษตรทันข่าว.com

ชาวนาแห่ปลูก “หอมพวง” ข้าวสายพันธุ์เวียดนาม ทะลุ 1 ล้านไร่

ชาวนาแห่ปลูก “หอมพวง” ข้าวสายพันธุ์เวียดนาม ทะลุ 1 ล้านไร่ จุดแข็งปลูกระยะสั้น-ให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวไทย 3 เท่า เบียด “ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้” เสี่ยงสูญพันธุ์ “ผู้ส่งออก” ยอมรับขายง่าย ตั้งราคาซื้อ 16 บาท/กก.สูงกว่าข้าวขาว หวังมีสินค้าส่งออกตอบโจทย์ตลาดข้าวขาวพื้นนุ่ม แนะรัฐยอมรับความจริง วางยุทธศาสตร์อัดงบฯพัฒนาพันธุ์ข้าวลดสัดส่วนประกันรายได้ในระยะยาว
.
การส่งออกข้าวของไทยหลุดแชมป์โลกไปเป็นเบอร์ 2 รองจากอินเดียมาตั้งแต่ปี 2555 หรือ 10 ปีมาแล้ว และปีนี้ไทยส่งออกได้ 6.9 ล้านตัน ขณะที่อินเดียมีตัวเลขที่ 10.2 ล้านตัน เวียดนามส่งออกได้ 7.7 ล้านตัน แต่มาถึงปัจจุบันมีช่องว่างที่ห่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
.
ล่าสุดสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดว่าปีนี้ไทยจะส่งออกได้ 7.5 ล้านตัน ตามเป้าหมาย จากปีก่อนที่เคยส่งออกได้ 6.30 ล้านตัน ขณะที่อินเดียจะส่งออกได้ถึง 22 ล้านตัน ห่างกันเกือบ 3 เท่า ส่วนเวียดนามคาดว่าจะได้ 7 ล้านตัน สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลง โดยเฉพาะจากปัญหาการพัฒนาสายพันธุ์ล่าช้า นำไปสู่การลักลอบนำเข้าเมล็ดพันธุ์ข้าวจากเวียดนามมาปลูกแทน
.
ต่อคำถามว่า ในอนาคตพันธุ์ข้าวเวียดนามจะครองที่นาไทยหรือไม่ “แน่นอนอยู่แล้ว เพราะไทยไม่มีพันธุ์ใหม่ ๆ ออกมาให้ชาวนาปลูก และมีผลผลิตต่อไร่สูง กฎหมายก็ห้ามนำเข้าเมล็ดพันธุ์ ดังนั้นง่ายที่สุดก็คือ การไปเอามาจากชายแดน ทางการจะไปบังคับชาวนาได้อย่างไร
.
สิ่งที่ต้องทำ คือ การพัฒนาพันธุ์ข้าวขึ้นมาแข่งกับเขา ต้องยอมรับความจริง และวางยุทธศาสตร์ข้าวระยะสั้น-กลาง-ยาว สมัยก่อนไทยจะมีข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ เป็นข้าวนาปี พันธุ์พื้นเมือง นุ่ม ร่วน แต่ให้ผลผลิตแค่ 350-400 กิโลต่อไร่ ความนิยมปลูกก็ลดลง ส่วนข้าวหอมพวงให้ผลผลิตต่อไร่สูง ชาวนาก็นิยมปลูกมากขึ้น
.
“ตอนนี้เกือบ 100% เจ๊กเชยเสาไห้ แทบจะไม่มี จะมีเหลือปลูกในพื้นที่บ้าง (GI) แต่ไม่มาก ไม่มีมาขายให้ผู้ส่งออกแล้ว นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ขึ้นทะเบียนก็อาจจะแจ้งหอมพวงเป็นพันธุ์ข้าวไทยแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะมีกันกระบวนการตรวจสอบหรือไม่

CR.https://www.prachachat.net/economy/news-1141120

🔰ปรึกษาปัญหาเกษตรฟรี🔰
📲แอดไลน์ @Kasetnews
☎️02-104-9999
#ข้าวเวียดนาม#เวียดนาม#เกษตรอินทรีย์
ดูได้ที่กล่อง PSI📺หมายเลข 72
#ข่าวเกษตร#เกษตรนิวส์#เกษตรยุคใหม่