บิ๊กตู่จ่อเฉือนป่าอนุรักษ์ แจกชาวบ้านในช่วงปีใหม่

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายอดิศร นุชดำรงค์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ พร้อมด้วยนางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ตัวแทนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้

โดยร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินภายใต้นโยบายของ คทช. ซึ่งนางรวีวรรณ กล่าวว่า คทช.ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 884 พื้นที่ 70 จังหวัด เนื้อที่ 1.3 ล้านไร่ โดยปัจจุบันได้ออกหนังสืออนุญาตแล้ว 140 พื้นที่ ใน 57 จังหวัด รวมเนื้อที่ 4 แสนกว่าไร่ และจัดคนลงพื้นที่จำนวน 52,362 ราย 66,733 แปลง นับว่าดำเนินการไปแล้วร้อยละ 15.84 ของพื้นที่เป้าหมาย

ด้านนายวีระยุทธ วรรณเลิศสกุล ผอ.ส่วนจัดการที่ดินและชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ สำนักฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ กรมอุทยานฯ กล่าวว่า จากการสำรวจภาพถ่ายดาวเทียมในปี 2557 ทราบว่ามีราษฎรครอบครองที่ดินก่อนมติครม. 30 มิ.ย. 41 จำนวน 3.6 ล้านไร่ และครอบครองหลังมติ ครม. 30 มิ.ย. 41 อีก 2.3 ล้านไร่ รวมเป็น 5.9 ล้านไร่ ซึ่งตามมติครม. 26 พ.ย. 61 ได้เห็นชอบในแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทํากินในพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภท ซึ่งจะมีการแก้กฎหมายพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เพื่ออนุญาตให้ราษฎรอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์อย่างเกื้อกูลธรรมชาติภายในป่าอนุรักษ์ได้เป็นครั้งแรกของประเทศ

ด้านนายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่ต่อเนื่องจากความล้มเหลวของมติ ครม.30 มิ.ย.41 ซึ่งในตอนนั้นรัฐให้ใช้ที่ดินโดยไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน การสำรวจตัวเลขก็ไม่มีความสมบูรณ์ทำให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน แต่นโยบายนี้เป็นนโยบายที่มีขอบเขตการใช้พื้นที่ชัดเจนระหว่างชุมชนและพื้นที่ป่าที่ต้องอนุรักษ์ซึ่งข้อมูลมีความละเอียดมากในแต่ละพื้นที่ ซึ่งตนได้เห็นบางส่วนแล้วและคิดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปีหน้า

จึงคิดว่าเป็นโยบายที่ดีและสนับสนุน ทั้งนี้จัดสรรที่ทำกินภายใต้คำสั่ง คสช.ที่ 66 /2557 ถือว่าทุกฝ่าย ทั้งภาคประชาชน นักสิทธิมนุษยชน นักอนุรักษ์ และชาวบ้านเห็นพ้องกันว่าเหมาะสม เพราะคงไม่สามารถ ย้ายชุมชน ออกจากพื้นที่ป่าได้ แต่จะทำอย่างไร ให้อยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน และไม่ทำลายป่า โดยมองว่า พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 5.9 ล้านไร่ ที่นำไปเข้าโครงการ เมื่อเทียบกับ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั้งหมด 80 ล้านไร่ ไม่น่าจะมีผลกระทบมากนัก

Cr. www.khaosod.co.th